ข่าว

ใช้เสียงประชาชน "แก้ รธน."

ใช้เสียงประชาชน "แก้ รธน."

05 ต.ค. 2552

ช่วงเย็นวันอาทิตย์ที่ 4 ตุลาคม ที่ผ่านมา "อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ" นายกรัฐมนตรี ได้นัดหารือ "แกนนำพรรคร่วมรัฐบาล"

 อาทิ "บรรหาร ศิลปอาชา" อดีตหัวหน้าพรรคชาติไทย "สมศักดิ์ ปริศนานันทกุล" อดีตรองหัวหน้าพรรคชาติไทย "เนวิน ชิดชอบ" แกนนำพรรคภูมิใจไทย "พินิจ จารุสมบัติ", "ปรีชา เลาหพงศ์ชนะ" แกนนำพรรคเพื่อแผ่นดิน "สุวัจน์ ลิปตพัลลภ" แกนนำพรรครวมใจไทยชาติพัฒนา ที่บ้านพิษณุโลก

 "นายกฯ อภิสิทธิ์" ให้สัมภาษณ์ก่อนการหารือว่า จะพูดคุยเกี่ยวกับเรื่องกระบวนการแก้ไขรัฐธรรมนูญเท่านั้น ไม่มีเรื่องอื่น

 ขณะที่หลายฝ่ายมองว่า น่าจะมีการพูดคุยเกี่ยวกับสถานการณ์การเมือง การปรับคณะรัฐมนตรี และปัญหาต่างๆ ที่รัฐบาลกำลังเผชิญอยู่หลายเรื่อง

 แม้ว่า "นายกฯ อภิสิทธิ์" จะยกประเด็นการแก้ไขรัฐธรรมนูญมาเป็นประเด็นหลักในบอกกล่าวกับสื่อมวลชน แต่น่าจะเป็นเพียง "เป้าหลอก" เท่านั้น เพราะหลังจากมีการประชุม "คณะกรรมการประสานงาน" (วิป) 3 ฝ่ายประกอบด้วย วิปรัฐบาล วิปฝ่ายค้าน และวิปวุฒิสภา ร่วมกับนายกฯ อภิสิทธิ์ เพื่อหารือเกี่ยวกับแนวทางการยกร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญใน 6 ประเด็น ตามที่ "คณะกรรมการสมานฉันท์เพื่อการปฏิรูปการเมืองและศึกษาการแก้ไขรัฐธรรมนูญ" เสนอ

 โดยที่ประชุมให้ "ชัย ชิดชอบ" ประธานสภาผู้แทนราษฎร มีคำสั่งแต่งตั้งให้ "สำนักกฎหมายของสภาผู้แทนราษฎรและวุฒิสภา" ไปร่วมกันยกร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญทั้ง 6 ประเด็น โดยใช้เวลาประมาณ 15-30 วัน ก่อนนำข้อสรุปมาให้วิป 3 ฝ่ายพิจารณาร่างดังกล่าวอีกครั้ง เพื่อให้สมาชิกทั้งสองสภาร่วมกันลงชื่อแก้ไขรัฐธรรมนูญตามมาตรา 291

 โดยสำนักกฎหมายของสภาผู้แทนราษฎรและวุฒิสภา หรือแต่งตั้งคณะกรรมาธิการสามัญที่เกี่ยวข้องกับการยกร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญใน 6 ประเด็น ตามที่คณะกรรมการสมานฉันท์ฯ เสนอ จะเริ่มศึกษายกร่างในสัปดาห์นี้

 จะเห็นว่า "วิป 3 ฝ่าย" มีความเห็นไปในทางเดียวกัน แม้ว่าในส่วนที่ยกร่างจะไม่มีส่วนของ "ฝ่ายการเมือง" เข้าไปเกี่ยวข้อง ทั้งที่ก่อนหน้านี้มีการเรียกร้องฝ่ายการเมืองเข้าไปร่วมยกร่างด้วย โดยอ้างว่าเป็นผู้มีส่วนได้ส่วนเสียโดยตรง

