
จบคดีปกครอง!! สั่ง ตร.ชดใช้ 254 ราย สลายม็อบ พธม.ปี 51
ศาลปค.สูงสุด พิพากษาตามศาลชั้นต้น ตร.บกพร่องใช้แก๊สน้ำตาประสิทธิต่ำ ยิงสลายม็อบจนปั่นป่วน แต่เหตุเกิดจากชุมนุม ลดเงินจ่าย 20% จากยอดเดิม 8.9 พัน-5 ล้าน
ที่ศาลปกครองกลาง ถ.แจ้งวัฒนะ วันที่ 31 ม.ค.61 เวลา 10.00 น. ศาลอ่านคำพิพากษาศาลปกครองสูงสุดคดีแนวร่วม พธม.ฟ้องชดใช้การสลายม็อบ 7 ต.ค.51 ในคดีหมายเลขดำ 1569/2552 ที่ "นายชิงชัย อุดมเจริญกิจ" กับแนวร่วมชุมนุม พธม.รวม 250 ราย ซึ่งเป็นประชาชนที่สูญเสียอวัยวะสำคัญ และได้รับบาดเจ็บ จากกรณีเจ้าหน้าที่รัฐ เข้าสลายการชุมนุมของกลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย (พธม.) เมื่อวันที่ 7 ต.ค. 51 และนายกร เอี่ยมอิทธิพล กับพวกรวม 11 คนฐานผู้มีส่วนได้ส่วนเสียในคดีในฐานะผู้ร้องสอด ยื่นฟ้อง สำนักงานตำรวจแห่งชาติ (ตร.) และสำนักนายกรัฐมนตรี ผู้ถูกฟ้องที่ 1-2 เรื่องหน่วยงานทางปกครองกระทำละเมิด พร้อมเรียกค่าเสียหาย จากกรณีที่เจ้าหน้าตำรวจซึ่งปฏิบัติหน้าที่ในการสลายการชุมนุมของกลุ่ม พธม. ที่ล้อมบริเวณรัฐสภาเมื่อวันที่ 7 ต.ค.51 ได้นำอาวุธชนิดต่างๆที่มีอันตรายมาในการสลายการชุมนุมโดยไม่ได้ปฏิบัติตามหลักการมาตรฐานสากลจนเป็นเหตุให้มีผู้ได้รับบาดเจ็บและเสียชีวิต
โดยคดีนี้ศาลปกครองชั้นต้น มีคำพิพากษาเมื่อวันที่ 5 ต.ค.55 วินิจฉัยว่า การกระทำของเจ้าหน้าที่ของผู้ถูกฟ้องทั้งสอง เป็นการกระทำเกินกว่าเหตุอันเป็นการกระทำละเมิดแก่ผู้ฟ้องและผู้ร้องสอด จึงพิพากษาให้ ตร.และสำนักนายกฯ ผู้ถูกฟ้องที่ 1-2 ร่วมกัน ชดใช้ค่าสินไหมทดแทนแก่ผู้ฟ้องและผู้ร้องสอด รวม 254 ราย
ซึ่งการกำหนดค่าเสียหายให้กับผู้รับความเสียหายตาม มติ ครม.วันที่ 10 ม.ค.55 เรื่องข้อเสนอแนะเพื่อส่งเสริมให้หารเยียวยาละฟื้นฟูเหยื่อ และผู้เสียหายตลอดจนผู้ได้รับผลกระทบจากความรุนแรงหรือความขัดแย้งทางการเมือง
