
ยธ.รอ 2 สัปดาห์เคาะคุ้มครองพยาน จำเลยถูกยัดยาไอซ์
ยธ.ขอ 2 สัปดาห์ พิจารณามาตรการคุ้มครองพยาน "พ.จ.อ."ถูกอดีตนายจ้างกลั่นแกล้งยัดยาไอซ์ 30 กรัม DSI เผยร่วมมือกับตำรวจท้องที่ค้นหาหลักฐานจนพิสูจน์ความบริสุทธิ์ได้
กระทรวงยุติธรรม -26 ม.ค.61-นายษิทรา เบี้ยบังเกิด เลขาธิการมูลนิธิทีมงานทนายประชาชน นำ พ.จ.อ.อภิชาติ ขำศรี จำเลยในคดียาเสพติด เข้าพบนายธวัชชัย ไทยเขียว รองปลัดกระทรวงยุติธรรม เพื่อขอบคุณที่กระทรวงยุติธรรมให้ความช่วยเหลือทางคดีกับพ.จ.อ.อภิชาติและพวก รวม 4 คน ซึ่งถูกตำรวจจับกุมและตรวจค้นพบยาไอซ์ 30 กรัม ซุกซ่อนภายในรถยนต์ส่วนตัว เหตุเกิดเมื่อวันที่ 6 มิ.ย.60 โดยพ.จ.อ.อภิชาติ ยืนยันว่ายาเสพติดดังกล่าวไม่ใช่ของตนและต่อสู้ว่าถูกยัดยาเสพติด ภายหลังการเข้าให้ความช่วยเหลือในการแสวงหาหลักฐานทางคดี ของกรมสอบสวนคดีพิเศษ และกระทรวงยุติธรรม จนทำให้ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้องและได้รับการปล่อยตัวออกจาเรือนจำจังหวัดพระนครศรีอยุธยา ภายหลังถูกควบคุมตัว 7 เดือน 6 วัน
นายธวัชชัย กล่าวว่า คดีดังกล่าวยังต้องรอฟังผลว่าอัยการจะอุทธรณ์หรือไม่ หากไม่อุทธรณ์คดีถือว่าคดีเป็นที่สิ้นสุด พ.จ.อ.อภิชาติกับพวกจะมีสิทธิรับเงินเยียวยาระหว่างถูกควบคุมตัวในเรือนจำ โดยจะติดตามจำนวนวันตามอัตราขั้นต่ำ เบื้องต้นคาดว่าจะได้รับเงินเยียวยากว่า 60,000 บาท แต่ขณะนี้คดียังไม่ถือเป็นที่สุด โดยจะให้พ.จ.อ.อภิชาติกับพวกเขียนคำร้องไว้ล่วงหน้า เพื่อให้เจ้าหน้าที่สามารถเสนอเรื่องต่อคณะกรรมการพิจารณาได้ทันทีเมื่อคดีถึงที่สุด ส่วนประเด็นที่จะมีการร้องขอคุ้มครองพยาน รวมถึงต้องการให้มีการดำเนินคดีกับขบวนการกลั่นแกล้งยัดยาเสพติด กระทรวงยุติธรรมขอเวลาพิจารณาหลักฐานและข้อเท็จจริง คาดว่าจะมีข้อยุติภายใน 2 สัปดาห์
ขณะที่นายษิทรา กล่าวว่า ทนายความได้ยื่นหนังสือขอความเป็นธรรมไปยังอัยการศาลสูงไม่ให้ยื่นอุทธรณ์ในคดีนี้ แต่ก็ต้องรอฟังดุลยพินิจว่าสุดท้ายแล้วอัยการจะอุทธรณ์หรือไม่ ขณะนี้พ.จ.อ.อภิชาติกับพวกเป็นห่วงเรื่องความปลอดภัยจึงร้องขอการคุ้มครองพยาน ส่วนจะเป็นการคุ้มครองในระดับใดขึ้นอยู่กับดุลยพินิจของกระทรวงยุติธรรม อย่างไรก็ตามหากคดีนี้ฝ่ายโจทก์ยื่นอุทธรณ์ ฝ่ายจำเลยก็ไม่มีพยานหลักฐานใหม่ แต่จะยืนยันในพยานหลักฐานชุดเดิมที่ยื่นต่อสู้จนศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง โดยเฉพาะประเด็นที่เป็นพิรุธข้อสงสัยในพยานหลักฐานของฝ่ายโจทก์ เช่นสายลับผู้ให้เบาะแสข้อมูลซึ่งโจทก์ไม่สามารถยืนยันตัวบุคคลที่เป็นสายลับได้ และไม่สามารถนำตัวสายลับขึ้นเบิกความต่อศาลได้ นอกจากนี้จะยืนยันพยานบุคคลของฝ่ายจำเลยหลายปาก ทั้งเจ้าของอู่รถยนต์ เจ้าของร้านติดตั้งเครื่องเสียง ที่พร้อมจะเบิกความยืนยันว่าผู้เสียหายถูกยัดยาเสพติดหลายครั้ง
หลังจากนั้นทนายความนำพ.จ.อ.อภิชาติได้เข้าขอบคุณพ.ต.อ.ไพสิฐ วงษ์เมือง อธิบดีกรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ) โดยพ.ต.อ.ไพสิฐ กล่าวว่า ดีเอสไอตรวจสอบตามพยานหลักฐานตามที่ผู้ร้องร้องมาได้รับความร่วมมืออย่างดีจากตำรวจท้องที่ในการรวบรวมพยานหลักฐานในคดี ทั้งนี้คดีดังกล่าวยังต้องดำเนินการสืบสวนต่อเนื่อง ว่านายจ้างเก่ามีส่วนเกี่ยวข้องในการกลั่นแกล้งหรือไม่ ซึ่งต้องตรวจสอบจนถึงที่สุด โดยหลักฐานที่ดีเอสไอนำเสนอต่อศาลเป็นประโยชน์ต่อรูปคดี ทำให้การพิจารณาคดีของศาลมีหลักฐานเพิ่มเติม ซึ่งคดีดังกล่าวมีสาเหตุอื่น เช่น การอาฆาต และมีหลักฐานชัดเจนว่าผู้เสียหายเคยไปแจ้งความว่าถูกข่มขู่ จึงเป็นเหตุให้ดีเอสไอไปสืบสวนขยายผลต่อ จนพบหลักฐานตามที่ผู้ร้องระบุไว้จริง.



