ข่าว

ห้ามเป็นขรก.รัฐสภา จำกัดสิทธิเสรีภาพขัด รธน.

ห้ามเป็นขรก.รัฐสภา จำกัดสิทธิเสรีภาพขัด รธน.

25 ม.ค. 2561

สนช.อัดกมธ.ส.ส.ห้ามเป็น ขรก.รัฐสภา หากไม่ไปลงคะแนนเลือกตั้ง ชี้จำกัดสิทธิเสรีภาพ ขัดรธน. ติงจัดมหรสพ สร้างความเหลือมล้ำ


          25 ม.ค.61 - ที่รัฐสภา การประชุมสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) พิจารณาร่างพ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราฎร (ส.ส.) ในวาระ 2-3 ในช่วงบ่ายได้พิจารณาในมาตรา 35 ที่เกี่ยวข้องกับการจำกัดสิทธิของผู้ที่ไม่ไปใช้สิทธิเลือกตั้ง หรือแจ้งเหตุที่ไม่อาจไปใช้สิทธิเลือกตั้งแล้วแต่เหตุนั้นมิใช่เหตุอันควร กรรมาธิการเสียงข้างมากได้เพิ่มตัดสิทธิการสมัครเข้ารับราชการ พนักงาน ลูกจ้างของส่วนราชการสังกัดรัฐสภา ราชการฝ่ายรัฐสภาตามกฎหมายว่าด้วยระเบียบบริหารราชการฝ่ายรัฐสภา (กร.) การตัดสิทธิการได้รับแต่งตั้งเป็นข้าราชการการเมือง และการตัดสิทธิการได้รับการแต่งตั้งรองผู้บริหาร ผู้ช่วยและที่ปรึกษาผู้บริหารท้องถิ่น โดยมีกำหนดการตัดสิทธิเป็นเวลา 2 ปี

 

          นพ.เจตน์ ศิรธรานนท์ กรรมาธิการเสียงข้างน้อย อภิปรายว่า ตนเห็นด้วยการตัดสิทธิได้รับการแต่งตั้งเป็นข้าราชการการเมือง หากไม่ไปใช้สิทธ์เลือกตั้ง แต่ไม่เห็นด้วยกับการจำกัดสิทธิสมัครรับราชการ พนักงานหรือลูกจ้างของส่วนราชการสังกัดรัฐสภาตามกฎหมายว่าด้วยระเบียบบริหารราชการฝ่ายรัฐสภา (กร.) ที่ไม่ควรต้องถูกตัดสิทธิ์ โดยข้าราชการรัฐสภามีการสมัคร สอบบรรจุ แต่งตั้งตามบัญชี ตามระเบียบและหลักเกณฑ์ของ กร.ก็ถือเป็นข้าราชการเหมือนกับข้าราชการกระทรวงอื่นๆ เช่น ก.สาธารณสุข ก.ศึกษาธิการ ก.อุตสาหกรรมฯ แต่การที่เขียนจำกัดสิทธิ์เช่นนี้เท่ากับเป็นการเลือกปฏิบัติ ขัดกับรัฐธรรมนูญมาตรา 26 และมาตรา 40 ซึ่งเป็นการจำกัดสิทธิเสรีภาพของบุคคล ที่ต้องเป็นไปตามเงื่อนไขของรัฐธรรมนูญ ส่วนการที่รัฐธรรมนูญไม่มีเงื่อนไขไว้ การตรากฎหมายอื่นต้องไม่ขัดนิติธรรม และต้องไม่เป็นการบังคับกับบุคคลกลุ่มใดกลุ่มหนึ่ง

 

ห้ามเป็นขรก.รัฐสภา จำกัดสิทธิเสรีภาพขัด รธน.