ศาลปกครองกลาง เห็นควรให้ชดใช้ค่าเสียหายจำนวนตั้งแต่ 8,900 บาท ถึง 5,190,964.80 บาท ประกอบด้วยผู้ฟ้องที่ 1 เป็นเงิน 5,190,964.80 บาท , ผู้ฟ้องที่ 2 จำนวน 2,250,650 บาท ,ผู้ฟ้องที่ 3 จำนวน 1 แสนบาท , ผู้ฟ้องที่ 4 จำนวน 160,000 บาท ,ผู้ฟ้องที่ 5 เป็นเงิน 256,435 บาท , ผู้ฟ้องที่ 6 จำนวน 3,711,894 บาท ,ผู้ฟ้องที่ 7 จำนวน 30,000 บาท , ผู้ฟ้องที่ 8 จำนวน 3,053,363 บาท ,ผู้ถูกฟ้องที่ 9 จำนวน 3,303,540 บาท , ผู้ฟ้องที่ 10 จำนวน 165,000 บาท ,ผู้ฟ้องที่ 11 จำนวน 120,000 บาท ,ผู้ฟ้องที่ 12 จำนวน 524,000 บาท ,ผู้ฟ้องที่ 13 จำนวน 75,000 บาท , ผู้ฟ้องที่ 14-19 และ 22 รวม 7 รายๆละ 50,000บาท ,ผู้ฟ้องที่ 20 จำนวน 155,000 บาท ,ผู้ฟ้องที่ 21 จำนวน 70,000 บาท ,ผู้ฟ้องที่ 23 จำนวน 300,000 บาท,ผู้ฟ้องที่ 24-25 รายละ120,000 บาท ,ผู้ฟ้องที่ 28 จำนวน 1,942,710 บาท ,ผู้ฟ้องที่29 จำนวน 120,840 บาท
ส่วนผู้ฟ้องที่ 26-27,30-32 , 33-44 , 46-54 , 55-133 , 135-250, และผู้ร้องสอดที่ 2 , 4 , 5 , 7 , 10 ซึ่งเป็นผู้เสียหายด้วยอีก 5 รายๆ ละ 50,000 บาท และผู้ฟ้องที่ 134 จำนวน 8,900 บาท พร้อมดอกเบี้ยร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันที่ 6 ต.ค.52 จนกว่าจะทำการชำระเสร็จ โยให้ดำเนินการเสร็จสิ้นภายใน 60 วัน นับแต่วันคดีถึงที่สุด หากผู้ฟ้องและผู้ร้องสอดใดๆได้รับเงินทดแทนเยียวยาความเสียหายจากหน่วยงานของรัฐตามมติ ครม.ในวันที่ 10 ม.ค.55 ไปแล้ว ยังให้มีสิทธิรับค่าทดแทนส่วนที่เหลือตามคำพิพากษาได้และหากภายใน 2 ปี นับแต่วันที่มีคำพิพากษา ผู้ฟ้องหรือผู้ร้องสอดรายใดยังต้องรักษาตัวอย่างต่อเนื่อง ศาลยังสงวนสิทธิ์ที่จะแก้ไขคำพิพากษาส่วนนี้เพิ่มเติมได้
ส่วนนายประเสริฐ แก้วกระโทก ผู้ฟ้องที่ 45 ซึ่งอ้างว่าได้รับบาดเจ็บจากการสลายการชุมนุมนั้น ข้อเท็จจริงจากมูลนิธิยามเฝ้าแผ่นดินระบุว่า ผู้ฟ้องถูกกลุ่มเสื้อแดงดักทำร้ายขณะรถติดไฟแดง ที่ถนนวิภาวดีซอย 3 ด้วยอาวุธไม้ท่อนทุบตี และใช้มีดฟันมือ เบื้องต้นมูลนิธิได้จ่ายค่ารักษาให้จำนวน 90,000 บาท เมื่อกรณีไม่ได้ถูกกระทำละเมิดของเจ้าหน้าที่ตำรวจ ศาลจึงไม่กำหนดค่าเสียหายให้ และพิพากษาให้ยกฟ้องในส่วนของนายประเสริฐ ส่วนผู้ร้องสอดอีก 6 ราย ศาลปกครองกลางไม่รับคำร้อง
