ข่าว

“บิ๊กป้อม”รอด...ช่อง“ยืม” ?

“บิ๊กป้อม”รอด...ช่อง“ยืม” ?

26 ม.ค. 2561

ข้ออ้างของ"บิ๊กป้อม"ที่ว่า ยืมวนนาฬิกาหรูของเพื่อนมาใส่ จะเป็นตัวชี้ว่า"บิ๊กป้อม"จะหลุดข้อกล่าวหาหรือไม่ แล้ว..ในมุมมองของนักวิชาการมองประเด็น"ยืม"ว่าอย่างไร

          ไม่ว่าจะเปิดทีวี หนังสือพิมพ์ หรือไถนิ้วเลื่อนเฟสบุ๊ก มองไปทางไหนก็เจอแต่เรื่องนาฬิกาหรู 25 เรือนของ พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรี และรมว.กลาโหม ที่ยังคงคลุมเครืออยู่ 

           แม้ว่า ป.ป.ช. จะแถลงความคืบหน้าไปแล้ว แต่ก็ไม่ได้รู้อะไรนอกจากเรื่องยังคงอยู่ในสำนวน เปิดเผยไม่ได้ ยังคงไม่มีอะไรกระจ่าง นอกจากเสียงสะท้อนของประชาชนที่เริ่มไม่พอใจกับเรื่องนี้ ฝ่ายคนการเมืองจากหลายๆค่ายต่างก็ยกเหตุผลมาจี้ รองนายกฯรายวัน หรือแม้กระทั่งฝั่งนักวิชาการเอง ก็ยังมีความเห็นเรื่องนี้เช่นกัน

         “อย่างแรกต้องบอกก่อนว่าป.ป.ช.เกิดขึ้นครั้งแรกในรัฐธรรมนูญฉบับ2540 ซึ่งเป็นองค์กรของรัฐที่เป็นอิสระ หมายความว่าเป็นองค์กรที่ทำงานเพื่อประชาชนทุกคน ไม่ใช่เฉพาะกลุ่มการเมืองไหนหรือกลุ่มใครเฉพาะเจาะจง” อาจารย์เอกชัย ไชยนุวัติ นักวิชาการกฎหมายอิสระ เริ่มเปิดประเด็น แบบทุกๆครั้งในประเด็นนี้

          เขาเล่าต่อไปว่า ในส่วนเรื่องนาฬิกาหรูนั้น ผู้ที่ตกเป็นข่าวคือ พล.อ.ประวิตร รองนายกรัฐมนตรี ที่ตามกฎหมาย ป.ป.ช. ระบุให้เป็นเจ้าหน้าที่รัฐ รวมถึงผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองด้วย ซึ่งหน้าที่ของเขาก็ต้องแสดงบัญชีทรัพย์สินส่วนตัว คู่สมรส และบุตรที่ยังไม่บรรลุนิติภาวะ 3 ระยะ คือเข้ารับตำแหน่ง, หลังพ้นตำแหน่ง และหลังพ้นตำแหน่ง 1 ปี โดยเรื่องนี้สามารถแบ่งฐานความผิดได้เป็น 3 ประเด็นความผิด เรื่องนาฬิกาหรู

           อาจารย์เอกชัย เริ่มแจง 3 ประเด็นว่า ประเด็นที่หนึ่ง เรื่องการแจ้งบัญชีทรัพย์สินไม่ครบ ก็ถือมีความผิดได้ แต่ถ้าจะอ้างตามที่นายวรวิทย์ สุขบุญ เลขาธิการคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ(ป.ป.ช.)ระบุว่าทรัพย์สินเป็นของเพื่อนก็ไม่จำเป็นต้องแจ้งนั้น ถือว่าถูกต้องตามหลักกฎหมาย100%เพราะหน้าที่ของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองมีแค่ให้แจ้งทรัพย์สินของตัวเองคู่สมรสและบุตรที่ไม่บรรลุนิติภาวะเท่านั้น และ ถ้า ป.ป.ช. สรุปว่า นาฬิกาทั้ง 25 เรือน เป็นไปตามที่ผู้ถูกร้องแจงไว้ รองนายกฯก็จะไม่มีฐานความผิดนี้

            ประเด็นที่สอง เรื่องความร่ำรวยผิดปกติ ซึ่งกรณีที่ฐานความผิดนี้โด่งดังสุดก็คือกรณีของนายสุพจน์ ทรัพย์ล้อม อดีตปลัดคมนาคม ที่ทาง ป.ป.ช. ไม่เชื่อว่ารถตู้Volkwagenมูลค่า2.9ล้านบาท เป็นของเพื่อนมาจอดที่บ้าน จึงได้ชี้มูลว่าเขาร่ำรวยผิดปกติ โดยศาลก็เชื่อตามนั้น เพราะว่ารถที่ว่านายสุพจน์ใช้อยู่ทุกวัน มีการแสดงเป็นเจ้าของตลอดเวลา แม้ว่าตามกฎหมายจะเป็นชื่อเพื่อนก็ตาม ซึ่งฐานความผิดดังกล่าวจะสอบสวนเมื่อไหร่ก็ได้ ไม่ใช่ต้องรอให้พ้นจากตำแหน่ง ซึ่งที่ผ่านมา นายศรีสุวรรณ จรรยา เลขาธิการสมาคมองค์การพิทักษ์รัฐธรรมนูญไทย ได้ร้องเรียนกรณีของ พล.อ.ประวิตร ไปแล้ว ทาง ป.ป.ช. จึงต้องสอบเรื่องนี้