 

          ด้านนายอัชพร จารุจินดา ตัวแทนกรธ. ในฐานะกรรมาธิการเสียงข้างน้อย ที่สงวนความเห็นให้คงตามร่างเดิม ชี้แจงว่า การตัดสิทธิ์ผู้ที่ไม่ไปเลือกตั้งได้พิจารณากฎหมายหลายฉบับ รวมทั้งรัฐธรรมนูญด้วย ซึ่งการถูกจำกัดสิทธิ์บางประการตามที่กฎหมายบัญญัติเท่าที่จำเป็น ไม่ขัดกับหลักนิติธรรม ไม่จำกัดสิทธิเสรีภาพเกินสมควร สิ่งที่กรรมาธิการเสียงข้างมากเพิ่ม (4) จำกัดสิทธิสมัครรับราชการ พนักงานหรือลูกจ้างของส่วนราชการสังกัดรัฐสภาตามกฎหมายว่าด้วยระเบียบบริหารราชการฝ่ายรัฐสภา ซึ่งการรับราชการคือการประกอบอาชีพเหมือนกับอาชีพอื่นๆ จึงถือว่าเป็นการจำกัดสิทธิ์ในการประกอบอาชีพ โดยรัฐธรรมนูญมาตรา 40 ว่า บุคคลย่อมมีเสรีภาพในการประกอบอาชีพ ซึ่งการการจำกัดสิทธิ์ในการประกอบอาชีพต้องเป็นเรื่องของความมั่นคงหรือเศรษฐกิจของประเทศ การแข่งขันอย่างเป็นธรรม การป้องกันหรือขจัดการกีดกันหรือผูกขาดฯ การจัดระเบียบการประกอบอาชีพเพียงเท่าที่จำเป็น

 

          ดังนั้นการตัดสิทธิ์สมัคร (4) จึงสุ่มเสี่ยงกับการขัดกับรัฐธรรมนูญมาตรา 40 ประกอบกับมาตรา 26 และ 27 ซึ่งการตรากฎหมายโดยเฉพาะเช่นนื้จึงถือเป็นการเลือกปฏิบัติที่ไม่เป็นธรรม เพราะจำกัดเพียงสำนักงานรัฐสภาเพียงแห่งเดียว ส่วนการจำกัดสิทธิ์การได้รับแต่งตั้งเป็นข้าราชการการเมือง ผู้บริหาร รองผู้บริหารท้องถิ่น ซึ่งกระบวนการได้มาของคนเหล่านี้เป็นไปตามกฎหมายเมื่อได้รับเลือกมาแล้วแต่ไม่ได้รับการแต่งตั้งด้วยการถูกจำกัดสิทธิ์ตามมาตรานี้จะเป็นการขัดรัฐธรรมนูญที่ซ้ำซ้อนหรือไม่

ห้ามเป็นขรก.รัฐสภา จำกัดสิทธิเสรีภาพขัด รธน.

 

          นายวัลลภ ตังคนานุรักษ์ สนช. อภิปรายว่า การตัดสิทธิการสมัครเข้ารับราชการ เป็นการตัดสิทธิเกินควร มีเจตนาให้ขัดต่อรัฐธรรมนูญ รู้ชัดๆ ว่าการเติมข้อความดังกล่าวขัดกับรัฐธรรมนูญ แล้วทำทำไม หรือเพื่อต้องการให้มีการยื่นตีความต่อศาลรัฐธรรมนูญ เป็นการเมืองล้วนๆ ไม่มีเหตุผลรองรับ ดังนั้น ขอให้กมธ.ถอนการเพิ่ม (4) ออกไป


          นายตวง อันทะไชย สมาชิก สนช.อภิปรายว่า กมธ.มีนักกฎหมายมากมายที่เข้าใจไม่ต่างจากพวกตน ย่อมรู้ว่าการเขียนกฎหมายขัดกับรัฐธรรมนูญหรือไม่ เรากำลังเขียนกฎหมายเป็นเครื่องมือเพื่อใช้ในการเลือกตั้งส.ส. ดังนั้น เราน่าจะยอมรับความจริง และหากเพิกถอนออกไปได้ก็ควรดำเนินการ หากไม่ยอมพวกตนก็คงต้องยื่นศาลรัฐธรรมนูญ

          ด้านนายเสรี สุวรรณภานนท์ กมธ.วิสามัญฯ เสียงข้างมาก ยืนยันว่า ไม่ได้อยากตัดสิทธิใคร และไม่มีเจตนาหรือตั้งใจให้ขัดกับรัฐธรรมนูญ แต่เนื่องจากรัฐธรรมนูญปัจจุบันไม่ได้บัญญัติเรื่องการเสียสิทธิเอาไว้ ขณะที่รัฐธรรมนูญ 2550 ก็มีการระบุเรื่องการตัดสิทธิที่ไม่ไปใช้สิทธิเอาไว้ และมาตรา 35 นั้น คงต้องถาม กรธ. ว่า ใน (1) (2) (3) มีเจตนาอะไร เพราะมีการใช้คำว่าจำกัดสิทธิการสมัคร ซึ่งถือว่าขัดรัฐธรรมนูญเหมือนกัน

