ข่าว

จับสัญญาณ "ตุลาเดือด" !

จับสัญญาณ "ตุลาเดือด" !

05 ต.ค. 2552

ผลพวงจากพิษการแต่งตั้ง "ผบ.ตร." คนใหม่ กลายเป็นฟางเส้นสุดท้าย ทำให้สถานการณ์ภายในพรรคประชาธิปัตย์ต้องสั่นสะท้าน และสุ่มเสี่ยงอย่างยิ่งต่อความขัดแย้งรอบใหม่

นั่นเป็นเพราะว่า สามเสือประชาธิปัตย์ อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี และหัวหน้าพรรค สุเทพ เทือกสุบรรณ รองนายกรัฐมนตรี และเลขาธิการพรรค กับ นิพนธ์ พร้อมพันธุ์ เลขาธิการนายกรัฐมนตรี และรองหัวหน้าพรรค เกิดบาดหมางใจกันอย่างหนัก จนทำให้ "นิพนธ์" ยื่นใบลาออกจากตำแหน่งเลขาธิการนายกฯ โดยไม่สนคำเกลี้ยกล่อมจากผู้ใหญ่ภายในพรรค

 แม้ว่า "อภิสิทธิ์" จะพยายามหาทางยื้อจนสุดชีวิต ด้วยการดองใบลาออก แต่ก็ไม่เป็นผล

 ในรอบสัปดาห์นี้จึงต้องจับตาว่า "อภิสิทธิ์" จะตัดสินใจเพื่อให้เกิดความชัดเจนในวันที่ 5 ตุลาคมนี้ อย่างไร

 นั่นเพราะเมื่อ "นิพนธ์" ประกาศลาออกแล้ว ก็เป็นหน้าที่หลักของ "อภิสิทธิ์" ในกรแต่งตั้งเลขาธิการนายกฯ คนใหม่

 แม้ว่า "หนุ่มมาร์ค" จะมีบุคคลในใจคือ จุติ ไกรฤกษ์ ส.ส.พิษณุโลก เพราะเคยทำงานเป็นเลขานุการผู้นำฝ่ายค้านมาก่อน รู้มือรู้ไม้กันดี แต่ก็ติดเงื่อนไขที่เป็น ส.ส.เขต เพราะต้องลาออกจากตำแหน่งก่อน ซึ่งนั่นอาจจะได้ไม่คุ้มเสีย

 อีกคนที่มีชื่อในลิสต์คือ อภิรักษ์ โกษะโยธิน อดีตผู้ว่าฯ กทม. แต่ยังติดปัญหาเรื่องการต้องคดีทุจริตเรือ-รถดับเพลิงของ กทม. นาทีนี้ดูเหมือนว่าสถานการณ์บีบให้ "หนุ่มมาร์ค" ต้องรีบตัดสินใจ จึงต้องรุดรีบไปหารือกับ กอร์ปศักดิ์ สภาวสุ รองนายกรัฐมนตรี เป็นการด่วน เพื่อเฟ้นหาคนมาเป็นเลขาธิการนายกฯ

 ว่าไปแล้ว "หนุ่มมาร์ค" ยังไม่อยากปรับ ครม.ในช่วงนี้ เพราะหากปรับ "กอร์ปศักดิ์" มาเป็นเลขาธิการนายกฯ จะสุ่มเสี่ยงอย่างยิ่งที่จะเกิดความขัดแย้งภายในพรรค เมื่อมีกลุ่มการเมืองรอฉวยจังหวะนี้เขย่าให้เกิดการเปลี่ยนแปลง เนื่องจากมีรัฐมนตรีแถวสองของพรรคจ่อขึ้นเสียบอีกเพียบ

 อย่างไรก็ดี ต้องยอมรับว่าแรงกระเพื่อมครั้งนี้เป็นผลทำให้ค่ายพระแม่ธรณีบีบมวยผมต้องแตกออกเป็นสามก๊ก ดังนั้นจึงต้องจับตาให้ดีว่า "หนุ่มมาร์ค" จะสยบคลื่นลมแรงในพรรคได้อย่างไร

 นั่นเป็นเพราะว่า หาก "หนุ่มมาร์ค" ไม่สามารถประคองสถานการณ์ภายในพรรคได้ พรรคฝ่ายค้านอย่างพรรคเพื่อไทยก็จะถือโอกาสนี้ตอกลิ่มเพิ่มความขัดแย้งภายในให้ถึงขั้นแตกย่อยยับ เห็นได้จากการเปิดตัว พล.อ.ชวลิต ยงใจยุทธ อดีตนายกรัฐมนตรี และอดีตผู้บัญชาการทหารบก เข้ามาเป็นประธานพรรคเพื่อไทย

 ที่มาพร้อมนายทหาร จปร.7 อย่าง พล.อ.พัลลภ ปิ่นมณี อดีตรองผู้อำนวยการรักษาความมั่นคงภายในราชอาณาจักร และเป็นผู้กำข้อมูลการยึดอำนาจจากระบอบทักษิณ รวมถึง พล.ต.มนูญกฤต รูปขจร อดีต ส.ส.สัดส่วน พรรคประชาธิปัตย์ ผู้กำข้อมูลเงินบริจาค 258 ล้านบาท ให้แก่พรรค เข้ามาร่วมงานเป็นแบ็กอัพด้วย การผนึกกำลังครั้งนี้ย่อมไม่ธรรมดา เพราะเป็นที่ทราบกันดีว่า นายทหารกลุ่มนี้มีความช่ำชองแนวทางเคลื่อนไหวแบบใต้ดิน

