
ในหลวงห่วงภัยพิบัติโลกส่งพระราชสาสน์เสียใจ
"กิสนา" เคลื่อนตัวออกจากไทยเข้าสู่พม่า ทำให้ภาคเหนือตอนล่าง ภาคกลาง และภาคใต้ตอนบนยังคงมีฝนหนาแน่น ตกหนักในบางพื้นที่ หลังจากถล่มโรงไฟฟ้าห้วยเฮาะ ส.ป.ป.ลาว ต้องหยุดผลิต 1 เดือน กระทบไทยเล็กน้อย ขณะที่หลายพื้นที่ในภาคอีสานอ่วมจมบาดาล บุรีรัมย์ประกาศพื้นที
เมื่อวันที่ 2 ตุลาคม พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ มีพระราชสาสน์แสดงความเสียพระราชหฤทัยไปยังพระประมุขและประมุขของประเทศต่างๆ กรณีเกิดภัยพิบัติ ดังนี้
ประธานาธิบดีแห่งสาธารณรัฐฟิลิปปินส์ กรณีเกิดพายุไต้ฝุ่นกิสนา ประธานาธิบดีแห่งสาธารณรัฐเวียดนาม กรณีเกิดพายุไต้ฝุ่นกิสนา ประธานาธิบดีแห่งสาธารณรัฐอินโดนีเซีย กรณีเหตุการณ์แผ่นดินไหว สมเด็จพระราชาธิบดีแห่งตองกา กรณีเหตุการณ์แผ่นดินไหวและคลื่นสึนามิในบริเวณหมู่เกาะแปซิฟิก ประมุขแห่งเอกรัฐซามัว กรณีเหตุการณ์แผ่นดินไหวและคลื่นสึนามิในบริเวณหมู่เกาะแปซิฟิก และประธานาธิบดีแห่งสหรัฐอเมริกา กรณีเหตุการณ์แผ่นดินไหวและคลื่นสึนามิในบริเวณหมู่เกาะแปซิฟิก
"กิสนา"เคลื่อนตัวเข้าพม่า
พายุดีเปรสชัน "กิสนา" ได้เคลื่อนตัวออกจากประเทศไทยแล้ว โดยเมื่อเวลา 12.00 น. วันที่ 2 ตุลาคม กรมอุตุนิยมวิทยาแจ้งว่า หย่อมความกดอากาศต่ำเคลื่อนตัวเข้าสู่ประเทศพม่าแล้ว ลักษณะเช่นนี้ทำให้ภาคเหนือตอนล่าง ภาคกลาง และภาคใต้ตอนบน ยังคงมีฝนหนาแน่น โดยมีฝนตกหนักในบางพื้นที่ ส่วนภาคอื่นๆ มีฝนลดลง ทะเลอันดามันและอ่าวไทยยังคงมีคลื่นสูง 2-3 เมตร ขอให้ชาวเรือในบริเวณดังกล่าวควรเพิ่มความระมัดระวังในการเดินเรือ เรือเล็กควรงดออกจากฝั่งในระยะนี้ไว้ด้วย
ส่วนผู้ที่จะเดินทางไปประเทศฟิลิปปินส์ ควรตรวจสอบสภาพอากาศก่อนออกเดินทางด้วย เนื่องจากมีพายุไต้ฝุ่น “ป้าหม่า" (Parma) อยู่ใกล้บริเวณดังกล่าว
มูลนิธิเพื่อนพึ่ง (ภาฯ) มอบถุงพระราชทาน
เมื่อวันที่ 2 ตุลาคม ที่ อบต.นาโพธิ์กลาง อ.โขงเจียม จ.อุบลราชธานี นายอภัย จันทนจุลกะ รองประธานมูลนิธิอาสาเพื่อนพึ่ง (ภาฯ) ยามยาก สภากาชาดไทย เป็นผู้แทนพระองค์มอบถุงพระราชทานแก่ราษฎร ซึ่งได้รับผลกระทบจากพายุโซนร้อนกิสนาจำนวน 400 ถุงและถวายแด่พระภิกษุสงฆ์ 10 ถุง
หลังจากนั้นได้เดินทางไปมอบถุงยังชีพพระราชทานแก่ราษฎรผู้ประสบภัยน้ำท่วมที่ อ.ท่าตูม จ.สุรินทร์
ลพบุรีอ่วมน้ำท่วม 4 หมู่บ้าน