          "เมื่อจะเขียนเพื่อกระตุ้นให้คนมาลงคะแนน ก็ต้องเขียนให้สมบูรณ์ ซึ่งเดิมคิดไปไกลถึงขั้นตัดสิทธิการรับราชการทั้งหมด หรือผู้มีตำแหน่งในปัจจุบันก็พ้นจากตำแหน่งด้วย ทั้งหมดเจตนาเพื่อให้มาลงคะแนน หากป่วยหรือมีความจำเป็น หรือติดภารกิจก็สามารถแจ้งได้ทั้งก่อนหรือหลังวันเลือกตั้ง ยืนยันว่าเราเจตนาเขียนเพื่อให้คนมาลงคะแนนมากๆ เพื่อสู้กับคะแนนที่เกิดจากการซื้อเสียง" นายเสรี กล่าว

ห้ามเป็นขรก.รัฐสภา จำกัดสิทธิเสรีภาพขัด รธน.

  
          ต่อมาเวลา 15.20 น. ที่ประชุมพิจารณามาตรา 75 เกี่ยวกับข้อห้ามมิให้ผู้สมัครหรือผู้ใดกระทำการอย่างหนึ่งอย่างใดเพื่อจูงใจให้ผู้มีสิทธิเลือกตั้งลงคะแนนให้ตนเองหรือผู้อื่น ซึ่งกรรมาธิการเสียงข้างมากมีมติให้สามารถจัดแสดงมหรสพ งานรื่นเริงระหว่างการหาเสียงได้ จากเดิมที่ห้ามการแสดงมหรสพ งานรื่นเริงระหว่างการหาเสียง อีกทั้งยังห้ามรณรงค์โหวตโนด้วย

 

          โดยนายธนาวัฒน์ สังข์ทอง กรธ. ในฐานะกมธ.เสียงข้างน้อย กล่าวว่า ตนไม่เห็นด้วยที่จะมีการจัดมหรสพ เพราะการกำหนด ผิดไปจากการโฆษณาหาเสียงของนโยบายพรรคและจะทำให้การเลือกตั้งไม่สุจริตเที่ยงธรรม นอกจากนี้ยังทำให้เกิดการโฆษณาที่เกิดความเหลื่อมล้ำในวิธีการหาเสียง ทำให้การเลือกตั้งเกิดความได้เปรียบเสียเปรียบในเรื่องอื่นที่ไม่ใช่เรื่องนโยบาย รัฐธรรมนูญปี 2540 พยายามดำเนินการให้พรรคการเมืองเป็นไปตามมาตรฐานสากล มีความน่าเชื่อถือในฐานะเป็นองค์กรสำคัญของประเทศ ซึ่งจะนำไปสู่การบริหารราชการแผ่นดิน เพราะฉะนั้นรัฐธรรมนูญ ปี 2560 จึงได้กำหนดการปฏิรูปประเทศเพื่อให้ประเทศเดินหน้า ที่สำคัญคือการปฏิรูปด้านการเมืองให้เป็นพรรคการเมืองที่มีมาตรฐาน ดังนั้นการดำเนินการต่างๆ จึงสำคัญกับการพัฒนานโยบายพรรคเพื่อนำมาโฆษณาหาเสียง แต่ไม่ใช่ใช้มาตรการอื่นมาชักจูง จนทำให้ประชาชนไขว้เขวในระบบการเมืองที่จะนำไปสู่การเลือกตั้งที่ไม่สุจริตเที่ยงธรรม

 