 ดังนั้นการที่ "ทักษิณ" เลือกใช้บริการ "บิ๊กจิ๋ว" ครั้งนี้ ย่อมหวังผลสูงอย่างยิ่ง ในยามที่ประชาธิปัตย์และพรรคร่วมรัฐบาลอ่อนแอ

 ยิ่งในยามย่างเข้าสู่เดือนเดือด "ตุลาคม" ที่มีกลุ่มการเมืองพลังสีเตรียมออกมาเคลื่อนไหว ปรากฏการณ์ทางการเมืองจึงเริ่มเคลื่อนไหวเข้าสู่จุดเปลี่ยนอีกครั้ง

 บวกกับมีความตั้งใจของกลุ่มเสื้อแดง ต้องการจุดชนวนนำมาสู่ความแตกหัก จึงเพิ่มสีสันและความเข้มข้นทางการเมืองในรอบสัปดาห์นี้ให้ตื่นเต้นขึ้นด้วยหัวใจระทึก

 ไล่ตั้งแต่ 6 ตุลาคมนี้ พรรคการเมืองใหม่ ภายใต้ธงนำของกลุ่มพลังเสื้อเหลือง เตรียมจัดพิธีปลุกเสกยก สนธิ ลิ้มทองกุล หนึ่งในแกนนำกลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย ขึ้นแท่นเป็นหัวหน้าพรรคการเมืองใหม่ ที่ธันเดอร์โดม เมืองทองธานี

 ว่ากันว่า งานนี้จะมี "บิ๊กเซอร์ไพรส์" ด้วยการเปิดตัวแนวร่วมอย่าง พล.ต.อ.เสรีพิศุทธ์ เตมียาเวส อดีตผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ และ อาทิตย์ อุไรรัตน์ วีรบุรุษประชาธิปไตย เข้ามาร่วมขบวนของกลุ่มคนเสื้อเหลืองครั้งนี้

 จากนั้นในวันที่ 7 ตุลาคมนี้ กลุ่มคนเสื้อเหลืองนัดรวมตัวจัดงานครบรอบ 1 ปี 7 ตุลารำลึก "ต้องไม่สูญเปล่า" สืบทอดเจตนารมณ์ 7 ตุลา สืบสานภารกิจการเมืองใหม่ ที่บริเวณลานพระบรมรูปทรงม้า เพื่อรำลึกเหตุการณ์เจ้าหน้าที่สลายการชุมนุมที่หน้าอาคารรัฐสภาเมื่อวันที่ 7 ตุลาค 2550 จนทำให้มีผู้เสียชีวิตและบาดเจ็บจำนวนมาก

 การจัดงานครั้งนี้ นอกจากจะเป็นการฉลองชัยชนะที่คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) ตัดสินความผิดอาญาของเจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้อง โดยเฉพาะ พล.ต.อ.พัชรวาท วงษ์สุวรรณ อดีต ผบ.ตร.รวมถึง สมชาย วงศ์สวัสดิ์ และ "พล.อ.ชวลิต" แล้ว

 ยังเป็นการส่งสัญญาณทางการเมือง ด้วยการนัดรวมผลเพื่อแสดงพลังว่ากลุ่มคนเสื้อเหลืองเตรียมออกมาเคลื่อนไหวใหญ่อีกครั้ง เพื่อคัดค้านการแก้ไขรัฐธรรมนูญ ที่ ส.ส.และ ส.ว.กำลังร่วมกันกระทำชำเรา โดยไม่เห็นหัวประชาชน
 ขณะเดียวกันในช่วงสุดสัปดาห์ 11 ตุลาคมนี้ กลุ่มเสื้อแดงก็ได้ประกาศจัดชุมนุมใหญ่อีกครั้งที่บริเวณอนุสาวรีย์ประชาธิปไตย เปิดแคมเปญ "แดงทั้งเดือน"

 -เรียกร้องรัฐธรรมนูญ 40
 -ร่วมลงชื่อถอดถอน อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ
 -พร้อมทั้งเปิดโปงความไม่ชอบมาพากล โดยเฉพาะการทุจริตคอรัปชั่นในรัฐบาลชุดนี้

 โหมโรงเผาหัวเชื้อ ทำกิจกรรมต่อเนื่องในการนัดชุมนุมใหญ่รวมพลังคนเสื้อแดงอีกครั้งในวันที่ 17 ตุลาคมนี้ เพื่อทวงถามความคืบหน้าจากรัฐบาล ในการถวายฎีกาเพื่อขอพระราชทานอภัยโทษให้แก่ "ทักษิณ" ก่อนที่จะมีการเปิดเวทีซักฟอกรัฐบาลนอกสภา

 สถานการณ์ทั้งหมดนี้สุ่มเสี่ยงอย่างยิ่งต่อการเผชิญหน้ารอบใหม่ของศึกพลังสี ท่ามกลางความต้องการของกลุ่มการเมือง ที่เติมเชื้อสร้างเงื่อนไข ให้เกิดการล้างไพ่ใหม่

 เพื่อ "คนไกล" ในต่างแดน !!!

 บัญชา แข็งขัน