ต่อมา "คู่ความทั้ง 2 ฝ่าย" ได้ยื่นอุทธรณ์คดีต่อศาลปกครองสูงสุด ซึ่ง ศาลปกครองสูงสุดวินิจฉัยแล้ว เห็นว่า ผู้ถูกฟ้องทั้งสองมีอำนาจหน้าที่ยับยั้งการชุมนุมที่เป็นไปโดยฝ่าฝืนต่อกฎหมายโดยปิดล้อมบริเวณรัฐสภาเพื่อไม่ให้รัฐบาลแถลงนโยบายได้ แต่ไม่ว่าการชุมนุมจะเป็นไปโดยสงบที่จะได้รับความคุ้มครองตามรัฐธรรมนูญหรือไม่ ผู้ที่มีอำนาจหน้าที่ ก็ต้องปฏิบัติต่อผู้ชุมนุมตามขั้นตอนและวิธีการที่เหมาะสม แต่การปฏิบัติหน้าที่เจ้าหน้าที่ของ "ตร.ผู้ถูกฟ้องที่ 1" มีข้อบกพร่องในขั้นตอนการเตรียมการหารถดับเพลิงมาใช้ในการสลายการชุมนุมและวิธีการยิงแก๊สน้ำตา ประกอบกับแก๊สน้ำตาที่นำมาใช้ได้ซื้อมาเป็นเวลานานจึงมีประสิทธิภาพต่ำ ทำให้ต้องใช้แก๊สน้ำตาจำนวนมากเกินกว่าที่จะใช้โดยปกติทั่วไป ทำให้เกิดการปั่นป่วนชุลมุนและผู้ชุมนุมได้รับอันตรายเกิดความเสียหายแก่ชีวิตร่างกายและทรัพย์สินของผู้ชุมนุม จึงเป็นการกระทำละเมิดที่ "ตร.ผู้ถูกฟ้องที่ 1" ซึ่งเป็นหน่วยงานต้นสังกัดของเจ้าหน้าที่ต้องรับผิดในความเสียหายดังกล่าว
ส่วน "สำนักนายกรัฐมนตรี ผู้ถูกฟ้องที่ 2" นั้น มติ ครม.ให้มีการประชุมแถลงนโยบายที่รัฐสภาเป็นไปตามปกติ หากมีเหตุการณ์ไม่สงบเรียบร้อยหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเช่น " ตร.ผู้ถูกฟ้องที่ 1" สมควรติดตามสถานการณ์และเตรียมการเพื่อป้องกันแก้ไขปัญหา นายกรัฐมนตรี และ ครม.จึงไม่ได้กำหนดขั้นตอนและวิธีการในการสลายการชุมนุม จึงไม่ได้กระทำละเมิดที่ "สำนักนายกรัฐมนตรี ผู้ถูกฟ้องที่ 2" จะต้องรับผิดต่อผู้ได้รับความเสียหาย
สำหรับความรับผิดของ "ตร.ผู้ถูกฟ้องที่ 1" ที่กระทำละเมิดนั้น สืบเนื่องมาจากการชุมนุมบางส่วนที่มีลักษณะทำให้ผู้อื่นเกรงกลัว จึงเป็นหน้าที่ของ "ตร.ผู้ถูกฟ้องที่ 1" จะต้องระงับยับยั้งการกระทำดังกล่าว ดังนั้น ศาลปกครองสูงสุด เห็นควรให้ลดค่าเสียหายลง จากที่ศาลปกครองกลางกำหนด
ศาลปกครองสูงสุดจึงมีคำพิพากษา แก้เป็นว่า ให้สำนักงานตำรวจแห่งชาติ (สตช.) ผู้ถูกฟ้องที่ 1 รับผิดชดใช้ค่าสินไหมทดแทนแก่ผู้ฟ้องและผู้ร้องสอด จำนวน 254 ราย ลดลงจากที่ศาลปกครองชั้นต้นกำหนดร้อยละ 20 และให้ยกฟ้อง "สำนักนายกรัฐมนตรี ผู้ถูกฟ้องที่ 2"
อ่านรายละเอียดเพิ่มเติม จบคดีปกครอง ศาลสั่ง สตช.ชดใช้สลายม็อบพธม.ปี 51



