
"เกษตรฯ"เตรียมรับมือภัยแล้ง !!!
“กฤษฎา”สั่งกรมฝนหลวงฯเตรียมพร้อมมือภัยแล้ง เล็งตั้งโรงเรียนอบรมเพิ่มความรู้บุคลากรด้านวิทยาศาสตร์ กรมฝนหลวงฯหวั่นหมอกควันเพื่อนบ้าน-ไฟป่าจับมือ 4 หน่วยงาน เพิ่ม
25 ม.ค.61 นายกฤษฎา บุญราช รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ กล่าวเนื่องในวันคล้ายวันสถาปนากรมฝนหลวงและการบินเกษตร ครบรอบปีที่ 5 ว่า กรมฝนหลวงและการบินเกษตร ครบรอบ 5 ปี ขณะเดียวกันเป็นวันครบรอบ 63 ปี ที่ปวงชนชาวไทยได้รับพระราชทานพระกรุณามหาธิคุณจากพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช บรมนาถบพิตร ที่ได้พระราชทานแนวทางการจัดการเมฆบนฟ้าให้แปรสภาพเป็นฝน เพื่อแก้ไขปัญหาการขาดแคลนน้ำ และช่วยเหลือเกษตรกร ทั้งนี้ กรมฝนหลวงฯ ได้มีแผนพัฒนาเพิ่มประสิทธิภาพการปฏิบัติการฝนหลวง สามารถแก้ไขปัญหาขาดแคลนน้ำได้อย่างยั่งยืน โดยมีความร่วมมือทั้งในประเทศ และประเทศในภูมิภาคเอเซีย เพื่อพัฒนาการปฏิบัติการฝนหลวงให้เกิดประโยชน์มากยิ่งขึ้น เช่น การกำหนดพื้นที่ให้ฝนตก การดูแลสภาพอากาศแปรปรวน อาทิ หมอกควัน ไฟป่า ที่มีผลกระทบกับการระบบจราจลทางอากาศ ซึ่งกรมฝนหลวงฯ จะเข้าไปเป็นองค์กรหนึ่งในการแก้ไขปัญหา
รมว.กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ยังกล่าวถึงการเตรียมความพร้อมรับมือสถานการณ์ภัยแล้งว่า ได้มอบหมายให้กรมฝนหลวงฯ ได้เตรียมความพร้อมตั้งแต่เริ่มต้น โดยติดตามสภาอากาศจากกรมอุตุนิยมวิทยา เพื่อประเมินสถานการณ์ภัยแล้ง ซึ่งในปีนี้ คาดการณ์ว่า วันที่ 1 มีนาคม 2561 จะเข้าสู่ฤดูแล้ง และกรมฝนหลวงฯ ได้มีการเตรียมแผนปฏิบัติการฝนหลวงไว้เรียบร้อยแล้ว โดยจะเปิดโครงการปฏิบัติการฝนหลวงอย่างเป็นทางการในวันที่ 1 มีนาคม 2561 ที่จังหวัดนครสวรรค์ พร้อมกับมีการกำหนดเป้าหมาย เน้นพื้นที่ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ และภาคเหนือ อย่างไรก็ดี ต้องยอมรับว่าบุคลากรของกรมฝนหลวงฯ มีเพียง 507 คน แต่เชื่อว่าความตั้งใจปฏิบัติงานของบุคลากร สามารถปฏิบัติงานได้ และมีการเตรียมแผนของอนุมัติมติคณะรัฐมนตรีเพิ่มอัตรากำลัง เพราะกรมฝนหลวงฯ มีภารกิจแตกต่างจากหน่วยงานอื่น ซึ่งเน้นหนักวิชาเฉพาะ จึงต้องมีการพัฒนาบุคลากรให้มีความเข้าใจเรื่องวิชาชีพฝนหลวง นอกจากนี้ จะมีการจัดตั้งโรงเรียนฝึกอบรมความรู้บุคลากรด้านวิทศาสตร์ และเทคโนโลยีในการปฏิบัติการฝนหลวงให้มีประสิทธิภาพเพิ่มมากขึ้น ซึ่งบรรจุอยู่ในแผนงบประมาณ 2561-2565
จากการติดตามสภาพน้ำของกรมชลประทาน ปริมาณน้ำในเขื่อน และอ่างเก็บน้ำ หากเทียบกับปี 2559 ถือว่ายังมีปริมาณน้ำมากกว่าถึงร้อยละ 60 แต่ด้วยปริมาณน้ำที่มาก การใช้น้ำก็ต้องใช้อย่างประหยัด และขอให้เชื่อฟังเจ้าหน้าที่ เนื่องจากกระทรวงเกษตรฯ มีแผนในการบริหารจัดการน้ำ แผนการทำการเกษตร คิดว่าการบริหารจัดการน้ำในปีนี้ น่าจะดีกว่าปีที่ผ่านมา เพราะอำนวยประโยชน์ทั้งสภาพดิน ฟ้า อากาศ กับหลักบริหารจัดการน้ำที่ได้นำประสบการณ์จากในอดีตมาใช้ในการบริหารจัดการน้ำ