           ประเด็นที่สาม ประเด็นนี้ตนเสนอมาตลอด โดยในกฎหมาย ป.ป.ช. มาตรา 103 ระบุไว้ว่า“ห้ามมิให้เจ้าหน้าที่ของรัฐผู้ใดรับทรัพย์สินหรือประโยชน์อื่นใดจากบุคคล”ซึ่งเลขาธิการป.ป.ช.เลี่ยงที่จะตอบคำถามกับผู้สื่อข่าวในประเด็นนี้เป็นเดือน ซึ่งมาตรานี้ระบุว่า ห้ามไม่ให้รับทรัพย์สินหรือผลประโยชน์อื่นใด ถ้าในกรณีที่รองนายกฯยืมนาฬิกามาจริงๆแม้ไม่ได้รับทรัพย์สินที่จับต้องได้ก็จริงแต่ว่าคำว่า“ประโยชน์อื่นใด”เป็นการระบุความหมายกว้างๆที่รวมทุกอย่างที่เจ้าหน้าที่รัฐได้ประโยชน์ในมูลค่าเกิน3,000บาท“ รองนายกฯที่เป็นผู้ถูกร้องบอกว่าใส่นาฬิกากับเพื่อนวนๆกัน ทางป.ป.ช.ต้องตอบให้ได้ว่าการใส่วนๆกันกับเพื่อน เข้าข่ายรับผลประโยชน์อื่นใดหรือไม่ ซึ่งผมมองว่าเรื่องนี้เข้าข่ายเพราะถ้าผมเป็นคนที่ชอบเล่นนาฬิกาผมก็อยากได้25เรือนที่ว่าแต่ถ้าผมมีเพื่อนที่น่ารักให้ยืมใส่เงินเดือนผมก็อยู่ครบไม่ต้องไปซื้อนาฬิกา เหตุผลของผมมีแค่นี้ ถ้าผิดป.ป.ช.ก็ต้องชี้แจง”

           นอกจากนี้อาจารย์เอกชัย ยังได้กล่าวถึง กรณีที่พล.ต.อ.วัชรพล ประสารราชกิจ ประธานป.ป.ช. ถอนตัวออกจากการตรวจสอบนาฬิกาหรูว่า ในมุมของนักกฎหมายอย่างตน ต้องเรียนว่านี่คือสิ่งที่ต้องทำ เพราะว่าในกฎหมายปกครองแล้วพล.ต.อ.วัชรพล ถือว่าเป็นผู้มีส่วนได้เสีย เนื่องจากเคยเป็นผู้ใต้บังคับบัญชาของ พล.อ.ประวิตร มาก่อน ในสายตาของกฎหมายมองว่าตำแหน่งในอดีตของ พล.ต.อ.วัชรพล ไม่สามารถทำหน้าที่ตรวจสอบได้อย่างเป็นกลางได้ จึงต้องถอนตัวออกตามกฎหมาย ถือเป็นเรื่องที่ถูกแล้ว

          ใช้ช่อง สนช. เปิดเวทีอภิปรายได้ ไม่ต้องรอ ป.ป.ช.

         ขณะที่  ผศ.ดร.พรสันต์ เลี้ยงบุญเลิศชัย คณะรัฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย กล่าวว่าในเรื่องนี้สังคมตั้งคำถามถึงกรณีนาฬิกาหรูของรองนายกฯพล.อ.ประวิตร รวมถึงความโปร่งใสในการทำหน้าที่ของป.ป.ช.เอง ในมุมของตนแล้วถ้าสังคมมีข้อสงสัยแบบนี้เราก็ยังมีกลไกอื่นที่จะช่วยในการตรวจสอบเรื่องนี้ได้อีกทางด้วย

         อย่างแรกต้องมองก่อนว่า พล.อ.ประวิตร เป็นนักการเมืองแล้ว เพราะเป็นรองนายกรัฐมนตรี ถือเป็นผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง โดยในบทเฉพาะกาลของรัฐธรรมนูญได้มีการกำหนดชัดเจนให้ สภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) ทำหน้าที่แทนรัฐสภาปกติ โดยอำนาจของรัฐสภา สามารถเข้าไปตรวจสอบรัฐบาลที่เป็นฝ่ายบริหารได้ อย่างน้อยๆช่องทางหนึ่งที่จะช่วยตรวจสอบเรื่องนี้ได้ ก็คือการให้ สนช. เปิดอภิปรายทั่วไป ในประเด็นที่สังคมเคลือบแคลงใจ