          นายเสรี สุวรรณภานนท์ ในฐานะกมธ.เสียงข้างมาก กล่าวว่า การให้มีมหรสพจะช่วยป้องกันการเกณฑ์คนมาได้ การบอกว่าไม่มีมหรสพจะทำให้คนสนใจนโยบายมากกว่านั้น เป็นความเข้าใจผิดทั้งสิ้น เรื่องการได้เปรียบหรือเสียเปรียบไม่ใช่ปัญหา เพราะเราควบคุมการใช้จ่ายเงินได้ นอกจากนี้มหรสพยังทำให้คนค้าขาย ยืนยันว่าอดีตที่มีปัญหาเพราะไม่มีกกต. แต่วันนี้กกต.มีอำนาจมากมาย และยังมีคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน (ป.ป.ง.) เข้ามาช่วยอีกด้วย รวมทั้งยังมีกล้องมือถือถ่ายเป็นหลักฐานได้ ดังนั้นการมีมหรสพจะแก้เรื่องเกณฑ์คนและควบคุมเสียงเลือกตั้งได้

          ด้านนายตวง อันทะไชย สนช.อภิปรายว่า ไม่ได้อยู่ที่ว่าคนมารวมกันในงานมหรสพ แต่วันนี้เขาไปรวมกันในโลกไซเบอร์ ซึ่งต้องเข้าไปดูแล ถ้าบอกว่าจะสร้างมิติการเมืองสมัยใหม่ก็ควรคำนึงในค่านิยมปัจจุบันด้วย ทำไมกกต.ไม่ให้ชาวบ้านเป็นเจ้าของเวทีหรือเป็นคนจัดเวทีเสียเอง และกกต.ก็นำงบไปสนับสนุน ยืนยันว่ามหรสพทำให้เกิดความเหลื่อมล้ำสูงมาก พรรคขนาดเล็กจะสู้พรรคขนาดใหญ่ไม่ได้ แม้ กมธ.จะบอกว่ามีมาตรการควบคุมค่าใช้จ่ายก็ตาม แต่กรณีการเชิญศิลปินดาราดังมาร่วมขึ้นเวทีหาเสียงจะคิดค่าใช้จ่ายอย่างไร เช่น ค่าตัวราคาตลาดปัจจุบัน 5 ล้านบาท แต่เมื่อขึ้นเวทีกลับบอกว่ามีค่าตัว 5,000 บาท เป็นต้น และ ถ้าจะให้มีมหรสพ ทางกกต.ควรจะมีงานวิจัยหรือการศึกษาว่าอันไหนที่ส่งผลต่อการเลือกตั้งที่มีคุณภาพมากกว่ากัน ตนคิดว่าแทนที่จะพัฒนากฎหมายให้ไปข้างหน้า แต่คิดว่าเรื่องมหรสพเป็นเรื่องเก่าที่เคยมีมาแล้ว และจะทำให้เกิดเป็นปัญหาใหม่ที่ใหญ่กว่าเดิม

          นายณัฎฐ์  ชี้แจงว่า ทางกมธ.ได้นำข้อศึกษาของคณะกรรมาธิการขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศด้านการเมืองที่มีนายเสรี เป็นประธานมาใช้ประกอบการพิจารณา ส่วนการคิดค่าใช้จ่ายค่าตัวดารานักร้องนั้น ทางกกต.เตรียมจะออกระเบียบเรื่องดังกล่าวอยู่แล้ว แม้ผู้สมัครจะเชิญศิลปินโดยอ้างว่าคิดค่าตัวแค่ครึ่งหนึ่งหรือช่วยฟรี ทางกกต.จะยึดราคาตลาดปัจจุบันของศิลปินนั้นๆ รวมเป็นค่าใช้จ่ายสำหรับการเลือกตั้งของผู้สมัครด้วย

          นายมหรรณพ เดชวิทักษ์ กมธ. กล่าวว่า กมธ.ได้รับฟังความคิดเห็นจากสมาชิกสนช.หลายคนและมีการหารือนอกรอบแล้ว ยืนยันว่าการให้จัดมหรสพระหว่างการหาเสียงยังต้องมีไว้แต่จะให้กกต.ไปวางหลักเกณฑ์ให้อยุ่ในวิสัยตามควรแก่กรณี ไม่ใช่ให้จัดได้โดยเสรี และเพื่อป้องกันการได้เปรียบเสียเปรียบระหว่างพรรคเล็กพรรคใหญ่จะให้ปรับปรุบวงเงินสูงสุดในการว่าจ้างมหรสพของแต่ละเขตพื้นที่ไม่เกินร้อยละ 20 ของวงเงินหาเสียงในแต่ละเขต.