จากอิทธิพลของพายุกิสนาที่อ่อนกำลังลงเป็นพายุดีเปรสชัน ส่งผลให้มีฝนตกติดต่อกันตลอดทั้งวันทั้งคืนในช่วง 2 วันที่ผ่านมา โดยเฉพาะในพื้นที่ อ.โคกสำโรง จ.ลพบุรี ทำให้น้ำเกิดป่าจากเทือกเขาจระเข้ และเทือกเขาตะเพรา ไหลทะลักเข้าท่วมบ้านเรือนประชาชนใน 4 หมู่บ้าน ในเขต อ.โคกสำโรง ระดับน้ำท่วมสูงกว่า 1 เมตร
นอกจากนี้ น้ำบางส่วนไหลเข้าท่วมถนนพหลโยธิน ทางหลวงหมายเลข 1 ทำให้การจราจรเป็นไปด้วยความยากลำบาก ประชาชนต้องช่วยกันขนย้ายสิ่งของและสัตว์เลี้ยงไปอยู่บนที่สูง พร้อมเคลื่อนย้ายรถยนต์ส่วนตัวไปจอดบนถนนสูง
ขณะที่โรงเรียน 3 แห่ง ซึ่งนักเรียนอยู่ระหว่างการสอบกลางภาค ต้องประกาศหยุดการเรียนการสอน และปล่อยให้นักเรียนกลับบ้าน เนื่องจากระดับน้ำท่วมสูงถึงห้องเรียน และเพิ่มระดับขึ้นอย่างรวดเร็ว โดยมีบ้านเรือนประชาชนใน 4 หมู่บ้านได้รับความเดือดร้อนกว่า 1,2O0 หลังคาเรือน พืชผลทางการเกษตรเสียหายเป็นบริเวณกว้าง ขณะที่นาข้าวกว่า 3,000 ไร่ จมอยู่ใต้น้ำ ล่าสุดจังหวัดได้ประกาศให้พื้นที่ อ.โคกสำโรง เป็นพื้นที่ประสบภัยพิบัติด้านอุทกภัย
แม่น้ำมูลเพิ่มปริมาณสูงขึ้นเรื่อยๆ
ศูนย์ป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยจังหวัดอุบลราชธานี สรุปสถานการณ์อุทกภัยในพื้นที่ว่า มีราษฎรได้รับความเดือดร้อน 140 ตำบล 2 เทศบาล 1,038 หมู่บ้าน/ชุมชน 42,830 ครัวเรือน 177,940 คน ราษฎรอพยพจำนวน 138 ครัวเรือน 470 คน ความเสียหายเบื้องต้น บ้านเรือนเสียหายบางส่วน 100 หลัง โรงเรียน 1 แห่ง ถนน 267 สาย สะพาน 11 แห่ง ท่อระบายน้ำ 63 แห่ง ฝาย 6 แห่ง บ่อปลา 36 บ่อ พื้นที่การเกษตร 23,617 ไร่ ผลกระทบและการให้ความช่วยเหลือด้านปศุสัตว์ จำนวนสัตว์ที่ได้รับผลกระทบ 12,351 ตัว การให้ความช่วยเหลือจำนวน 3,091 ตัว
ขณะที่สำนักชลประทานที่ 7 อุบลราชธานี ประเมินสถานการณ์น้ำท่วมในพื้นที่ จ.อุบลราชธานี ว่า ระดับน้ำในแม่น้ำมูลจะเพิ่มสูงขึ้นต่อไปอีก 3-4 วัน คาดว่าจะสูงขึ้นอีกประมาณ 80 ซม. เนื่องจากปริมาณน้ำจากลำน้ำสาขาที่ไหลมาจาก จ.สุรินทร์ ศรีสะเกษ และยโสธร จะไหลมารวมกันที่ จ.อุบลราชธานี ทำให้ระดับน้ำในแม่น้ำมูลยังคงเพิ่มสูงขึ้น
กิสนาถล่มโรงไฟฟ้าห้วยเฮาะ
