
ปปป.หอบสำนวนคุมผอ.กองพุทธฯพศ.ส่งอัยการคดีเงินทอนวัด
ปปป.หอบสำนวน 9 แฟ้มคุมผอ.กองพุทธฯพศ.ส่งอัยการคดีเงินทอนวัดตั้ง"รอง อธ.อัยการปราบทุจริต"หน.ทำงานดูสำนวนปปป.สรุปฟ้องมั่นใจสั่งคดีทันก่อนครบฝากขังสุดท้าย 22 ก.พ.นี
1 ก.พ.61 ที่สำนักงานอัยการสูงสุด ถ.รัชดาภิเษก พ.ต.ท.เพชรชุมพร ศรีวะรมย์ พนักงานสอบสวน กองบังคับการป้องกันปราบปรามการกระทำความผิดเกี่ยวกับการทุจริตและประพฤติมิชอบ (บก.ปปป.) ได้นำเอกสารหลักฐาน 9 แฟ้มใหญ่ และความเห็นสมควรสั่งฟ้อง "นายนพรัตน์ เบญจวัฒนานันท์" อดีต ผอ.สำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ หรือ พศ. (ตัวยังหลบหนี) , "นายฉัตรชัย ชูเชื้อ" อดีต ผอ.กองพุทธศาสนสถาน พศ. และนายสมเกียรติ ขันทอง หรือ อดีต"พระครูกิตติ พัชรคุณ" อดีตเจ้าอาวาสวัดลาดแค และเจ้าคณะอำเภอชนแดน จ.เพชรบูรณ์ ที่ปัจจุบันพ้นจากความเป็นพระแล้วถูกคุมขังอยู่ในเรือนจำพิเศษกรุงเทพฯ ผู้ต้องหา คดีสมคบกันฟอกเงินการทุจริตเงินงบประมาณสำนักงานพระพุทธศาสนา หรือเงินทอนวัด
โดยพนักงานสอบสวน ได้นำตัว "นายฉัตรชัย ชูเชื้อ" อดีต ผอ.กองพุทธศาสนสถาน มาส่งให้อัยการ เพื่อพิจารณาสั่งคดีด้วย ส่วนอดีต"พระครูกิตติ พัชรคุณ" ตัวอยู่ระหว่างการฝากขังของศาลอาญาคดีทุจริตและประพฤติมิชอบกลาง
ขณะที่ "นายวิเชียร ถนอมพิชัย" อธิบดีอัยการสำนักงานคดีปราบปรามการทุจริต กล่าวภายหลังได้รับมอบสำนวนว่า คดีนี้มีผู้ร้องเรียนไปที่ ปปป.ว่ามีการทุจริตเกิดขึ้น จึงได้ทำการสืบสวนสอบสวนและมีข้าราชการเข้าไปเกี่ยวข้อง ก็ได้ทำการส่งสำนวนไปยังคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) และยังได้แยกส่งสำนวนให้คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน (ปปง.) ดำเนินการทางแพ่งยึดอายัดทรัพย์สินในส่วนที่เกี่ยวกับการฟอกเงินด้วย ซึ่ง ปปง. เมื่อได้รับสำนวนก็ได้เข้าแจ้งความร้องทุกข์กล่าวโทษเป้นคดีอาญาฟอกเงินต่อ ปปป.
สำหรับการพิจารณาสำนวนในชั้นของอัยการนี้ ก็จะตั้งคณะทำงานอัยการ ที่มีรองอธิบดีเป็นหัวหน้าคณะทำงาน ซึ่งจะพิจารณาให้แล้วเสร็จและมีคำสั่งคดี ก่อนที่ผู้ต้องหาจะครบกำหนดฝากขังครั้งสุดท้าย (ครั้งที่ 7 )ในวันพฤหัสบดีที่ 22 ก.พ.นี้
ด้าน "นายประยุทธ เพชรคุณ" รองโฆษกสำนักงานอัยการสูงสุด กล่าวว่า สำหรับ นายนพรัตน์ อดีต ผอ.พศ.ผู้ต้องหาที่ 1 ได้หลบหนี ซึ่งพนักงานสอบสวนก็เสนอความเห็นสมควรสั่งฟ้องไว้พร้อมเห็นควรให้ออกหมายจับ ซึ่งคดีจะขาดอายุความในวันที่ 21 ม.ค.79
ส่วน นายสมเกียรติ อดีตพระครูกิตติพัชรคุณ ผู้ต้องหาที่ 3 ตัวอยู่ในอำนาจควบคุมตัวชั้นฝากขังที่ศาลอาญาคดีทุจริตฯซึ่งขณะนี้อยู่ระหว่างฝากขังครั้งที่ 6 ที่จะครบกำหนดวันที่ 10 ก.พ.61 ก่อนจะขึ้นฝากขังครั้งที่ 7 อัยการ จึงจะมีเวลาพิจารณาสำนวนจนถึงวันที่ 22 ก.พ.นี้ ขณะที่ความเสียหายในคดีนี้ที่ปรากฏในสำนวน มีการกล่าวหาว่าเบียดบังจัดสรรงบประมาณของวัดต่าง ๆ ในเขต จ.เพรชบูรณ์ , นครสวรรค์ , ตากและชุมพร ราวๆ 28 ล้านบาท และเงินทอนที่ผู้ถูกกล่าวหาเบียดบังไป 21 ล้านบาทเศษ โดยถ้าตั้งคณะทำงานอัยการแล้ว เมื่อเป็นคดีสำคัญก็จะต้องเสนอผู้บังคับบัญชาตามขั้นตอน ดังนั้นขอให้ประชาชนเชื่อใจในความรวดเร็วละเอียดรอบคอบของอัยการ
โดย "พ.ต.ท.เพชรชุมพร ศรีวะรมย์" พนักงานสอบสวน ปปป. กล่าวว่า เรื่องเงินทอนวัด ที่ ปปง.ร้องทุกข์กล่าวโทษไว้มีอยู่อีกหลายสำนวนซึ่งอยู่ระหว่างรวบรวมพยานหลักฐาน เพื่อจะส่งให้พนักงานอัยการพิจารณาต่อไป อย่างไรก็ดีสำนวนคดีเงินทอนวัดที่มีข้าราชการ , อดีตข้าราชการ รวมทั้งพลเรือนและพระที่เกี่ยวข้อง ซึ่งการพิจารณาชุดแรกได้ส่งสำนวนต่อ ป.ป.ช.นั้นยังมีผู้ต้องหาหลายสิบคน ที่จะทยอยส่งให้อัยการต่อไปด้วย



