ข่าว

มะกันถกอิหร่านครั้งแรกในรอบ30ปี

มะกันถกอิหร่านครั้งแรกในรอบ30ปี

03 ต.ค. 2552

เจนีวา-เจ้าหน้าที่ระดับสูงมะกัน-อิหร่านจับเข่าคุยกันครั้งแรกในรอบ 3 ทศวรรษ

 สหรัฐ และอิหร่านจัดการเจรจาระดับสูงขึ้นเป็นครั้งแรกในรอบ 3 ทศวรรษ เมื่อวันพฤหัสบดี (1 ต.ค.) ตามความต้องการของประธานาธิบดีบารัก โอบามา ที่หันไปฟื้นความสัมพันธ์กับประเทศที่เคยเป็นไม้เบื่อไม้เมากับสหรัฐมายาวนานหลายประเทศแล้วนับตั้งแต่ขึ้นดำรงตำแหน่ง ไม่ว่าจะเป็นเกาหลีเหนือ พม่า คิวบา และตามมาด้วยอิหร่าน

 การเจรจาระหว่างนายวิลเลียม เบิร์นส์ เจ้าหน้าที่ระดับสูงของทางการสหรัฐ และนายซาเอ็ด จาลิลี ผู้แทนเจรจาระดับสูงของรัฐบาลเตหะราน มีขึ้นนอกรอบการเจรจาเรื่องโครงการนิวเคลียร์ของอิหร่านกับ 6 ชาติมหาอำนาจที่นครเจนีวา ประเทศสวิตเซอร์แลนด์ ซึ่งเจ้าหน้าที่สหรัฐเผยว่าการพูดคุยนาน 45 นาทีเน้นหนักเรื่องนิวเคลียร์แต่ก็ครอบคลุมถึงประเด็นอื่นๆ รวมถึงประเด็นด้านสิทธิมนุษยชนด้วย ทั้งยังบอกว่าเป็นการเจรจาที่จริงใจ และตรงไปตรงมามาก

 "ทุกอย่างดูเหมือนการเจรจาทางการทูต แต่เป็นการเจรจาที่ค่อนข้างตรงไปตรงมาในประเด็นต่างๆ ที่หลากหลาย" เจ้าหน้าที่ระดับสูงของทางการสหรัฐกล่าว

 ทางด้านกระทรวงการต่างประเทศสหรัฐได้ออกแถลงการณ์ว่า ระหว่างการเจรจาทวิภาคี นายเบิร์นสได้ย้ำว่านานาประเทศเป็นห่วงเรื่องโครงการนิวเคลียร์ของอิหร่าน และพูดถึงความจำเป็นที่รัฐบาลเตหะรานจะต้องดำเนินมาตรการที่ใช้ได้ผลจริง และเป็นรูปธรรมซึ่งสอดคล้องกับพันธกรณีที่มีกับนานาชาติ การกระทำดังกล่าวจะช่วยสร้างความเชื่อมั่นให้แก่นานาชาติต่อโครงการนิวเคลียร์อย่างสันติของอิหร่านได้

 การเจรจาทวิภาคีครั้งนี้ยังเกิดขึ้นเพียงวันเดียวหลังจากที่สหรัฐอนุญาตให้รัฐมนตรีต่างประเทศของอิหร่านแวะกรุงวอชิงตัน ดีซี ซึ่งถือว่าเป็นการเยือนสหรัฐครั้งแรกของผู้นำระดับสูงด้านการทูตของอิหร่านในรอบ 10 ปี
 อย่างไรก็ตาม ยังเร็วไปที่จะบอกว่าความพยายามที่จะกลับไปคืนดีกับอิหร่านของประธานาธิบดีโอบามาในครั้งนี้จะนำไปสู่ผลลัพธ์ที่รัฐบาลวอชิงตัน และรัฐบาลชาติตะวันตกต้องการ นั่นคือ ให้รัฐบาลเตหะรานยกเลิกโครงการแปรรูปยูเรเนียมหรือไม่
 ด้านประธานาธิบดีโอบามาได้กล่าวถึงการเจรจาระหว่าง 6 ชาติกับอิหร่าน รวมถึงการเจรจาทวิภาคีของสหรัฐกับอิหร่านว่า เป็นการเริ่มต้นที่สร้างสรรค์ แต่ต้องตามมาด้วยการดำเนินการอย่างสร้างสรรค์ของรัฐบาลอิหร่านด้วย ทั้งยังเตือนด้วยว่า รัฐบาลสหรัฐพร้อมที่จะเพิ่มแรงกดดันหากรัฐบาลเตหะรานใช้กลยุทธ์ถ่วงเวลาออกไป
 ทั้งนี้ ในการเจรจากับ 6 ชาติมหาอำนาจซึ่งประกอบด้วยสหรัฐ รัสเซีย อังกฤษ จีน ฝรั่งเศส และเยอรมนีนั้น นั้น รัฐบาลอิหร่านได้ยอมให้สำนักงานพลังงานปรมาณูระหว่างประเทศ (ไอเออีเอ) เข้าไปตรวจสอบโรงงานนิวเคลียร์แห่งใหม่ที่อิหร่านเพิ่งจะเปิด ทั้งยังยอมจัดการเจรจาขึ้นอีกครั้งในเดือนหน้าด้วย
 สหรัฐ และอิหร่านตัดความสัมพันธ์ทางการทูตกันภายหลังจากที่เกิดการปฏิวัติอิสลามขึ้นในอิหร่านเมื่อปี 2522