ข่าว

"อภิสิทธิ์"ยันรถเมล์NGV4พันคันต้องโปร่งใส

"อภิสิทธิ์"ยันรถเมล์NGV4พันคันต้องโปร่งใส

04 ต.ค. 2552

นายกฯ ยันรถเมล์ NGV 4 พันคันต้องมีความประสิทธิภาพและโปร่งใส เชื่อจะทำให้คนกทม.เพื่อบริการรถสาธารณะดีขึ้น

(4ต.ค.) นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี ในรายการ"เชื่อมั่นประเทศไทยกับนายกฯอภิสิทธิ์"กล่าวถึงกรณีที่ครม.อนุมัติโครงการเช่นรถเมล์ NGV จำนวน 4,000 คัน ว่า โครงการรถเมล์NGVถือว่าเป็นอีกเรื่องที่รัฐบาลถูกสอบถามอย่างมาก สาเหตุถูกสอบถามมาก เพราะหลายคนมีความสงสัยว่าก่อนหน้านี้มีเสียงท้วงติง มีการอะไรต่าง ๆ ทำไมถึงได้มีการอนุมัติ ซึ่งตนอยากจะชี้แจงว่า โครงการนี้เป็นโครงการดีเพราะว่าจะเป็นการปฏิรูปรถเมล์ ซึ่งเราต้องการเห็นบริการรถเมล์ในกรุงเทพฯดีขึ้น ซึ่งตรงนี้คือที่มาของความคิดว่าจะต้องจัดหารถใหม่ที่เป็นรถที่ใช้ NGV ซึ่งจะเป็นการใช้พลังงานที่สะอาด และมีระบบที่ทันสมัยในเรื่องของการใช้ตั๋วอิเล็กทรอนิกส์เข้ามาเพื่อบริการพี่น้องประชาชน แต่ว่าเดิมโครงการเริ่มต้นจาก 6,000 คัน แสนกว่าล้าน ปรับมาเป็น 4,000 คัน 60,000 กว่าล้าน เสนอเข้ามาเพื่อให้รัฐบาลอนุมัติ ตอนนั้นก็ถกเถียงกันมากว่าการเช่ารถ ซึ่งมันน่าจะเป็นวิธีการที่ดีที่สุดหรือเปล่า ก็ได้ส่งให้ทางสภาพัฒน์ไปศึกษา โดยเดิมเดิมให้เวลา 30 วัน แต่ว่ามีปัญหาเรื่องข้อมูลสอบทานกัน แต่ในสุดท้ายก็รายงานกลับเข้ามา

  นายกฯ กล่าวอีกว่า โดยข้อเท็จจริง คือ 1.เมื่อสภาพัฒน์ไปศึกษาได้มีการไปปรับข้อมูลในเรื่องของเส้นทางการวิ่งรถ สมมติฐานเรื่องของจำนวนผู้โดยสาร ราคาค่าโดยสาร ก็สรุปออกมาว่า โครงการนี้จะสามารถทำให้ขสมก. มีกำไรได้ และจะเป็นบริการที่ดีขึ้น แต่มีเงื่อนไข โดยเงื่อนไขแรก คือ ว่าโครงการนี้ที่จะประสบความสำเร็จมีกำไรได้นั้น หมายความว่าจะต้องมีการให้พนักงานจำนวนหนึ่งเกษียณอายุก่อนกำหนด เพราะว่าพนักงานเหล่านี้ก็จะถูกทดแทนโดยระบบตั๋วอิเล็กทรอนิกส์ ทีนี้จำนวนคนที่เกี่ยวข้องตรงนี้น่าจะประมาณ 6 -7,000 คน ซึ่งขณะนี้โครงการที่จะไปให้เขาเกษียณอายุก่อนกำหนดด้วยความสมัครใจ ตัวเลขยังไม่ถึงจำนวนนั้น เพราะฉะนั้น คณะรัฐมนตรีก็บอกว่าเรื่องนี้ทางกระทรวงคมนาคมต้องไปทำแผนมา และในการทำเรื่องนี้ก็แน่นอนครับต้องมาของบประมาณจากรัฐบาลในการที่จะเป็นเงินจูงใจ ในเรื่องของโครงการที่จะมีการเกษียณอายุก่อน เพราะฉะนั้น ตรงนี้ก็เป็นเรื่องหนึ่งที่อนุมัติไปคือสภาพัฒน์บอกว่าขณะนี้ได้ข้อยุติว่าเช่าน่าจะดีกว่าซื้อ แต่ว่าที่จะทำให้โครงการนี้โปร่งใสเป็นไปตามวัตถุประสงค์ ข้อแรกคือต้องมีแผนที่ชัดเจนในเรื่องของพนักงาน

