ข่าว

แก้รัฐธรรมนูญ...

แก้รัฐธรรมนูญ...

03 ต.ค. 2552

ความพยายามที่จะแก้ไขรัฐธรรมนูญปี 2550 ใน 6 ประเด็นของนักการเมือง ซึ่งอ้างว่าเพื่อความ สมานฉันท์เพราะคนในชาติเกิดแตกแยกด้วยรัฐธรรมนูญเป็นเหตุนั้น ถ้าไล่เรียงตามลำดับก็มีดังนี้ครับ

ประเด็น 1 แก้มาตรา 93-98 ว่าด้วยการแบ่งเขตเลือกตั้ง ส.ส. และระบบ ส.ส.สัดส่วนที่เป็นแบบเขตใหญ่และมีระบบบัญชีรายชื่อถึง 8 บัญชี ให้กลับไปเป็นแบบเดิม คือ ใช้เขตเดียวคนเดียว และมีบัญชีเดียว

 ประเด็นนี้เห็นได้ชัดว่าเป็นเรื่องของ ส.ส.ของนักการเมือง และของพรรคการเมืองโดยเฉพาะ ที่เห็นว่ายุ่งยากและจะต้องเหนื่อยยากในการหาเสียง ในขณะที่รัฐธรรมนูญก็พยายามจะป้องกันการซื้อสิทธิ ขายเสียงมิให้เกิดขึ้นง่ายในเขตที่เล็กเกินไป ข้อนี้นักการเมืองมีปัญหากับรัฐธรรมนูญโดยตรงไม่เห็นว่าจะข้องเกี่ยวกับประชาชนที่ตรงไหน

 ประเด็น 2 แก้มาตรา 111-121 ว่าด้วยสมาชิกวุฒิสภาที่มีทั้งการเลือกตั้ง การสรรหาให้กลับไปเป็นแบบเดิมคือเลือกตั้งทั้งหมด ในขณะที่รัฐธรรมนูญมีบทเรียนเห็นว่า น่าจะมีการถ่วงดุลเอาไว้บ้าง ไม่อย่างนั้น วุฒิสภาก็จะกลับไปเป็นแบบ “สภาผัวเมีย” อีก

 ข้อนี้ก็ไม่เห็นว่าประชาชนโดยทั่วไปจะเสียสิทธิประโยชน์เดือดร้อนถึงขนาดที่จะต้องออกมาก่อความแตกแยกอย่างที่ว่ากันที่ตรงไหนเลย

 ประเด็น 3 แก้มาตรา 190 เรื่องทำสนธิสัญญาระหว่างประเทศที่รัฐธรรมนูญได้กำหนดไว้ว่า จะต้องได้รับการเห็นชอบจากรัฐสภาก่อนเพื่อป้องกันฝ่ายบริหารแอบไปทำอะไรที่ประชาชนไม่รู้ และอาจทำให้เสียประโยชน์ ยิ่งข้อนี้ประชาชนมีแต่ได้ประโยชน์ จึงไม่มีเหตุผลอันใดที่จะขัดแย้งกับรัฐธรรมนูญ

 ประเด็น 4 แก้มาตรา 237 ว่าด้วยเรื่องยุบพรรคการเมืองและถอนสิทธิทางการเมืองที่รัฐธรรมนูญ เขียนไว้ ก็เพื่อให้การเลือกตั้งเป็นไปโดยสุจริตและเที่ยงธรรม จึงได้กำหนดไว้ให้ผู้บริหารพรรคการเมืองต้องมีความรับผิดชอบร่วมกับลูกพรรค เพราะเท่าที่แล้วมาก็ปรากฏว่า ผู้บริหารพรรคกระทำผิดเองเสียด้วยซ้ำ

 ข้อนี้ประชาชนผู้รักประชาธิปไตยไม่ว่าจะกลุ่มไหน จะเสียดายพรรคการเมืองหรือว่านักการเมืองที่กระทำความผิดถึงขนาดที่จะต้องลุกออกมาสร้างความแตกแยกนั้น มองอย่างไรก็ไม่มีเหตุผลอีกว่า จะทุกข์ร้อนแทนนักการเมืองหรือว่าพรรคการเมืองได้ถึงขนาดนั้น

 ประเด็น 5 กับประเด็น 6 แก้มาตรา 265 กับ 266 เรื่องนี้รัฐธรรมนูญได้เขียนเอาไว้ชัดในประเด็น เดียวกันคือ ห้ามทั้ง ส.ส.และส.ว.เข้าไปก้าวก่ายแทรกแซงเจ้าหน้าที่ของรัฐ นับตั้งแต่ระดับชาติลงไปจนถึงท้องถิ่น ก็เพื่อมิให้เกิดการกระทำที่ขัดกันอันเรียกว่า ผลประโยชน์ทับซ้อน

 ข้อนี้ถ้าแก้ ต่อไปนี้เจ้าหน้าที่อาจไม่เพียงแค่ยกมือไหว้ แต่อาจกลายเป็นข้าทาสของนักการเมืองขี้ฉ้อไปได้โดยปริยาย

 สรุปแล้ว มองเห็นได้ว่า การแก้ไขรัฐธรรมนูญทั้ง 6 ประเด็นนี้น่าจะเป็นความสมานฉันท์ของนักการเมืองและพรรคการเมืองมากกว่า ประชาชนแทบจะไม่เกี่ยวเลย