ข่าว

จับแท็กซี่สุวรรณภูมิล้วงกระเป๋าผู้โดยสาร

จับแท็กซี่สุวรรณภูมิล้วงกระเป๋าผู้โดยสาร

03 ต.ค. 2552

รวบแท็กซี่ป้ายดำสุวรรณภูมิล้วงกระเป๋าผู้โดยสาร หลังนักท่องเที่ยวแจ้งความ สุดท้ายตำรวจล่าตัวพบก่อนจับกุม ตร.เผย พฤติกรรมน่าจะก่อเหตุมาแล้วหลายครั้ง

(3ต.ค.) เวลา10.00 น. ที่สถานีตำรวจท่องเที่ยวท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ พล.ต.ต.อดิศร์ งามจิตสุขศรี ผบก.ทท. พ.ต.อ.ชวลิต แสวงพืชน์ รอง ผบก.ทท.,พ.ต.อ.อรรณพ รัตนอุบล ผกก.6 บก.ทท.พ.ต.ท.วิวัฒน์ บุญชัยศรี, พ.ต.ท.พุฒิเดช บุญกระพือ รอง ผกก.6 บก.ทท. ร่วมกัน แถลงข่าวผลการจับกุมแก๊งค์แท็กซี่ป้ายดำล้วงกระเป๋าผู้โดยสารชาวต่างชาติ

 โดยผู้ต้องหา 2 คนคือ 1.นายสำรวย บุญเปล่ง อายุ 40 ปี อยู่บ้านเลขที่ 585 ถ.รามคำแหง แขวงหัวหมาก เขตบางกะปิ กรุงเทพฯ และ 2. นายวิโรจน์ ทองพันชั่ง อายุ 42 ปี อยู่บ้านเลขที่ 43/24 หมู่ 3 แขวงสีกัน เขตดอนเมือง กรุงเทพ พร้อมของกลางเงินสด 14,000 บาท นอกจากนี้ยังมีทรัพย์สินอื่นเช่น ปากกายี่ห้อคาร์เทียร์ สีทอง ราคา 8,500 บาท 1 ด้ามและรถเก๋งยี่ห้อโตโยต้า สีน้ำเงิน รุ่น แคมรี่ เลขทะเบียน ษจ 5725 จำนวน 1 คัน
 
 พล.ต.ต.อดิศร์ กล่าวว่า เมื่อวันที่ 3 ต.ค.2552 เวลา 00.10 น.เจ้าหน้าที่ตำรวจท่องเที่ยว กก.6 บก.ทท. รับแจ้งจาก นายพอล ลานคาสเตอร์ ( MR.PAUL LANCASTER ) อายุ 51 ปี สัญชาติอังกฤษ ว่า เมื่อเวลาประมาณ 21.00 น.ของวัน (2ต.ค.) ได้เดินทางจากสิงคโปร์โดยเที่ยวบิน SQ 978 ของสายการบินสิงคโปร์ แอร์ไลน์ มาถึงท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ

 โดยขึ้นไปที่ชั้น 4 ประตู 6 ของอาคารผู้โดยสาร เพื่อเรียกรถแท็กซี่ไปโรงแรมย่านถนนสุขุมวิท นายวิโรจน์ฯ เข้ามาชักชวนให้ใช้บริการรถแท็กซี่ป้ายดำ โดยตกลงราคาค่าโดยสารเป็นเงิน 400 บาท
 
 จากนั้นก็พากันไปขึ้นรถเก๋งยี่ห้อโตโยต้า สีน้ำเงิน รุ่น แคมรี่ เลขทะเบียน ษจ 5725 ที่จอดอยู่บริเวณชานชาลา ประตู 7 มีนายสำรวยฯ เป็นคนขับ โดยให้ผู้เสียหายนั่งด้านหน้า นายวิโรจน์ ฯ เป็นคนยกกระเป๋าสัมภาระเก็บไว้ในกระโปรงหลังรถ และนั่งด้านหลังรถคันดังกล่าวไปด้วย

 ต่อมาเมื่อผู้เสียหายเข้าห้องพักแล้วพบว่า ทรัพย์สินที่เก็บไว้ในกระเป๋าสัมภาระสูญหายไป โดยสงสัยว่า ทั้งคู่น่าจะเป็นคนเอาไป จึงมาแจ้งเจ้าหน้าที่ตำรวจท่องเที่ยวประจำท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ เจ้าหน้าที่ตำรวจได้นำรูปถ่ายประวัติบุคคลที่จัดทำไว้ให้ผู้เสียหายดู ซึ่งผู้เสียหายได้ชี้ยืนยันรูปถ่ายนายสำรวยฯและนายวิโรจน์ฯ เจ้าหน้าที่ตำรวจจึงได้ออกติดตามจนพบ และนำตัวมาสอบสวนที่สถานีตำรวจท่องเที่ยว

 จากการสอบสวนนายสำรวยฯ รับสารภาพว่าได้ร่วมกับนายวิโรจน์ฯ ลักทรัพย์ผู้เสียหายจริง และนำทรัพย์สินที่ได้มาแบ่งกัน จากตรวจสอบรถที่ผู้ต้องหาใช้ก่อเหตุ ตรงจุดที่พักแขนกลางเบาะนั่งด้านหลังที่ปิดอยู่เมื่อเปิดลงมาพบว่า มีการเจาะทะลุทำเป็นช่องไปถึงที่เก็บของในกระโปรงท้ายรถ เพื่อสะดวกในการล้วงเอาทรัพย์สินของผู้โดยสาร

 โดยระหว่างทางที่นั่งรถไปนายวิโรจน์ซึ่งนั่งอยู่ด้านหลัง จะแอบเปิดที่พักแขนล้วงเอาทรัพย์สินที่อยู่ในกระเป๋าเมื่อได้ของแล้วจะขอลงจากรถไปก่อน โดยที่ผู้เสียหายยังไม่ทันรู้ตัว ซึ่งคาดว่าผู้ต้องหาทั้งสองน่าจะก่อเหตุในลักษณะเดียวกันนี้มาหลายครั้งแล้ว

 เจ้าหน้าที่ตำรวจจึงได้ทำการจับกุมและแจ้งข้อกล่าวหาว่า “ ร่วมกันลักทรัพย์ผู้อื่นเวลากลางคืน โดยมีและใช้ยานพาหนะเพื่อสะดวกในการกระทำผิดหรือร่วมกันรับของโจร ” นำตัวส่ง พนักงานสอบสวน สภ.ราชาเทวะ เพื่อดำเนินคดีต่อไป