ข่าว

พลังชุมชน

พลังชุมชน

05 ต.ค. 2552

ผมหมายถึง พลังของการอยู่ร่วมกันเป็นชุมชนเท่านั้น ไม่ได้หมายถึง พลังของการชุมนุมหรือพลังการเมืองภาคประชาชน ซึ่งจะขอแยกทั้งสองเรื่องนี้ไปคุยกับท่านผู้อ่านในคราวต่อไป วันนี้จะกำหนดขอบเขตเรื่องพลังของชุมชนในการสร้างความยุติธรรมให้แก่ชุมชนของตัวเอง ซึ่งผมมองเ

 ทำไมผมจึงหยิบยกประเด็นนี้ขึ้นมา คงเป็นเพราะเห็นว่ามีเหตุสองประการคือ อย่างแรกรัฐธรรมนูญมีหลักการให้ประชาชนเข้ามามีส่วนร่วมในการปกครองประเทศมากขึ้น ด้วยวิธีการต่างๆ กัน จึงส่งผลให้ความเป็นชุมชนมีความหมายและความสำคัญมากขึ้นในหลายๆ เรื่อง แม้กระทั่งในเรื่องของการอำนวยความเป็นธรรม อีกประการหนึ่ง ต้องยอมรับว่าในชุมชนนั้น โดยธรรมชาติแล้วย่อมมีความขัดแย้งเกิดขึ้นอยู่ตลอดเวลาและความขัดแย้งที่เกิดขึ้นก็มีหลายรูปแบบ จึงต้องมีกระบวนการจัดการความขัดแย้งในชุมชนที่คนในชุมชนเข้าถึงได้โดยสะดวก

 ผมเจาะจงลงไปในเรื่องของการกระตุ้นให้ชุมชนมองเห็นความสามารถและความสำคัญของตัวเอง ในการอำนวยความยุติธรรมหรือพูดกันง่ายๆ ว่า บทบาทของชุมชนในการสร้างความเป็นธรรม เพราะเห็นว่าเรื่องความเป็นธรรมนั้นเป็นเรื่องสำคัญ ชุมชนควรจะเห็นว่าเป็นเรื่องใกล้ตัวและน่าจะเป็นเรื่องในระดับท้องถิ่น

 การมองเรื่องการอำนวยความยุติธรรมว่าเป็นเรื่องใกล้ตัว ดูจะเป็นเรื่องที่มองได้หลายมุม อย่างแรกสำหรับคนที่เข้าไปเกี่ยวข้องกับการแสวงหาความยุติธรรมโดยตรง ไม่ว่าจะเป็นผู้ถูกกระทำ ผู้เสียหายหรือเหยื่อของการกระทำผิด หรืออาจจะตกเป็นผู้ต้องหาหรือผู้ต้องสงสัยว่าเป็นคนร้าย บุคคลเหล่านี้จะรู้สึกว่าการอำนวยความยุติธรรมเป็นเรื่องใกล้ตัว แต่สำหรับบุคคลอื่น ที่ไม่ใช่บุคคลที่ผมหยิบยกขึ้นมา เพียงแต่เป็นบุคคลในชุมชนมักจะไม่รู้สึกว่าการอำนวยความยุติธรรมเป็นเรื่องใกล้ตัว

 นอกจากนี้ การมองว่าการอำนวยความยุติธรรมเป็นเรื่องในระดับท้องถิ่น คงจะเป็นเรื่องใหม่และไม่คุ้นเคยสำหรับคนในชุมชน เพราะคนส่วนใหญ่จะมองว่าการอำนวยความยุติธรรม เป็นเรื่องของบ้านเมืองที่จะต้องรับภาระในการดำเนินการฝ่ายเดียว เพราะคงเป็นเรื่องของกฎหมายบ้านเมือง ที่ต้องการคนที่มีความรู้ความชำนาญเฉพาะด้านเท่านั้น ชาวบ้านในระดับท้องถิ่นคงไม่มีความสามารถในการอำนวยความยุติธรรมด้วยตนเองได้ และยังมองไม่เห็นว่าชุมชนจะมีบทบาทในเรื่องนี้อย่างไร

 พลังชุมชนในการสร้างความเป็นธรรมให้แก่ชุมชนของตัวเองน่าจะเป็นวาระสำคัญของชาวบ้านเพราะขอบเขตของเรื่องนี้จะครอบคลุมไปถึงการป้องกันอาชญากรรมในชุมชนด้วยพลังของชาวบ้านเองร่วมกันในฐานะเป็นหุ้นส่วนกับเจ้าหน้าที่บ้านเมืองไม่ว่าจะเป็นตำรวจหรือฝ่ายปกครอง ด้วยลำพังภาระหน้าที่ในการปราบปรามจับกุมผู้กระทำผิดก็มากจนล้นมืออยู่แล้วจะเอาเวลาส่วนใหญ่มาสอดส่องดูแลทุกข์สุขในเรื่องความปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สินของชาวบ้านได้ไม่เต็มที่ แต่หากชาวบ้านได้มองเห็นความสามารถของตัวเองแล้วรวมพลังกันร่วมกับเจ้าหน้าที่ก็จะเป็นพลังชุมชนที่สมบูรณ์ในการอำนวยความเป็นธรรมได้

 ปัญหาอยู่ที่ชาวบ้านจะมองเห็นความสำคัญของเรื่องนี้เพียงใด หากเริ่มต้นที่ความตระหนักของบทบาทชาวบ้านในการมีส่วนร่วมกับเจ้าหน้าที่รัฐอย่างเป็นหุ้นส่วนและเป็นเครือข่ายซึ่งกรอบความคิดนี้มีรากฐานอยู่แล้วตามรัฐธรรมนูญเหลืออยู่เพียงการบริหารจัดการให้เป็นรูปธรรม

 ปรับเปลี่ยนวิธีคิดกันเสียก่อนเพื่อพลิกโฉมหน้าการอำนวยความยุติธรรมแบบรากหญ้าให้เป็นจริง