จากอิทธิพลของพายุกิสนาได้ส่งผลกระทบเป็นวงกว้าง ล่าสุดเกิดน้ำท่วมโรงไฟฟ้าห้วยเฮาะ สาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาว ซึ่ง กฟผ.ได้เซ็นสัญญาซื้อกระแสไฟฟ้าจากโรงไฟฟ้าห้วยเฮาะจากลาว เมื่อปี 2540 กำลังผลิต 140 เมกะวัตต์ แต่ภายหลังจากโรงไฟฟ้าห้วยเฮาะถูกน้ำท่วม และหยุดผลิตกระแสไฟฟ้าเมื่อวันที่ 30 กันยายน และต้องซ่อมแซม กว่าจะเปิดเดินเครื่องได้ต้องใช้เวลาประมาณ 1 เดือน จึงส่งผลกระทบต่อกระแสไฟฟ้าในภาคอีสาน จากการตรวจสอบไปยัง อ.สิรินธร จ.อุบลราชธานี พบว่าไฟดับในช่วงกลางดึกประมาณ 10 นาที
นายวสันต์ แสงสุวรรณ ผู้ช่วยผู้อำนวยการฝ่ายปฏิบัติการภาคตะวันออกเฉียงเหนือ กล่าวว่า จากอิทธิพลพายุกิสนาทำให้โรงไฟฟ้าห้วยเฮาะถูกน้ำท่วม ไม่สามารถส่งกระแสไฟฟ้ามายังไทยได้ ขณะนี้ยังไม่ส่งผลกระทบต่อประชาชนในเขตพื้นที่ 6 จังหวัดภาคอีสานตอนล่างมากนัก ทุกอย่างยังคงปกติ เพราะเรายังมีสายส่งจาก จ.ยโสธร มาช่วย หากสภาพปัจจุบันอยู่ในระดับนี้ได้ปริมาณไฟฟ้าก็จะเพียงพอ แต่หากสายส่งเส้นนี้ถูกฟ้าผ่าไปก็อาจจะส่งผลกระทบอย่างแน่นอน
น้ำท่วมพะโต๊ะ-อ.เมืองชุมพร
สำนักงานป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยจังหวัดชุมพร รายงานว่า หลังจากเกิดฝนตกติดต่อกันตั้งแต่วันที่ 30 กันยายน-2 ตุลาคม ทำให้หลายพื้นที่ใน จ.ชุมพร ได้รับผลกระทบ โดยเฉพาะที่ อ.เมือง น้ำล้นคลองชุมพรไหลเข้าท่วมพื้นที่หมู่ 4 บ้านบางเป้ง ต.ตากแดด และพื้นที่หมู่ 5 และหมู่ 6 ต.ขุนกระทิง มีบ้านเรือนราษฎรริมแม่น้ำชุมพรได้รับผลกระทบ ขณะที่ อ.พะโต๊ะ มีฝนที่ตกติดต่อกัน 2 วัน ทำให้น้ำป่าไหลหลากเข้าท่วมพื้นที่หมู่ 7 บ้านตะแบกงาม ต.ปากทรง มีบ้านเรือนในซอยควนสามัคคีได้รับผลกระทบจากอุทกภัย นอกจากนั้นคอสะพานและถนนในหมู่บ้านขาด 4 จุด ราษฎรไม่สามารถสัญจรเข้าออกได้
น้ำไหลบ่ากลืนสาวชุมพร
เมื่อเวลา 12.30 น. วันที่ 2 ตุลาคม ร.ต.อ.สมภพ เชื้อทอง สภ.เมืองชุมพร สาขาย่อยสี่แยกปฐมพร รับแจ้งว่าเกิดเหตุคนขี่รถจักรยานยนต์ตกลงไปในฝายน้ำล้น พื้นที่บ้านเสียบญวน หมู่ 8 ต.วังใหม่ อ.เมือง จ.ชุมพร
ในที่เกิดเหตุเจ้าหน้าที่ใช้เวลา 4 ชั่วโมง ในการค้นหา จึงพบศพผู้เสียชีวิตจมอยู่ในน้ำ ห่างจากจุดที่เกิดเหตุประมาณ 100 เมตร ทราบชื่อต่อมาคือ น.ส.ลลิตา วิทยา อายุ 20 ปี อยู่บ้านเลขที่ 203 หมู่ 8 ต.วังใหม่ อ.เมือง จ.ชุมพร สอบสวนทราบว่า ขณะมีฝนตกอย่างหนัก น.ส.ลลิตาขี่รถจักรยานยนต์ฝ่าสายฝนข้ามฝายกั้นน้ำดังกล่าว แต่ถูกกระแสน้ำป่าที่ไหลบ่าผ่านจุดเกิดเหตุพัด น.ส.ลลิตาพร้อมรถจักรยานยนต์ตกลงไปในน้ำ แม้ น.ส.ลลิตาพยายามร้องขอความช่วยเหลือ แต่ไม่มีใครสามารถลงไปช่วยเหลือได้ เนื่องจากน้ำไหลเชี่ยวกรากมาก