นายสุรสีห์ กิตติมณฑล อธิบดีกรมฝนหลวงและการบินเกษตร กล่าวว่า ในการก้าวเข้าสู่ปีที่ 5 กรมฝนหลวงฯ ได้กำหนดวิสัยทัศน์ในระยะ 20 ปี ให้เป็นองค์กรชั้นนำในระดับโลกด้านการดัดแปรสภาพอากาศตามศาสตร์ของพระราชา ภายในปี 2579 เพื่อป้องกันและแก้ไขปัญหาภัยแล้งและบรรเทาภัยพิบัติอื่น ๆ อันเนื่องมาจากความผันแปรของภูมิอากาศ โดยบริหารจัดการน้ำในชั้นบรรยากาศให้เกิดฝนมีปริมาณและการกระจายที่เหมาะสม การวิจัยและพัฒนาเทคโนโลยีเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการทำฝน ตลอดจนการให้บริการด้านการบิน เพื่อสนับสนุนภารกิจการทำฝน การวิจัย และกิจกรรมด้านการเกษตรอื่น ๆ
โดยกรมฝนหลวงและการบินเกษตร ได้มีแนวทางการดำเนินความร่วมมือทางวิชาการกับหน่วยงานภายนอกเพิ่มเติมในปีนี้อีก จำนวน 4 หน่วยงาน เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการดัดแปรสภาพอากาศ บริหารจัดการน้ำอย่างบูรณาการ พัฒนาบุคลากร และด้านการบิน ได้แก่ 1.การดำเนินความร่วมมือด้านวิชาการ ร่วมกับสำนักงานปลัดกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม 2.การดำเนินความร่วมมือกับกรมทรัพยากรน้ำบาดาล ด้านการบริหารจัดการทรัพยากรน้ำ 3.การดำเนินความร่วมมือกับสถาบันสารสนเทศทรัพยากรน้ำและการเกษตร (องค์การมหาชน) เป็นการดำเนินความร่วมมือด้านการวิจัยพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี และ4.การดำเนินความร่วมมือกับคณะวิศวกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ กำแพงแสน โดยเป็นการดำเนินความร่วมมือด้านการบริหารจัดการทรัพยากรน้ำ
“การบูรณาการความร่วมมือกับทั้ง 4 หน่วยงาน จะนำไปสู่การบริหารจัดการน้ำอย่างบูรณาการและครบวัฏจักรน้ำอย่างมีประสิทธิภาพ ทั้งน้ำบนฟ้า โดยกรมฝนหลวงและการบินเกษตร น้ำผิวดิน โดยกรมชลประทาน ซึ่งทั้ง 2 หน่วยงาน ได้บูรณาการความร่วมมือเพื่อเติมน้ำต้นทุนในเขื่อนกักเก็บน้ำ มาตั้งแต่ปี 2558 และในปี 2561 จะได้ร่วมมือกับกรมทรัพยากรน้ำบาดาล เพื่อบริหารจัดการน้ำใต้ดินด้วย นอกจากนี้ ยังนำไปสู่การอนุรักษ์ทรัพยากรป่าไม้ และฟื้นฟูพื้นที่ ป่าต้นน้ำให้มีความอุดมสมบูรณ์ รวมทั้งสร้างความเข้มแข็งด้านการเกษตร ซึ่งผลสัมฤทธิ์จากการดำเนินการ ดังกล่าว จะเป็นการสืบสานพระราชปณิธานพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลเดช บรมนาถบพิตร ที่มุ่งหวังให้คนไทยมีคุณภาพและความเป็นอยู่ที่ดี ตลอดจนเป็นการดำเนินการตามนโยบายของรัฐบาล เพื่อบรรลุวิสัยทัศน์ “เกษตรกรมั่นคง ภาคการเกษตรมั่งคั่ง ทรัพยากรการเกษตรยั่งยืนอีกด้วย” อธิบดีกรมฝนหลวงและการบินเกษตร กล่าว
สำหรับการเตรียมความพร้อมรับมือภัยแล้งกรมฝนหลวงฯได้เตรียมพร้อมเรื่องบุคลาการในการปฏิบัติการฝนหลวง รวมทั้งการซ่อมแซ่มท่าอากาศยาน เพื่อให้สามารถขึ้นปฏิบัติฝนหลวงได้ทันที โดยจะเริ่มเปิดปฏิบัติการฝนหลวงแห่งแรกที่จังหวัดนครสวรรค์ วันที่ 1 มีนาคม 2561 พื้นที่เป้าหมายคือ ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ภาคเหนือ และภาคกลางบางส่วน ส่วนภาคใต้ ไม่น่าจะมีปัญหาเรื่องภัยแล้งในขณะนี้ นอกจากนี้ ยังได้มีการเตรียมพร้อมเรื่องการแก้ปัญหาหมอกควันไปพร้อมกัน โดยเฉพาะพื้นที่ใกล้รอยต่อประเทศเพื่อนบ้าน เนื่องจากยังมีพฤติกรรมในการเผาตอซังในพื้นที่การเกษตร และในส่วนประเทศไทย ยังต้องเฝ้าระวังเรื่องปัญหาไฟป่า โดยจะร่วมมือกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องแก้ไขปัญหาอย่างระบบต่อไป