 เนื่องจาก "สำนักกฎหมายของสองสภา" ต้องศึกษายกร่างตามกรอบ 6 ประเด็นของคณะกรรมการสมานฉันท์ฯ เท่านั้น และเมื่อได้ข้อสรุปต้องเสนอร่างดังกล่าวต่อ "วิป 3 ฝ่าย" เห็นชอบกับร่างดังกล่าวก่อนจะเดินหน้าทำประชามติ เพื่อให้ประชาชนให้ความเห็นชอบ

 จึงไม่แปลกที่ "วิป 3 ฝ่าย" จะมีความเห็นไปในทางเดียวกัน และเรื่องนี้ "ฝ่ายการเมือง" ยังสามารถนำไปเป็นข้ออ้างได้ว่าฝ่ายการเมืองไม่มีส่วนในการยกร่าง

 ในเรื่องนี้ "สมชัย ศรีสุทธิยากร" อาจารย์คณะรัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ กรรมการมูลนิธิองค์กรกลางเพื่อประชาธิปไตย (พีเน็ต) ให้สัมภาษณ์ "คม ชัด ลึก" โดยเห็นว่า การยกร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญครั้งนี้แสดงให้เห็นว่ารัฐบาลให้ความสำคัญกับนักการเมืองที่กำลังประสบปัญหากับรัฐธรรมนูญมากกว่าปัญหาของประชาชน

 "การหารือเกี่ยวกับการแก้ไขรัฐธรรมนูญในวันนี้ นักการเมืองที่ร่วมหารือส่วนใหญ่ถูกตัดสิทธิทางการเมือง และเป็นกลุ่มคนที่โดนข้อกฎหมายจำกัดสิทธิทางการเมือง เพราะพรรคถูกยุบเนื่องจากประสบปัญหาเรื่องการซื้อสิทธิขายเสียง และเชื่อว่าอาจจะมีการหารือเกี่ยวกับประเด็นมาตรา 237 เรื่องการยุบพรรคด้วย แม้ว่าในอนาคตมาตรานี้อาจไม่ถูกนำมาใช้ แต่น่าจะคงไว้ดีกว่าไม่มีเลย"  

 นอกจากนี้ "สมชัย" กล่าวว่า ในการยกร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญครั้งนี้ มีประมาณ 5-6 ประเด็นเกี่ยวข้องกับฝ่ายการเมืองมีส่วนได้ส่วนเสียโดยตรง และส่วนตัวมองว่า ประเด็นใครการยกร่างไม่น่ามีปัญหา แต่ปัญหาอยู่ที่ว่าหลังจากยกร่างเสร็จแล้วการเสนอสู่สภาเพื่อแก้ไขรัฐธรรมนูญใครจะเป็นผู้เสนอ ระหว่างคณะรัฐมนตรี และสภา เนื่องจากเกรงปัญหาเรื่องการถูกถอนถอด เพราะประเด็นที่ยกร่างแก้ไขผู้เสนอมีส่วนได้ส่วนเสียอาจถูกถอดถอนได้

 "ผมคิดว่าการทำประชามติจึงเป็นการฟอกให้การเสนอแก้ไขรัฐธรรมนูญครั้งนี้มีความชอบธรรมมากกว่า โดยอ้างความเห็นชอบของประชาชนหลังจากลงประชามติรับร่าง โดยให้ ส.ส.แต่ละคนไปบอกกล่าวกับประชาชนในพื้นที่ให้ช่วยกันเห็นชอบกับร่างดังกล่าว และเชื่อว่าการลงประชามติครั้งนี้น่าจะผ่าน 80-90% เนื่องจาก ส.ส.แต่ละคนให้หัวคะแนนและประชาชนในพื้นที่ให้ความเห็นชอบ และน่าจะมีเพียง 10% เท่านั้นที่ไม่เห็นด้วยกับการแก้ไขรัฐธรรมนูญครั้งนี้" สมชัย กล่าว

 อย่างไรก็ตาม "สมชัย" มองว่า การแก้ไขรัฐธรรมนูญครั้งนี้เป็นการร่วมมือกันระหว่างรัฐบาลและฝ่ายค้าน เพื่อแก้ไขรัฐธรรมนูญโดยอาศัยเสียงของประชาชนในพื้นที่มาช่วยฟอกความชอบธรรมในการแก้ไขรัฐธรรมนูญให้รอดพ้นจากการถูกถอดถอนจากภาคประชาชนเท่านั้น


 สมถวิล เทพสวัสดิ์