ระนองเตรียมอพยพชาวบ้าน
นายวันชาติ วงษ์ชัยชนะ ผู้ว่าฯ ระนอง กล่าวว่า จากที่เกิดฝนตกหนักอย่างต่อเนื่อง 4-5 วันที่ผ่านมา อันเป็นผลมาจากความกดอากาศต่ำพาดผ่านทะเลอันดามัน และอิทธิพลของพายุนากิส ทำให้เกิดน้ำป่าไหลทะลักจากเทือกเขาภูเก็ตไหล่บ่าเข้าท่วมตัวเมืองระนอง ส่งผลให้ถนนหลายเส้นทางรถเล็กไม่สามารถผ่านสัญจรไปมาได้ ทำให้เกิดความโกลาหลพอสมควร
"ขณะนี้ได้ประสานไปยังสำนักงานป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยให้เตรียมอพยพชาวบ้านในชุมชนชายฝั่งที่อยู่ในพื้นที่เสี่ยงออกจากพื้นที่มายังสถานที่ที่ปลอดภัย พร้อมกับเร่งระดมหน่วยงานที่เกี่ยวข้องออกให้ความช่วยเหลือในพื้นที่เกิดเหตุอย่างเร่งด่วนแล้ว" ผู้ว่าฯ ระนอง กล่าว
สตูลแผ่นดินยุบห้ามเข้า
เมื่อเวลา 12.00 น. วันเดียวกัน นายสุเมธ ชัยเลิศวณิชกุล ผู้ว่าฯ สตูล พร้อมเจ้าหน้าที่ป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยจังหวัด และฝ่ายปกครองอำเภอละงู เข้าตรวจสอบพื้นที่สวนยางพาราของชาวบ้านหนองยูง หมู่ 8 ต.น้ำผุด อ.ละงู หลังเกิดปัญหาดินยุบตัวลึก 7 เมตร กว้าง 6 เมตร เมื่อวันที่ 30 กันยายน ที่ผ่านมา ช่วงฝนตกต่อเนื่อง และพบว่าดินยุบตัวกว้างกว่าเดิมเป็น 7 เมตร เจ้าหน้าที่นำเชือกมากั้นรอบพื้นที่ไม่ให้ประชาชนเข้าใกล้ เพื่อป้องกันอันตราย
เบื้องต้นคาดว่าอาจมีโพรงทางน้ำไหลอยู่ใต้ดิน เมื่อฝนตกหนักทำให้ดินชุ่มน้ำและรับน้ำหนักไม่ไหวจึงยุบลงไป แต่ตอนนี้เจ้าหน้าที่ขอความร่วมมือชาวบ้านอย่าเพิ่งนำน้ำไปบริโภค เพราะอาจมีสิ่งปนเปื้อน ต้องรอผู้เชี่ยวชาญจากทรัพยากรธรณีมาตรวจสอบหาสาเหตุและเก็บตัวอย่างน้ำไปพิสูจน์อย่างละเอียดก่อน
เรือประมงอับปางลูกเรือหาย 13
ผู้สื่อข่าวประจำ จ.ปัตตานี ได้รับแจ้งว่า มีเรือประมงชื่อ เรือพรพิษณุ 91 (ศิริโชคชัย 2) มีลูกเรือทั้งหมด 26 คน ถูกกระแสลมมรสุมและคลื่นพัดอย่างรุนแรง โดยคลื่นสูงประมาณ 5 เมตร ทำให้เรืออับปาง เหตุเกิดบริเวณกลางทะเล ละติจูดที่ 6 ลองจิจูดที่ 103 หน้าน่านน้ำประเทศมาเลเซีย
จากการตรวจสอบทราบว่า เรือประมงไทยประดิษฐ์ 111 ซึ่งอยู่บริเวณใกล้เคียงได้เข้าช่วยเหลือ และสามารถช่วยลูกเรือในเรือลำดังกล่าวไว้ได้ 13 คน ส่วนที่เหลืออีก 13 คน ยังไม่ทราบชะตากรรม สมาคมประมงปัตตานีได้ประสานไปยังหน่วยงานที่เกี่ยวข้องทั้งไทยและมาเลเซียเพื่อดำเนินการเข้าช่วยเหลือแล้ว
