ข่าว

สู่อิสรภาพให้เร็ว...เพิ่มภูมิต้านทาน

สู่อิสรภาพให้เร็ว...เพิ่มภูมิต้านทาน

04 ต.ค. 2552

เพราะตำแหน่งหน้าที่การเงินที่อยู่ในแวดวงการลงทุน ทำให้ “ต่อ อินทวิวัฒน์” ผู้อำนวยการอาวุโส ฝ่ายธุรกิจกองทุนรวมและที่ปรึกษาการลงทุน บริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุน (บลจ.) ไอเอ็นจี (ประเทศไทย) ต้องตื่นตัวกับการลงทุนและการบริหารเงินแทบจะตลอดเวลา

 “ถามว่า เหนื่อยมั้ยที่ต้อง ‘แอ็กทีฟ’ ตลอด ผมว่า อันนี้ก็แล้วแต่นะ สำหรับคนที่มีระยะเวลาลงทุนยาวๆ มีเป้าหมายชัดเจนว่าจะทำอะไร จะเป็นอย่างไร ก็อาจจะเรื่อยๆ ปล่อยให้เป็นไปตามสภาพ แต่การที่เราอยู่ในแวดวงลงทุน เรารู้ เราเห็นอยู่ทุกวัน ถ้าปล่อยไป มันก็เหมือนเราไม่สนใจโลก ไม่สนใจสภาพแวดล้อม ก็เลยเหมือนกับว่า ปรับตรงนั้นหน่อย เปลี่ยนตรงนี้นิด ประมาณว่า รู้แล้วอดไม่ได้”

 อย่างไรก็ตาม ผู้บริหารหนุ่มไฟแรงวัยต้น 40 ยอมรับว่า แม้จะ “แอ็กทีฟ” กับการลงทุนของตัวเองมากแค่ไหน แต่สิ่งที่ “พึงกระทำ” และ “ต้องดูแล” ให้เรียบร้อย คือ การจัดการกับทรัพย์สินที่จำเป็นให้เรียบร้อย พร้อมลดอุปสรรคด้านภาระหนี้สินให้ได้มากที่สุด

 “อายุ 40 ต้นๆ เป็นวัยที่ต้องการกับอะไรให้เรียบร้อยก่อน อย่างเช่น บ้านต้องมีแล้ว ถ้ามีหนี้ต้องจัดการ ซึ่ง ณ วันนี้ ผมทำได้แล้ว ไม่มีหนี้ ดังนั้น เป้าหมายตอนนี้ก็คือ การออมเพื่อการศึกษาของลูก”

 “ต่อ” บอกด้วยว่า ในแต่ละเดือน จะจัดสรรรายได้โดยแบ่งออกเป็น 2 ส่วน สำหรับการใช้จ่ายส่วนตัว 30% ส่วนที่เหลืออีก 70% จะถูกแบ่งเป็นการออมและการลงทุน โดยในส่วนของการลงทุนนั้น จะจัดสรรสำหรับการลงทุนในหุ้นทั้งในประเทศและต่างประเทศด้วยสัดส่วน 20% นอกเหนือจากนั้น ก็จะลงทุนในตราสารหนี้

 เขายอมรับด้วยว่า พอร์ตการลงทุนไม่ได้ “ตายตัว” เพราะในแต่ละช่วงเวลาต้องดูความเหมาะสมของสถานการณ์รอบข้าง

 “ก็อย่างผมบอกว่า เพราะเราอยู่ในตลาด เราเห็นการเปลี่ยนแปลง มันทำให้สไตล์ของผม คือ ต้องปรับเปลี่ยนตามสภาพ พอร์ตเป็นแบบยืดหยุ่นได้ ครึ่งหนึ่งจะลงทุนในสินทรัพย์ที่เรียกคืนได้ทันที เผื่อฉุกเฉิน ต้องแปรเป็นเงินสดได้เร็ว ส่วนอีกครึ่งหนึ่งก็ว่าไป...
 อย่างเมื่อ 7-8 เดือนที่ผ่านมา เราจะเห็นว่า ดอกเบี้ยหุ้นกู้ที่บริษัทเอกชนออกมาอยู่ในระดับที่สูงมาก ตอนนั้นเราเห็นแบบนี้ เราก็ขยับไปเล่นกองทุนที่ลงทุนในตราสารหนี้พวกนี้เหมือนกัน พอถึงวันนี้ เรากังวลทิศทางดอกเบี้ยขาขึ้นมากกว่า ดังนั้น ในภาวะที่มันก้ำกึ่ง เราก็ต้องคำนึงถึงการปรับเปลี่ยน”

