ข่าว

สัญญาณร้ายทางการเมือง

สัญญาณร้ายทางการเมือง

05 ต.ค. 2552

การเข้ารับตำแหน่งประธานที่ปรึกษาของพรรคเพื่อไทยของ พล.อ.ชวลิต ยงใจยุทธ โดยประกาศเจตนาว่าต้องการ "สร้างความสมานฉันท์ ภายใต้หลักอโหสิกรรมให้แก่กัน" ได้เปิดหน้าประวัติศาสตร์การเมืองใหม่

 พร้อมกับความไม่แน่นอนในอนาคตของบ้านเมือง เพราะการที่ได้ทหารเกษียณอายุราชการ วัย 76 ปี พร้อมกับทีมทหาร ตำรวจ ข้าราชการสูงอายุ มารวมพลังเพื่อรับใช้ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร จึงเป็นสถานการณ์ไม่น่าไว้วางใจด้านความมั่นคงของชาติเป็นอย่างมาก

 เกิดอะไรขึ้นกับทหารชรา ซึ่งมีพฤติกรรมไม่อยู่กับร่องกับรอย หรือเล่นๆ เลิกๆ ในทำนองชักเข้า ชักออก หรือตามฉายาว่า “จิ๋วโลเล” ตามคำวิพากษ์ของบรรดาคอการเมืองต่างๆ คำตอบคือไม่มีน่าประหลาดใจ เพราะถ้าดูเส้นทางเดินอันยาวนานของ พล.อ.ชวลิตกว่า 2 แสนกิโลเมตรนั้นได้ขึ้นสู่จุดสูงสุดทางทหารคือ ผู้บัญชาการทหารบก ผู้บัญชาการทหารสูงสุด และนายกรัฐมนตรี รวมทั้งตำแหน่งสำคัญอื่นๆ เช่น รัฐมนตรีกลาโหม รัฐมนตรีมหาดไทย และยังถูกกล่าวหาว่าได้สร้างความวิบัติต่อเศรษฐกิจของประเทศเมื่อรัฐบาลลดค่าเงินบาทในปี 2547 จากนั้นก็รับบทหลากหลาย เป็นผู้เจรจาทางการเมือง เซ็งลี้พรรคให้พรรคไทยรักไทย และยังยอมรับตำแหน่งรองนายกฯ ในรัฐบาลนายสมชาย วงศ์สวัสดิ์ ทำให้ชีวิตมีมลทินมัวหมองเพราะ ป.ป.ช. ชี้มูลความผิด

 การคืนสู่การเมืองเต็มรูปแบบอีกครั้งคงเป็นเพราะมีเดิมพันสูง ต้องการปกป้องตนเองจากคดีอาญาจากการถูกกล่าวหาว่ามีส่วนสั่งการให้ตำรวจปราบปรามประชาชนอย่างโหดร้ายหน้าอาคารรัฐสภา วันที่ 7 ตุลาคม ปีก่อน และครั้งมีภารกิจร่วมกันกับ พ.ต.ท.ทักษิณ ในการดิ้นรนให้ตัวเองต้องรอดพ้นจากโทษคดีอาญา รวมทั้งช่วยปลดแอกให้นักการเมืองอื่นๆ ซึ่งรับใช้ พ.ต.ท.ทักษิณอย่างไร้ยางอาย ขาดจิตสำนึกในการแยกแยะว่าอะไรดี อะไรชั่ว ยอมเกลือกกลั้วกับอาชญากรหนีคุก ผิดลักษณะของผู้รับหน้าที่เป็นผู้แทนราษฎร

 เมื่อพิจารณาศักยภาพของ พล.อ.ชวลิต และบรรดานายทหารสูงอายุนั้น ย่อมสร้างความรู้สึกหวาดผวา เพราะแต่ละคนนั้นมีประวัติไม่ธรรมดาทั้งด้านสว่างและด้านมืด มีความชำนาญงานใต้ดิน จัดมวลชน รวมทั้งการก่อความไม่สงบ กระทำผิดกฎหมายในรูปแบบต่างๆ ดังนั้น การชุมนุมครั้งนี้น่าจะสร้างปัญหาด้านความมั่นคงต่อรัฐบาลนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ แน่นอน

 การสร้างความสมานฉันท์ตามคำประกาศ น่าจะเป็นความพยายามของ พล.อ.ชวลิตและทีมงานใหม่ในการพยายามแยกพรรคร่วมรัฐบาลออกไป เพื่อโดดเดี่ยวพรรคประชาธิปัตย์และล้มรัฐบาลในที่สุด ซึ่งวิธีนี้จะเป็นตัวเร่งให้นำไปสู่การยุบสภา การเลือกตั้งใหม่ และสร้างโอกาสให้พรรคเพื่อไทยได้ชนะ กลับมาเป็นแกนนำรัฐบาลอีกครั้ง

 นอกจากนั้น พล.อ.ชวลิต ยังมีความใกล้ชิดกับกลุ่มผู้นำกัมพูชา ซึ่งกำลังสร้างปัญหาก่อกวนทั้งพฤติกรรมและคำพูดในกรณีพิพาทเรื่องปราสาทพระวิหาร ดังนั้น ประชาชนชาวไทยอาจเห็นความเข้มข้นด้านชายแดนทั้งซีกเขมรและพม่า เพื่อสร้างความไม่มั่นคงต่อรัฐบาล ซึ่งจะถูกมองว่าไร้ความสามารถในการควบคุมสถานการณ์ นี่ย่อมสร้างความหนักใจให้นายกรัฐมนตรี นายอภิสิทธิ์ แน่นอน ขณะที่พรรคประชาธิปัตย์อยู่ในความร้าวฉานเพราะงัดข้อกันเองในกรณีการแต่งตั้ง ผบ.ตร. คนใหม่ ซึ่งยังไม่ลงตัวจนบัดนี้