ชาวพังงาตื่นน้ำขึ้นสูงผิดปกติ
เมื่อวันที่ 2 ตุลาคม ชาวบ้านในพื้นที่ชายทะเลของ จ.พังงา ต่างพากันตื่นตระหนกตกใจ เพราะเกรงว่าจะเกิดสึนามิ เนื่องจากระดับน้ำในทะเลขึ้นสูงผิดปกติ
นายเจษฎา วัฒนานุรักษ์ ป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยจังหวัดพังงา กล่าวว่า จากการตรวจสอบไปที่ศูนย์เตือนภัยพิบัติแห่งชาติไม่พบว่ามีสิ่งใดผิดปกติเกี่ยวกับการจะเกิดคลื่นยักษ์สึนามิ แต่อาจเป็นเพราะว่ามีน้ำทะเลหนุนขึ้นสูงผิดปกติจึงทำให้ชาวบ้านแตกตื่น
นายเสถียร เพ็ชรเกลี้ยง กำนันตำบลบางม่วง ซึ่งมีบ้านอยู่ในพื้นที่บ้านน้ำเค็ม กล่าวว่า ขณะประชุมอยู่ที่อำเภอตะกั่วป่า มีชาวบ้านโทรศัพท์มาบอกว่ามีชาวบ้านในพื้นที่ชายทะเลหนีภัยกันออกมาจากบ้านน้ำเค็ม เพราะเห็นน้ำขึ้นสูงผิดปกติ จึงประสานไปยังพื้นที่ว่าไม่ต้องตกใจ เป็นภาวะปกติของน้ำทะเลที่ในหนึ่งปีจะขึ้นสูงอยู่ครั้งหนึ่ง
ฝนกระหน่ำโคราชสนามกีฬาจมน้ำ
ภายหลังจากเกิดฝนตกหนักในพื้นที่ จ.นครราชสีมา เนื่องจากอิทธิพลของพายุกิสนาอย่างต่อเนื่องตั้งแต่วันที่ 30 กันยายน-2 ตุลาคม ส่งผลให้เกิดน้ำท่วมขังหลายหมู่บ้านภายในพื้นที่ ต.หนองบัวศาลา อ.เมือง จ.นครราชสีมา ซึ่งมีหมู่บ้านที่ถูกน้ำท่วม 5 หมู่บ้าน คือ บ้านหนองปลิงหมู่ 3 บ้านหนองตะลุมปุ๊กเก่า หมู่ 2 บ้านหนองตะลุมปุ๊กใหม่ หมู่ 10 บ้านหนองบัวศาลา หมู่ 4 และบ้านหนองตาคง หมู่ 8 ประชาชนได้รับความเดือดร้อนกว่า 400 หลังคาเรือน โดยเฉพาะที่หมู่บ้านหนองตะลุมปุ๊ก หมู่ 10 ถนนทางเข้าออกหมู่บ้านทั้ง 5 หมู่บ้านถูกน้ำท่วมขังสูงกว่า 40-60 ซม. ทำให้การสัญจรผ่านเข้าออกหมู่บ้านเป็นไปด้วยความยากลำบาก
พื้นที่การเกษตร ไร่มันสำปะหลัง นาข้าว และบ่อปลากว่า 100 ไร่ ในพื้นที่ 5 หมู่บ้านถูกน้ำท่วมเสียหายทั้งหมด
นอกจากนี้ ระดับน้ำที่เอ่อเข้าท่วมพื้นที่ยังไหลเข้าไปรวมอยู่ภายในบ่อเก็บน้ำในพื้นที่ ต.หนองศาลา จนเต็มหมด และเริ่มเอ่อเข้าท่วมบ้านเรือนราษฎรที่อยู่ข้างเคียง
ขณะที่ บริเวณสนามกีฬาเฉลิมพระเกียรติ 80 พรรษา 5 ธันวาคม 2550 ซึ่งเป็นสนามแข่งกันกีฬาซีเกมส์ ครั้งที่ 24 ต.สุรนารี อ.เมือง น้ำไหลเข้าท่วมสนามเทนนิสทั้ง 9 สนาม รวมทั้งสนามฟุตบอล สนามฟุซอล และลู่วิ่ง ไม่สามารถใช้งานได้ โดยระดับน้ำสูงกว่า 30 ซม.