 แต่ถึงจะเปลี่ยนแบบไหน อย่างไร ในระหว่างเส้นทางของการลงทุน แต่ “ต่อ” ยืนยันว่า ที่ไม่เปลี่ยน คือ จุดหมายปลายทาง นั่นคือ การเดินไปสู่อิสรภาพทางการเงิน

 “แน่นอนว่า ปลายทางคือ อิสรภาพทางการเงิน แม้ระหว่างทาง เราจะปรับเปลี่ยนการลงทุน แต่เป้าหมายเป็นเป้าหมายเดิม ซึ่งอันนี้ ผมว่าทุกคนก็ต้องคิดเหมือนกันนะ แม้ว่าวันนี้คุณจะมีเงินเป็นพันล้าน หลายคนอาจจะคิดว่า พอ แต่เอาเข้าจริง ก็ต้องคิดว่า ในบั้นปลายชีวิตหลังเกษียณ คุณต้องการมีเงินสำหรับการใช้จ่ายเดือนละเท่าไหร่ แน่นอนว่า สเกลของความต้องการของคนที่มีเงินพันล้านกับระดับทั่วๆ ไปอย่างเรามันแตกต่างกัน เราอาจจะเดือนละ 4 หมื่นบาท แต่คนที่มีพันล้านอาจจะต้องการใช้เดือนละ 4 แสนบาท ดังนั้น มันต้องคิด ต้องทำตั้งแต่วันนี้ เพื่อให้มันพอกับความต้องการ ให้มันบรรลุเป้าหมายในวันข้างหน้าให้ได้”

 “ต่อ” ยอมรับด้วยว่า แม้จะอยู่ในแวดวงการลงทุน แต่พอร์ตการลงทุนของเขา ก็ถือว่า ยังไม่สมบูรณ์แบบ

 “ตอนนี้มันเหมือนกับว่า เราเน้นการลงทุนในสินทรัพย์ด้านการเงินหรือ ‘ไฟแนนเชียล แอสเซ็ท’ เป็นหลัก แต่ต้องขยับเข้าหาทรัพย์สินที่มีตัวตน จับต้องได้ แบบ ‘เรียล แอสเซ็ท’ บ้าง ที่กำลังมองๆ อยู่ก็คงเป็นพวกอสังหาริมทรัพย์ แต่ต้องบอกก่อนว่า ผมก็เป็นมือใหม่เหมือนกัน (หัวเราะ) คือ เราต้องศึกษาหาข้อมูลก่อน ตอนนี้ก็ดูๆ ไว้ อาจจะเริ่มต้นจากสินทรัพย์ที่สร้างรายได้ให้เราก่อน เช่น ทาวน์เฮ้าส์หรือคอนโดมิเนียมให้เช่า ต่อไปก็ขยับไปสู่สินทรัพย์ที่เก็งกำไรได้มากขึ้น ซึ่งอันนั้นต้องใช้เวลานาน ประมาณว่าเก็บไว้เป็นมรดกให้ลูก”

 สุดท้าย ในฐานะของผู้คร่ำหวอดในด้านการลงทุน เขาให้หลักคิดสำหรับคนที่ต้องการเดินทางไปสู่อิสรภาพทางการเงินว่า ไม่มีอะไรยากเย็น แค่เริ่มต้นด้วยความมีวินัย เพราะแม้จะลงทุนดีแค่ไหน เก่งเพียงไร แต่ถ้าไม่มีวินัย ก็แทบไม่มีประโยชน์อะไร

 จากนั้นคือ การศึกษาหาความรู้ ทำความรู้จักกับทรัพย์สินที่เข้าไปลงทุน และต้องไม่ลืมปรับเปลี่ยน จัดสรรพอร์ตการลงทุน ตามสภาพแวดล้อม ตามอายุที่เปลี่ยนแปลง ตามสภาพตลาดที่เปลี่ยนไป

 แต่ทั้งหมดนั้นอยู่ภายใต้หลักคิดที่ผู้บริหารหนุ่มของ บลจ.ไอเอ็นจี บอกว่า ต้องเดินทางไปสู่ ‘อิสรภาพ’ ทางการเงินให้เร็วที่สุด เพราะเมื่อภาระต่างๆ หมดไป สิ่งที่จะตามมาคือ ภูมิต้านทานที่สูงขึ้น

ขวัญชนก วุฒิกุล [email protected]