
รวบโจ๋ไต้หวัน “ม้ากดเงิน” 3 วัน 1 ล้านบาท
โจ๋ไต้หวัน วัย 18 ปี เข้าไทยทำหน้าที่ “ม้ากดเงิน” ส่งออกนอกประเทศ นำไปลงทุน “บิทคอยน์”
23 ม.ค. 61 เมื่อเวลา 16.30 น. พล.ต.ต.สุรเชษฐ์ หักพาล รอง ผบช.ทท. , พ.ต.อ.นิธิธร จินตกานนท์ รอง ผบก.สปพ. , พ.ต.อ.อาชยน ไกรทอง รอง ผบก.ทท.1 บช.ทท. , พ.ต.อ.พนัญชัย ชื่นใจธรรม รอง ผบก.ทท.2 บช.ทท. , พ.ต.อ.สถิตย์ พรมอุทัย ผกก.สภ.โคกกลอย , พ.ต.อ.กัมพล รัตนประทีป ผกก.สน.ห้วยขวาง , พ.ต.ท.อาริศ คูประสิทธิรัตน์ รอง ผกก.สายตรวจ , พ.ต.ท.นฤวัต พุทธิวิโร สว.งานสายตรวจ 1 กก.สายตรวจ บก.สปพ. , ร.ต.ท.วิสูตร เต็งเฉี้ยง รอง สว.งานสายตรวจ 1 กก.สายตรวจ บก.สปพ. จับกุม นายเฉิน ฟาน เว่ย อายุ 18 ปี สัญชาติไต้หวัน พร้อมของกลาง สมุดบัญชีธนาคาร จำนวน 18 เล่ม บัตรเอทีเอ็ม จำนวน 26 ใบ เงินสด 11,100 บาท สลิปกดเงินตามตู้กดเงินสดต่างๆ และเสื้อผ้า กระเป๋า รองเท้า ที่ใช้ในการก่อเหตุ โดยจับกุมได้ที่บริเวณตู้เอทีเอ็มชั้นล่างของโรงแรมแห่งหนึ่ง แขวงและเขตห้วยขวาง
พล.ต.ต.สุรเชษฐ์ กล่าวว่า สืบเนื่องจากนโยบายของ พล.อ.ประยุทธ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี และ พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรี ที่เน้นย้ำนโยบายการปราบปรามอาชญากรรมข้ามชาติที่แฝงมาในคราบนักท่องเที่ยว สร้างความเสียหายให้พี่น้องประชาชน โดยสำนักงานตำรวจแห่งชาติ ได้จัดตั้งศูนย์ป้องกันและปราบปรามการฉ้อโกงประชาชนผ่านระบบโทรศัพท์และสื่ออิเล็กทรอนิกส์สำนักงานตำรวจแห่งชาติ “ศป.ฉปทน.ตร.” ตามคำสั่ง ตร.ที่ 733/2560 ให้รับผิดชอบในคดีความผิด ฐานฉ้อโกงประชาชนโดยแสดงตนเป็นผู้อื่นและมีส่วนร่วมในองค์กรอาชญากรรมข้ามชาติ และเพื่อดำเนินการปราบปรามกลุ่มผู้กระทำผิดที่มีพฤติการณ์ร่วมกันฉ้อโกงประชาชนโดยแสดงตนเป็นผู้อื่น หรือคอลเซ็นเตอร์
กระทั่งชุด “ศป.ฉปทน.ตร.” ได้รับการประสานจากตำรวจ สภ.คลองด่าน และ สภ.บางพลี ว่า มีผู้เสียหายถูกแก๊งคอลเซ็นเตอร์ หลอกให้โอนเงินจำนวนกว่า 1 ล้านบาท จึงได้ทำการสืบสวนจนทราบว่าบัญชีที่ผู้เสียหายโอนเงินมีความเคลื่อนไหวย่านห้วยขวาง สุทธิสาร จึงได้ทำการแกะรอยกระทั่งพบ นายเฉิน ฟาน เว่ย ซึ่งมีพฤติกรรมต้องสงสัย กำลังกดเงินอยู่ที่ตู้เอทีเอ็มด้านล่างของโรงแรมดังกล่าว จึงได้แสดงตัวเข้าตรวจค้น ก็พบว่าเป็นผู้ก่อเหตุจริง ก่อนนำตัวไปตรวจค้นยังห้องพัก
จากการตรวจค้นเจ้าหน้าที่พบของกลางจำนวนมาก อาทิ สมุดบัญชี บัตรเอทีเอ็ม และสลิปกดเงินตามตู้กดเงินสดต่างๆ และเสื้อผ้า กระเป๋า รองเท้า ที่ใช้ในการก่อเหตุ เบื้องต้น จากการตรวจสอบพบว่าผู้ต้องหารายนี้ได้เดินทางเข้ามาที่ประเทศไทยเมื่อวันที่ 20 ม.ค. ที่ผ่านมา โดยเข้ามาทำหน้าที่เป็น "ม้ากดเงิน" ซึ่งเงินที่ได้ก็จะนำส่งออกไปนอกประเทศ ก่อนที่จะนำไปลงทุนในรูปแบบของบิทคอยน์ ทั้งนี้ ในเวลา 3 วัน ได้มีการกดเงินไปแล้วกว่า 1 ล้านบาท อย่างไรก็ตาม ฝากประชาสัมพันธ์ไปยังพี่น้องประชาชนว่า ตอนนี้ขบวนการคอลเซ็นเตอร์ได้เปลี่ยนรูปแบบใหม่ แต่เดิมมีการโทรศัพท์หาเหยื่อโดยตรง แต่ตอนนี้มีการใช้แอปพลิเคชันไลน์ในการติดต่อแสดงตัวเป็นคนอื่น ก่อนออกอุบายทำหมายจับปลอมส่งให้เหยื่อให้กลัวว่ามีพฤติกรรมเกี่ยวกับการกระทำความผิด เพื่อให้เหยื่อโอนเงิน ซึ่งในส่วนนี้ต้องพึงระวังอย่าตกเป็นเหยื่อในการโอนเงิน
อย่างไรก็ตาม ในวันพรุ่งนี้ (24 ม.ค.) ทางศูนย์ป้องกันและปราบปรามการฉ้อโกงประชาชนผ่านระบบโทรศัพท์และสื่ออิเล็กทรอนิกส์สำนักงานตำรวจแห่งชาติ “ศป.ฉปทน.ตร.” พร้อมด้วย สำนักงาน ปปง. จะเรียกผู้บริหารบิทคอยน์มาประชุมหาแนวทางในการป้องกันและตรวจสอบที่มาของเงิน รวมถึงแนวทางในการยึดอายัดบัญชีบิทคอยน์ที่เกี่ยวข้องกับการกระทำความผิดเพื่อนำเงินไปเยียวยาผู้เสียหายต่อไป
เบื้องต้น เจ้าหน้าที่ได้แจ้งข้อหา มีและใช้บัตรอิเล็กทรอนิกส์ของผู้อื่นโดยไม่ได้รับอนุญาต ก่อนนำตัวส่งพนักงานสอบสวน สน.สุทธิสาร ดำเนินคดีตามกฎหมาย พร้อมประสานไปยังสำนักงานตรวจคนเข้าเมืองให้ดำเนินการเพิกถอนวีซ่า และขึ้นบัญชีแบล็คลิสต์ต่อไป