15 อำเภอบุรีรัมย์จมบาดาล
นายพรเชษฐ์ แสงทอง ป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยจังหวัดบุรีรัมย์ กล่าวว่า หลังเกิดหย่อมความกดอากาศต่ำ ตั้งแต่กลางเดือนที่ผ่านมา ประกอบกับพายุกิสนา พัดกระหน่ำลงมาอีกระลอก ส่งผลให้นาข้าวถูกน้ำท่วมเสียหายแล้วกว่า 4,000 ไร่ บ่อกุ้ง บ่อปลา 5 บ่อ ทั้งถนนทางเข้าหมู่บ้านถูกน้ำท่วมขังเสียหาย 139 สาย และฝายกักเก็บน้ำขนาดเล็กในหมู่บ้านอีก 20 ฝาย มูลค่าความเสียหายเบื้องต้น 3.8 ล้านบาท
ล่าสุดทางจังหวัดได้ประกาศให้เป็นพื้นที่ประสบภัยพิบัติกรณีฉุกเฉินจากภาวะน้ำท่วมแล้ว 15 อำเภอ ซึ่งสำนักงานป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยจังหวัด เกษตรจังหวัด และอำเภอทุกอำเภอ ที่ประสบภัยได้ออกสำรวจพื้นที่ที่ได้รับความเสียหายที่แท้จริงอีกครั้ง เพื่อรายงานให้ทางจังหวัดพิจารณาให้ความช่วยเหลือบรรเทาความเดือดร้อนให้แก่ผู้ประสบภัยดังกล่าวต่อไป
น้ำเอ่อท่วม 5 อำเภอกาฬสินธุ์
นายวิทยา มากปาน ป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยจังหวัดกาฬสินธุ์ กล่าวว่า ศูนย์อุตุนิยมวิทยากาฬสินธุ์รายงานสถานการณ์ลำน้ำปาว เมื่อวันที่ 2 ตุลาคม แจ้งว่า ระดับน้ำอยู่ที่ 7.28 ซม. เกินพิกัดจุดกักเก็บที่ 7.10 ซม. และเอ่อท่วมพื้นที่การเกษตรกว่า 2,000 ไร่ ใน 5 อำเภอ คือ อ.เมือง อ.กมลาไสย อ.ร่องคำ อ.ฆ้องชัย และ อ.ยางตลาด ขณะที่ยังคงมีฝนตกต่อเนื่องในพื้นที่ วัดปริมาณมากสุดที่ อ.เขาวง 80 มิลลิเมตร ถือเป็นพื้นที่เสี่ยงการเกิดอุบัติภัยดินโคลนถล่มน้ำป่าไหลหลากได้ เนื่องจากพื้นที่เป็นแนวเขาสลับที่ราบและยังมีบางพื้นที่อยู่ติดแนวเขตเทือกเขาภูพาน ซึ่งได้ประสานให้อำเภอเตรียมรับสถานการณ์ไว้แล้ว
อย่างไรก็ดี จากการสำรวจเขื่อนลำปาวขณะนี้มีปริมาณน้ำไหลเข้าอ่างเก็บน้ำมากถึง 23 ล้าน ลบ.ม. แต่สถานการณ์น้ำในเขื่อนยังไม่น่าห่วง สามารถรับน้ำได้อีกมาก เพราะขณะนี้ระดับน้ำเก็บกักอยู่ที่ 1,298 ล้าน ลบ.ม. จากความจุ 1,430 ล้าน ลบ.ม. และเพื่อความไม่ประมาททุกหน่วยงานที่เกี่ยวข้องได้ติดตามสถานการณ์น้ำอย่างใกล้ชิด เพื่อให้การช่วยเหลือตลอด 24 ชั่วโมง
ตัวเมืองชัยภูมิน้ำท่วมซ้ำอีกรอบ
นายวันชัย สุทธิวรชัย ผู้ว่าฯ ชัยภูมิ กล่าวว่า ได้รับรายงานจากชลประทานจังหวัดว่า ฝนที่ตกลงมาตลอดทั้งคืน ทำให้เขื่อนลำปะทาวน้ำล้นสปิลเวย์ลงสู่ลำน้ำและเอ่อท่วมตัวเมืองชัยภูมิอีกรอบในระดับ 60 ซม. รถยนต์สัญจรลำบากและติดขัดหลายจุด นอกจากนี้ แม่น้ำชีมีปริมาณน้ำสูงขึ้นและเอ่อท่วมพื้นที่ริมฝั่ง ทำให้น้ำที่ท่วมในตัวเมืองชัยภูมิไม่สามารถระบายออกได้ โดยเฉพาะ ต.ลุ่มลำชี อ.บ้านเขว้า และ ต.บ้านค่าย ต.ชีลอง อ.เมือง มีสัตว์เลี้ยงถูกน้ำพัดหายไป จึงประกาศเตือนประชาชนพื้นที่เสี่ยงให้เก็บสัมภาระขึ้นบนที่สูงไว้ก่อนในระยะนี้ เพราะแนวโน้มแม่น้ำชีไม่มีทีท่าจะลด