 ข้อที่ 2 การที่จะให้รถ 4,000 คันใช้ NGV ทั้งหมด จะต้องมีอู่ซึ่งสามารถที่จะเติม NGV ได้ ขณะนี้อู่ที่มีอยู่ไม่เพียงพอ เพราะฉะนั้นกระทรวงคมนาคม ขสมก.จะต้องไปบริหารจัดการให้ได้ข้อยุติว่า อู่รถที่จะต้องเพิ่มขึ้นจะอยู่ที่ไหนอย่างไร สอดคล้องกับเส้นทางที่จะวิ่งรถอะไรต่าง ๆ ซึ่งตรงนี้ก็ต้องทำเป็นโครงการมาเช่นเดียวกัน และก็เชื่อได้ครับว่าการที่จะมีความพร้อมในเรื่องอู่ที่จะทำ NGV ถึง 4,000 คัน ไม่สามารถทำพร้อมกันได้ในขณะนี้ ฉะนั้นการอนุมัติที่จะมีการดำเนินการ เมื่อไปถึงขั้นที่จะต้องไปจัดหารถอะไรต่าง ๆ เข้ามา ก็จะต้องให้สอดคล้องกับเรื่องของอู่ที่เพียงพอที่จะบริการรถเหล่านี้ได้  ส่วนข้อที่ 3 ในการอนุมัติครั้งนี้แม้ว่าจะมีวงเงินที่เคยศึกษากันมา 60,000 ล้านบาท ซึ่งต้องไปเกินนั้น แต่คณะรัฐมนตรีบอกว่าจะต้องไปตั้งคณะกรรมการกำหนดราคากลางใหม่ เพราะว่าจริง ๆ ขณะนี้จะไม่เป็นการอนุมัติโครงการแบบเป็นก้อนในภาพรวมแล้ว เพราะว่าเรื่องอู่ก็อาจจะต้องแยกออกไป เรื่องรถ เรื่องตั๋ว จะแยกกันหรือไม่ คณะรัฐมนตรีบอกว่า 1.ให้มีคณะกรรมการไปกำหนดราคากลาง  2. ในทุกกรณีต้องส่งเสริมให้มีการแข่งขันในการประมูลในการจัดซื้อจัดจ้างโดยใช้ของในประเทศ

 นายกฯ กล่าวต่อว่า ดังนั้นจะเห็นว่าการอนุมัติในวันอังคารที่ผ่านมาเป็นการอนุมัติซึ่งเปลี่ยนแปลงแตกต่างไปจากลักษณะเดิมค่อนข้างมาก และก็มีหลักประกันเป็นขั้นเป็นตอนในเรื่องของความโปร่งใส ที่สำคัญในขณะนี้ก็ยังไม่สามารถดำเนินการได้ เพราะว่ากระทรวงจะต้องทำเป็นกรอบเวลาปฏิทินมาในเรื่องของอู่รถ เรื่องพนักงาน และเรื่องของการจัดหารถให้สอดคล้องกัน และหลายเรื่องซึ่งจำเป็นจะต้องใช้งบประมาณ ก็ต้องกลับมาขอคณะรัฐมนตรีให้มีการอนุมัติโครงการนี้ ถึงจะเดินหน้าได้ เพราะฉะนั้น ผมให้ความมั่นใจว่าเราจำเป็นที่จะต้องปฏิรูประบบรถเมล์ เพื่อบริการพี่น้องชาวกรุงเทพมหานครให้ดีขึ้น แล้วก็จะดูแลว่าโครงการนี้มีทั้งประสิทธิภาพ และความโปร่งใสสอดคล้องกับหลักวิชาที่มีการศึกษาเป็นขั้นเป็นตอนทุกประการ