         ตนเสนอให้ สนช. ใช้เวทีนี้ เปิดโอกาสให้ พล.อ.ประวิตร ชี้แจงถึงที่มาของนาฬิกา ถือเป็นวิธีที่แฟร์กับทุกฝ่าย เพื่อให้ประชาชนได้รับรู้ผ่านการถ่ายทอดสด นี่เป็นอีกวิธีหนึ่งที่รวดเร็วกว่ารอผลตรวจสอบจาก ป.ป.ช. และขณะนี้อาจจะมีคนกล่าวหา หรือสังคมสงสัยในการทำหน้าที่ของ สนช. ว่ารับใบสั่งในกรณีการยืดเวลาเลือกตั้งในกฎหมายลูก การทำหน้าที่ตรวจสอบนี้ก็ถือเป็นตัวชี้วัดได้ หรืออาจจะบอกสังคมได้ว่าเป็นตัวแทนทำเพื่อประชาชนจริงๆ ไม่ได้รับใบสั่งจากใคร

        ยิ่งนาน ภาพลักษณ์ยิ่งเสีย ส่งผลต่ออนาคตฐานเสียงรัฐบาล

        ผศ.ดร.พรสันต์ เล่าต่อไปว่า ถ้าเรื่องนี้ยังปล่อยไปเรื่อยๆให้คลุมเครือก็จะส่งผลต่อเรื่องภาพลักษณ์ของรัฐบาลซึ่งจะยังคงทำงานไปอีกในระยะเวลามากพอสมควร นอกจากเรื่องนาฬิกาแล้วยังมีอีกหลายๆเรื่องที่ถูกโจมตีจากหลายๆฝ่ายเมื่อภาพลักษณ์ไม่มีความชัดเจนจึงทำให้รัฐบาลทำงานลำบาก

        อีกมุม ก็คือ มีกระแสข่าวผ่านหน้าสื่อระบุว่าจะมีการตั้งพรรคการเมืองใหม่เพื่อสนับสนุนให้คนบางคนหรือบางกลุ่มคนของรัฐบาลลงสู้ศึกเลือกตั้งสมัยหน้า ส่วนนี้เองก็จะกระทบต่อฐานเสียงและความเชื่อมั่นของรัฐบาลในการส่งคนลงสมัครเลือกตั้งด้วย ส่วนนี้เองก็ต้องทำตัวเองให้เคลียร์เพื่อไม่ให้กระทบกับการทำงานและคะแนนเสียงในอนาคต

         ส่วนกรณีที่ความเคลือบแคลงใจนำไปสู่การชุมนุมประท้วงนั้น เรื่องนี้ตนตอบลำบากไม่แน่ใจว่าจะพัฒนาถึงขั้นนั้นหรือไม่ แต่ทุกอย่างก็เกิดขึ้นได้ เพราะขณะนี้มีหลายๆเรื่องที่สังคมสงสัยไม่เห็นด้วยกับรัฐบาล ก็อาจจะเป็นอะไรที่สะสม และเป็นไปได้หมด

         “ในส่วนประธานป.ป.ช. ถอนตัวจากการตรวจสอบนาฬิกาหรูนั้น เขาก็ระบุเหตุผลว่า เขาเคยมีส่วนได้เสียเพราะเคยเป็นผู้อยู่ใต้บังคับบัญชา พล.อ.ประวิตร มาก่อน อาจจะมีปัญหาข้อสงสัยเรื่องความเป็นกลางได้ ก็ถือว่าเขาไม่ควรอยู่ในการตรวจสอบครั้งนี้ แต่ประเด็นใหญ่ของตนอยู่ที่ว่า สังคมกำลังเคลือบแคลงใจในเรื่องนาฬิกาเป็นอย่างมาก แต่ว่าการแถลงของเลขาฺธิการ ป.ป.ช. ที่บอกว่าจะมีเซอร์ไพรส์ ก็ไม่ได้มีอะไรมากนอกจากในทำนองที่ว่า เรื่องกำลังอยู่ในสำนวน ประกาศต่อสาธารณะชนไม่ได้ ผมจึงเสนอช่องทางการตรวจสอบโดย สนช. เพื่อทำให้สังคมได้รับความชัดเจนมากขึ้น” อาจารย์รัฐศาสตร์กล่าวทิ้งท้าย

        นี่คือเรื่องราวของนาฬิกาหรู ที่เข็มนาฬิกาของทุกๆเรือนกำลังหมุนไปอย่างไม่รีรอ ในทุกๆวินาทีกระแสไม่มีทีท่าว่าจะจางลง กลับยิ่งสะสมเสียงเรียกร้องการตรวจสอบมากขึ้น และเป็นที่น่าสนใจว่าเวลาความอดทนของประชาชนจะอยู่ได้อีกนานแค่ไหน หากผู้มีอำนาจหลายๆฝ่ายยังคงนิ่ง ไม่ชัดเจนเช่นนี้