น้ำล้นอ่างเข้าเมืองศรีสะเกษ
นายระพี ผ่องบุพกิจ ผู้ว่าฯ ศรีสะเกษ กล่าวว่า จากการที่เกิดฝนตกหนักต่อเนื่อง ปรากฏว่า อ่างเก็บน้ำห้วยศาลา ต.โคกตาล และอ่างเก็บน้ำห้วยติ๊กชู อ.ภูสิงห์ มีปริมาณน้ำเกินกว่าความจุของอ่าง โดยปริมาณน้ำที่อ่างเก็บน้ำห้วยศาลา มีปริมาณน้ำ 45 ล้านลูกบาศก์เมตร ขณะที่ความจุของอ่าง รับได้เพียง 37 ล้านลูกบาศก์เมตรเท่านั้น ทำให้น้ำล้นตลิ่งไหลลงมาสู่ลำห้วยสำราญ เข้ามาในตัวเมือง
สำหรับพื้นที่เสี่ยงภัยน้ำท่วมในระยะนี้ รวม 3 อำเภอ ได้แก่ อ.ปรางค์กู่ อ.ขุขันธ์ และ อ.ภูสิงห์ และคาดว่าในอีกระยะหนึ่งสัปดาห์ ปริมาณน้ำจะไหลลงตามห้วยต่างๆ ทางด้านตอนล่าง และอาจทำให้เกิดน้ำท่วมเป็นระลอกที่สองอีก ในพื้นที่ อ.อุทุมพรพิสัย อ.ห้วยทับทัน อ.วังหิน และ อ.เมือง จ.ศรีสะเกษ ซึ่งทางจังหวัดได้เตรียมความพร้อม เพื่อแก้ไขปัญหา รวมทั้งการช่วยเหลือบรรเทาความเดือดร้อนของประชาชนไว้แล้ว
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า นอกจากน้ำป่าไหลทะลักเข้าท่วมบ้านเรือน พื้นที่การเกษตร จนเสียหายแล้ว ถนนหลายสายก็เสียหายด้วยเช่นกัน โดยทางหลวงหมายเลข 24 เส้นทางโชคชัย-เดชอุดม ซึ่งเป็นเส้นทางสายหลักในขนส่งสินค้าการเกษตรและอุตสาหกรรม มีน้ำท่วมสูง 40-50 ซม. ระหว่างหลักกิโลเมตรที่ 118-222 รวมระยะทาง 4 กม. ซึ่งอยู่ภายในพื้นที่บ้านสมบูรณ์ หมู่ 11 ต.ห้วยใต้ อ.ขุขันธ์ จ.ศรีสะเกษ
ปิดน้ำตกไซเบอร์-แก่งสาวน้อย
หน่วยพิทักษ์ป่าไซเบอร์เขตรักษาพันธุ์ป่าห้วยขาแข้ง จ.อุทัยธานี ประกาศงดเที่ยวชมน้ำตกไซเบอร์ น้ำตกแก่งสาวน้อยชั่วคราว จนกว่าจะเข้าสู่สภาวะปกติ เนื่องจากหวั่นเกรงว่าจะเกิดน้ำป่า ดินโคลนถล่ม บริเวณเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าห้วยขาแข้ง มรดกโลก ในพื้นที่ อ.ห้วยคต จ.อุทัยธานี
ทั้งนี้ น้ำตกไซเบอร์ น้ำตกแก่งสาวน้อย สถานที่ท่องเที่ยวสำคัญ ได้รับผลกระทบหนัก ปริมาณน้ำที่ไหลลงมามีความแรงและมีสีดำขุ่น ดังนั้น จึงประกาศห้ามประชาชนและนักท่องเที่ยวเข้าไปยังบริเวณน้ำตก และห้ามลงเล่นน้ำอย่างเด็ดขาด รวมทั้งห้ามชาวบ้านเข้าไปหาของป่าด้วย เกรงว่าอาจได้รับอันตราย หากมีน้ำป่าไหลหลากดินโคลนถล่ม
ฟิลิปปินส์เริ่มอพยพคนหนีไต้ฝุ่นป้าหม่า
ส่วนฟิลิปปินส์ ที่เพิ่งถูกไต้ฝุ่นถล่มจนน้ำท่วมใหญ่สุดในรอบ 42 ปีไปเมื่อสัปดาห์ก่อนนั้น ต้องอพยพคนหนีไต้ฝุ่นป้าหม่า พายุลูกใหม่ที่อาจทวีความรุนแรงเป็นซูเปอร์ไต้ฝุ่นก่อนขึ้นฝั่งทางเหนือของประเทศในช่วงเช้าวันเสาร์
