
ซ้ำรอย 14 ตุลา - พฤษภาทมิฬ !! นักวิชาการ เตือน คสช.
นักวิชาการ เสนอ คสช. ปรับยุทธศาสตร์ ระบุ เสี่ยง ซ้ำรอย 14 ตุลา - พฤษภาทมิฬ
30 ม.ค.61 - นายพิชาย รัตนดิลก ณ ภูเก็ต คณบดีคณะพัฒนาสังคมและสิ่งแวดล้อม สถาบันบัณฑิต
นายพิชาย ระบุว่า คสช. ควรปรับยุทธศาสตร์การเมือง โดยบอกว่า ยุทธศาสตร์การสืบทอดอำนาจ ด้วยตัวแบบเชิงยุทธวิธีที่คณะรัฐประหารเลือกใช้ไม่เหมาะสมและไม่สอดคล้องกับบริบททางการเมืองในยุคปัจจุบันแล้ว เพราะความนิยมที่ประชาชนมีต่อหัวหน้าคณะรัฐประหารตกต่ำลงอย่างต่อเนื่องในปัจจุบัน อันเกิดมาจากรัฐบาลภายใต้การนำของคณะรัฐประหารไม่อาจทำให้วาทกรรมที่ประกาศไว้เป็นความจริงขึ้นมาได้ แม้ใช้เวลาร่วมสี่ปีในการครองอำนาจมาแล้วก็ตาม ในทางกลับกันกระแสที่ต้องการให้คณะรัฐประหารปล่อยวางอำนาจทางการเมืองกลับยิ่งทวีมากขึ้นตามลำดับ
"ยุทธศาสตร์การสืบทอดอำนาจการบริหารดูจะเป็นเรื่องที่ทำให้เกิดความเสี่ยงต่อทั้งคณะรัฐประหารเอง และต่อเกียรติภูมิของกองทัพในภาพรวมด้วย เพราะมีความเป็นไปได้สูงที่จะเกิดเหตุการซ้ำรอยประวัติศาสตร์ช่วงเดือนพฤษภาคม พ.ศ. 2535 หรือ 14 ตุลาคม พ.ศ. 2516" นายพิชาย ระบุ
คณบดีคณะพัฒนาสังคมและสิ่งแวดล้อม นิด้า ระบุอีกว่า เพื่อลดความเสี่ยงและความเสียหายที่จะเกิดตามมาแก่ประเทศชาติ คิดว่าคณะรัฐประหารควรปรับเปลี่ยนยุทธศาสตร์ทางการเมืองเสียใหม่ จาก “ยุทธศาสตร์การสืบทอดอำนาจการบริหาร” ไปสู่ “ยุทธศาสตร์การตรวจสอบทางการเมือง” แทน โดยเป้าประสงค์ของยุทธศาสตร์นี้คือ การดำรงบทบาทในฐานะเป็นผู้ตรวจสอบการทำงานของรัฐบาลหลังการเลือกตั้ง ผ่านกลไกวุฒิสภา
"การดำรงบทบาทนี้มีความสำคัญและจำเป็นต่อการเปลี่ยนผ่านและสร้างความเข้มแข็งแก่ระบอบประชาธิปไตยในอนาคต เพราะว่าปัญหาทางการเมืองที่ผ่านมาของการที่นักการเมืองมีอำนาจมากคือ กลไกการตรวจสอบที่เป็นทางการในรัฐสภาไร้ประสิทธิภาพและลำเอียง จนทำให้เกิดเผด็จการรัฐสภาขึ้นมา หากสว.ในอนาคตที่มาจากการแต่งตั้งของคณะรัฐประหารมีจุดยืนในการแสดงบทบาทตรวจสอบรัฐบาล ก็จะทำให้เกิดการถ่วงดุลอำนาจมากขึ้น และช่วยลดโอกาสของการเกิดภาวะเผด็จการรัฐสภาดังในอดีต"
นายพิชาย ระบุว่า แนวทางการดำเนินการตามยุทธศาสตร์ดังกล่าว ควรมีลำดับขึ้นตอนดังนี้ 1. หัวหน้าคณะรัฐประหารควรประกาศต่อสาธารณะว่า จะไม่เป็นนายกรัฐมนตรีภายหลังการเลือกตั้ง และประกาศวันเลือกตั้งให้ชัดเจน สำหรับบทบาทของรัฐบาลของคณะรัฐประหารก็ประกาศให้ชัดว่าจะมุ่งทำหน้าที่ในการดูแลความสงบมั่นคงของบ้านเมือง และการเตรียมการเลือกตั้งให้ราบรื่นลุล่วงไป
2. เร่งรัดให้ สนช.ออกกฎหมายเลือกตั้ง ส.ส. และ ส.ว. และดำเนินการให้เนื้อหากฎหมายไม่สร้างปัญหาที่ทำให้การเลือกตั้งต้องยืดเยื้อออกไป
3. ไม่จัดตั้งพรรคนอมินีหรือสนับสนุนพรรคการเมืองใดทั้งในที่ลับและที่แจ้ง พร้อมกับการแสดงจุดยืนความเป็นกลางทางการเมืองในฐานะเป็นผู้พิทักษ์ มากกว่าในฐานะที่เป็นผู้เล่นหรือผู้เข้าไปแทรกแซง และใช้กลไกอำนาจรัฐสร้างเงื่อนไขให้การเลือกตั้งเป็นไปด้วยความสุจริตและเที่ยงธรรม
4. การคัดเลือก สว. ควรคัดเลือกบุคคลที่มีความรู้ความสามารถ มีชื่อเสียงเป็นที่ประจักษ์ในการทำคุณประโยชน์แก่บ้านเมืองและความกล้าหาญทางจริยธรรม และมีความหลากหลายด้านอาชีพ ศาสนา อายุ ภูมิภาค ชาติพันธุ์ และเพศสภาพ



