
ไลฟ์สตางค์-อย่า ทำร้าย ใครทางอ้อม
การได้สอนหนังสือทุกวันนี้ ทำให้ผมเข้าใจชีวิตเด็กๆ มากขึ้น ได้รู้ว่าความขี้เกียจเป็นเรื่องธรรมชาติ การไม่เข้าเรียนโดยอ้างเหตุผลสารพัดไม่ใช่เรื่องประหลาด แม้แต่ทำรายงานแบบไม่ตั้งใจ ก็มีให้เห็นอยู่บ่อยๆ เพราะเมื่อย้อนทบทวนดู เรื่องพรรค์นี้ เราก็เคยเป็นมาก่อ
แต่ลึกๆ ถ้าเลือกได้ ผมก็ยังอยากให้เด็กปรับตัวแบบใส่ “หัวใจ” กับการเรียน เพราะการศึกษาจะเป็นบันไดพื้นฐาน ปูให้เขาแข็งแกร่ง เมื่อเติบโตและทำงานจริง ก็จะทำอย่างมืออาชีพ ไม่ต้องเป็นภาระใคร
มีอยู่สิ่งหนึ่ง ที่ผมบอกลูกศิษย์เสมอคือ ต้องไม่เอาเปรียบเพื่อน เวลามีการบ้าน จะแบ่งกันยังไงผมแล้วแต่ ขออย่างเดียว อย่าปล่อยให้คนคนเดียวทำ แล้วกินแรงหน้าตาเฉย งานมีหลากหลาย จะออกแบบหน้าปก หาข้อมูล เขียนคำนำ ทำบทสรุป ทุกคนต้องมีหน้าที่รับผิดชอบ ให้รู้ไปเลยว่า ชีวิตนี้จะทำอะไรไม่เป็นสักอย่าง แล้วเกาะคนอื่นอย่างเดียว
เด็กบางคนดีมาก ไม่เคยปริปากบ่น ทั้งที่ทำอยู่คนเดียว ผมเคยแกล้งแหย่ ก็ไม่กล้าตอบ แต่ก็พอจะเดาได้ว่า ต้องการช่วยเพื่อน จึงยอมลำบาก อดทนทำไป
แต่หารู้ไม่ นั่นแหละเป็นการ "ทำร้ายเพื่อนทางอ้อม” เป็นความหวังดีที่ทำให้เพื่อนเดือดร้อน เพราะชีวิตที่เหลือหลังจบสี่ปี ทุกคนต้องเผชิญกับความจริง
...ถ้าไม่เคยฝึกฝน ไม่เคยลองทำ แล้วจะมีภูมิคุ้มกันเอาตัวรอดในอนาคตได้อย่างไร…
กับคนในครอบครัวก็เหมือนกัน ผมเห็นคุณแม่หลายคน รักลูกมาก หวังดี เอาใจกันสุดๆ ถ้าเห็นลูกใส่เสื้อผ้าดีๆ แพงๆ แล้วมีคนชม ใจก็อิ่มเอิบ ยิ่งกระหน่ำซื้อเข้าไปใหญ่
เห็นลูกอยากกินอะไร ร้านแพงแค่ไหน ก็จัดให้ ลามไปถึงขนาดที่ว่าเพื่อนลูกมีของเล่นอะไรใหม่ๆ แพงแสนแพง ก็ต้องกัดฟันซื้อ เพราะกลัวลูกจะสู้เพื่อนไม่ได้
ผมเข้าใจครับ คนเป็นแม่ ยังไงก็ต้องทำเพื่อลูก ผมสนับสนุนเต็มที่ แต่ฝากนิดเดียว อะไรที่ทำเกินพอดี จะเกิดผลข้างเคียง เหมือนกับเราได้ทำร้ายลูกทางอ้อม แบบไม่รู้ตัว
มีลูกค้าสินเชื่อคนหนึ่ง เขียนมาเล่าให้ฟังว่า ทุกวันนี้เสียใจกับสิ่งที่ทำลงไป ขนาดตัวเองเกิดมาไม่ติดเหล้า ไม่สูบบุหรี่ ไม่เล่นการพนัน ก็ยังมีความทุกข์
ทุกข์ตัวเองไม่เท่าไหร่ แต่นี่ทุกข์เพราะลูกดันได้นิสัยที่ไม่ดี โดยมีต้นเหตุมาจากความรักที่เกินพอดี
ความที่เอาใจมาก ลูกๆ กลายเป็นคนไม่รักข้าวของ เสื้อผ้าก็ใส่ทิ้งๆ ขว้างๆ เพราะเห็นได้มาอย่างง่ายๆ และมีเยอะ เด็กๆ เริ่มนิสัยติดเกม เพราะที่บ้านมีคอมพิวเตอร์ให้คนละเครื่อง
โชคดีที่คุณแม่ท่านนี้ไหวตัวทัน และเริ่มแก้ที่ตัวเองก่อน โดยการวางแผนการใช้เงินอย่างเป็นระบบ รู้จักประหยัด ลด ละ เลิก ไม่ฟุ่มเฟือย และทำเป็นตัวอย่างให้ลูกๆ ได้เห็น
ที่สุดจึงได้รู้ว่า ความสุขที่แท้จริงไม่ได้อยู่ที่ค่าและราคาของใช้ หรือการใช้จ่ายโดยสนองกิเลสไปวันๆ หากแต่อยู่ที่ความพอดีที่ไม่สามารถหาซื้อได้ที่ไหน แต่อยู่ที่ใจและทัศนคติการใช้ชีวิต
แต่ที่สุดของที่สุด คือได้เห็นลูกๆ เปลี่ยนไป รู้จักค่าของเงินมากขึ้น ได้รู้ว่าแต่ละบาทที่พ่อแม่หามาได้ ต้องลำบากและเหนื่อยแค่ไหน
เด็กๆ เริ่มคิดเป็น รู้จักรักษาข้าวของ และหันมาเป็นคนอ่านหนังสือ เล่นเกมเป็นเวลา ไม่ทำให้พ่อแม่ต้องทุกข์ใจอีกต่อไป
แต่จะมีสักกี่คนที่โชคดีอย่างคุณแม่ท่านนี้ ลองคิดกลับกันว่า ถ้าสิ่งนี้เกิดขึ้นในครอบครัว และเราไหวตัวช้า ก็เท่ากับเพิ่มโอกาสที่จะทำให้ลูกเสียคนได้
แล้วเรานั่นแหละ ที่ต้องนั่งเสียใจ ไม่ใช่ใครอื่น
เพราะอะไรหรือครับ ถ้าไม่ใช่ความหวังดี ที่แท้จริงแล้วกลับเป็นการ “ทำร้าย” ในทางอ้อม
ชัยพล กฤตยาวาณิชย์ [email protected]