รัฐมนตรีกลาโหมฟิลิปปินส์แถลงว่า ได้อพยพประชาชนในหลายจังหวัดตั้งแต่ทางภาคเหนือไปจนถึงภาคตะวันออกเฉียงใต้เพื่อหนีไต้ฝุ่นป้าหม่าที่มีความรุนแรงระดับ 4 และกำลังมุ่งหน้าขึ้นฝั่งเกาะลูซอน ซึ่งกำลังฟื้นฟูความเสียหายจากพายุกิสนาที่ทำคนเสียชีวิตไป 293 คน และอีกหลายล้านคนยังคงได้รับความเดือดร้อน
ด้านศูนย์ร่วมเตือนภัยพายุไต้ฝุ่นของกองทัพเรือสหรัฐระบุว่า นับถึงเวลาตีสองของวันศุกร์ ศูนย์กลางของพายุป้าหม่าอยู่ห่างจากเกาะลูซอนไปทางตะวันออกเฉียงใต้ราว 560 กิโลเมตร มีความเร็วลมสูงสุด 230 กิโลเมตรต่อชั่วโมง และคาดว่าจะทวีกำลังแรงขึ้นเป็นซูเปอร์ไต้ฝุ่น หรือพายุระดับ 5 ก่อนพัดขึ้นฝั่งที่จังหวัดออโรร่าในเช้าวันเสาร์ ขณะที่กรมอุตุนิยมวิทยาฟิลิปปินส์ได้ประกาศเตือนประชาชนที่อยู่ในเส้นทางพายุให้หลบภัยอยู่ในอาคารที่แข็งแรง เพราะพายุมีความรุนแรงมากพอที่จะกวาดบ้านเรือนที่ไม่แข็งแรงพังเสียหาย และจะทำให้มีฝนตกหนักเป็นบริเวณกว้าง รวมทั้งในกรุงมะนิลา และพื้นที่โดยรอบที่ส่วนใหญ่ยังมีน้ำท่วมขัง
เหยื่ออิเหนาต้องการความช่วยเหลือด่วน
ส่วนที่อินโดนีเซียนั้น ผู้ประสบภัยจากเหตุแผ่นดินไหว 7.6 ริกเตอร์ เมื่อวันพุธจำนวนมากยังคงไร้ที่อยู่อาศัย และหิวโหย เมืองปาดังในจังหวัดสุมาตราตะวันตกยังอยู่ในสภาพกระแสไฟฟ้าถูกตัดขาด อาหารขาดแคลน มีคนเข้าคิวยาวที่ปั๊มน้ำมัน ซึ่งหมายความว่าเชื้อเพลิงจะขาดแคลนในอีกไม่ช้า
ด้านรัฐบาลได้อนุมัติเงินสด 26 ล้านดอลลาร์สหรัฐ (กว่า 900 ล้านบาท) เพื่อช่วยเหยื่อแผ่นดินไหวแล้ว แต่เป็นเงินที่เพียงพอสำหรับการบรรเทาทุกข์เพียง 2 เดือนเท่านั้น ทำให้รัฐมนตรีสาธารณสุขของอินโดนีเซีย วอนขอความช่วยเหลือจากต่างชาติ ซึ่งขณะนี้มีความช่วยเหลือจากองค์กรต่างประเทศ และรัฐบาลหลายชาติ อาทิ ญี่ปุ่น เยอรมนี จีน และสวิตเซอร์แลนด์หลั่งไหลเข้าไปแล้ว ทั้งในรูปของเงินสด และส่งเจ้าหน้าที่กู้ภัยไปช่วย
ตั้งชื่อทารกซามัว “หนูน้อยสึนามิ”
ส่วนที่ซามัว เด็กทารกเพศชายวัย 2 วัน ที่รอดชีวิตจากคลื่นยักษ์ถล่มซามัวเมื่อวันอังคาร ถูกตั้งชื่อว่า “สึนามิ” เพื่อรำลึกที่สามารถรอดชีวิตมาจากภัยพิบัติครั้งนี้ได้ เพราะญาติผู้ชายคนหนึ่งได้ชูทารกน้อยไว้เหนือศีรษะแล้ววิ่งขึ้นที่สูงขณะที่คลื่นยักษ์ซัดเข้าปะทะกับบ้านของหนูน้อยซึ่งตั้งอยู่ทางชายฝั่งตอนใต้ของประเทศ หลังจากนั้นได้เดินลุยน้ำ ซึ่งเพิ่มระดับสูงอย่างรวดเร็ว ฝ่าเศษซากต่างๆ ที่ล่องลอยไปมา เพื่อนำเด็กไปมอบให้แก่พ่อแม่อย่างปลอดภัย ท่ามกลางความยินดี
จริงแล้วทารกคนดังกล่าวมีชื่ออยู่แล้ว แต่พ่อแม่เด็กตัดสินใจเปลี่ยนชื่อเป็น “สึนามิ” ซึ่งจะเป็นชื่อที่ชาวซามัวไม่มีวันลืม



