
อภิสิทธิ์ยอมแก้รธน.6ประเด็นทำประชามติ
"มาร์คยอมเเก้รธน.6 ประเด็น เเต่ขั้นตอนประชามตินั้นต้องหารือก่อนว่าควรจะทำก่อนหรือหลังเเก้ไขรายมาตรา ส่วนการยุบสภานั้นจะทำเมื่อพร้อม
เมื่อเวลา13.45น.นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี แถลงผลการหารือร่วมกับวิป 3 ฝ่าย เพื่อหาความชัดเจนเรื่องการแก้ไขรัฐธรรมนูญ ว่า ขั้นตอนต่อไปคือทางฝ่ายสภาจะเป็นผู้ไปยกร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญเพิ่มเติม โดยจะยึด 6 ประเด็นของคณะกรรมการสมานฉันท์ ซึ่งทุกฝ่ายเห็นพ้องต้องกันว่าการแก้ไขรัฐธรรมนูญครั้งนี้ควรจะให้ประชาชนเป็นผู้บอกว่าควรจะแก้ไขหรือไม่แก้ไขอย่างไร เพราะฉะนั้นแม้อำนาจในการแก้ไขรัฐธรรมนูญจะเป็นสมาชิกรัฐสภาตามม. 291 แต่ก็จะมีการจัดทำประชามติเพื่อให้ประชาชนสามารถลงความเห็นว่าสมควรหรือไม่ในการแก้ไข 6 ประเด็น
นายอภิสิทธิ์กล่าวว่า ส่วนขั้นตอนการจัดทำประชามติจะทำช่วงไหนก็จะให้วิป 3 ฝ่ายไปพิจารณาอีกครั้ง โดยให้คำนึงถึงความสอดคล้องขั้นตอนต่างๆในกฎหมาย เพราะในแต่ละขั้นตอนจะมีประเด็นข้อกฎหมายแตกต่างกัน นอกจากนี้ตัวประชามติยังต้องชัดเจนในสิ่งที่อยากเสนอต่อประชาชน ไม่เช่นนั้นจะทำให้เกิดปัญหาภายหลัง ว่าสิ่งที่ไปลงประชามติกับสิ่งที่จะแก้ไขตรงกันหรือไม่ ที่สำคัญยังต้องเปิดโอกาสให้ฝ่ายที่ทั้งเห็นด้วยและไม่เห็นด้วยได้นำเสนอข้อมูลทั้งสองด้านอย่างเท่าเทียมกันตามกฎหมายประชามติ
ผู้สื่อข่าวถามว่า นายชินวรณ์ บุณยเกียรติ ประธานวิปรัฐบาล ให้สัมภาษณ์ว่าบอกช่วงเวลาทำประชามติให้นายกฯตัดสินใจว่าจะทำก่อนหรือหลัง นายอภิสิทธิ์ กล่าวว่า จริงๆก็ต้องช่วยกันดู แต่ตามรัฐธรรมนูญเขียนไว้ว่ารัฐบาลต้องเป็นผู้จัดทำประชามติ ซึ่งตนก็บอกว่าเนื่องจากความเห็นยังหลากหลายอยู่ เพราะการทำแต่ละขั้นตอนมีข้อดีข้อเสียแตกต่างกัน เช่น 1. ถ้าทำก่อนรับหลักการ ก็มีบางฝ่ายกังวลว่าเมื่อเสร็จแล้วแม้จะได้ความชัดแจนแต่อาจมีการแปรญัตติภายหลังจะเป็นปัญหาหรือไม่ 2. ถ้าทำหลังรับหลักการ ก็จะไม่สอดคล้องกับขั้นตอนม. 291 ที่บอกว่าสภาต้องเป็นผู้ทำประชาพิจารณ์ ต่างกับประชามติที่รัฐบาลเป็นผู้จัดทำ ก็มีข้อสงสัยว่าอาจมีปัญหาหรือไม่ 3. ถ้าทำหลังยกร่างเสร็จแล้วในทางเทคนิคก็อาจทำได้ แต่หลายคนอาจไม่คุ้นเคยกันอาจมีประเด็นโต้แย้งทางกฎหมาย
“ส่วนตัวเห็นว่า ทำช่วงไหนก็ได้ ไม่มีปัญหา แค่ให้สอดคล้องกับกฎหมายและเจตนารมณ์ของประชาชนเป็นใช้ได้ และผมยังมั่นใจว่าผู้แทนปวงชนชาวไทยก็น่าจะปฏิบัติตามเจตนารมณ์ที่สะท้อนออกมาผ่านทางการทำประชามติ โดยกรอบเวลาที่วิปประเมินมาน่าจะใช้เวลาไม่เกิน 9 เดือน แบ่งเป็นประชามติ 3 เดือน ขั้นตอนในสภา 3 เดือน และกฎหมายลูก 3 เดือน” นายอภิสิทธิ์ กล่าว
เมื่อถามว่า หลังแก้ไขรัฐธรรมนูญเสร็จต้องยุบสภาหรือไม่ นายอภิสิทธิ์ กล่าวว่า มันไม่มีคำว่าต้อง ทุกอย่างขึ้นอยู่กับความเหมาะสม ต้องดูผลของการประชามติและการแก้รัฐธรรมนูญก่อน ไปพูดอะไรล่วงหน้าคงไม่ได้ แต่อะไรเหมาะสมตนก็ทำอยู่แล้ว ไม่มีปัญหา ส่วนจะตั้งเป็นคำถามสำหรับการประชามติด้วยหรือไม่ว่าหลังแก้ไขรัฐธรรมนูญเสร็จควรจะยุบสภาหรือไม่ นายกรัฐมนตรี กล่าวว่า อยู่ที่ตัวร่าง ตนไม่ใช่คนร่างเพราะสภาเป็นฝ่ายร่าง พอร่างออกมาแล้วประชาชนจะเห็นร่าง ระหว่างการทำประชามติก็จะมีคนอธิบายอยู่แล้วว่า เมื่อแก้อย่างนี้หมายความว่าอย่างไร
เมื่อถามถึงเงื่อนไข 3 ข้อที่เคยพูดไว้ว่าหากทำสำเร็จจะยุบสภา ทั้งแก้ปัญหาเศรษฐกิจได้ บรรยากาศทางการเมืองดี และรัฐธรรมนูญเป็นที่ยอมรับ นายอภิสิทธิ์ กล่าวว่า “ผมก็มั่นใจว่าเวลา 9 เดือนจากนี้ในช่วงกลางปี 2553 เศรษฐกิจน่าจะเข้มแข็งพอสมควร มีรากฐานที่ดีแล้ว รัฐธรรมนูญถ้าแก้เสร็จแล้วก็เป็นเงื่อนไขที่ยอมรับ ก็อยู่ที่บรรยากาศทางการเมืองอย่างเดียว ซึ่งบรรยากาศจะเหมาะสมก็อยู่ที่ผู้เคลื่อนไหว ว่ายังเคลื่อนไหวหวังให้เกิดความรุนแรงอยู่หรือไม่”
เมื่อถามว่า มีการวิเคราะห์กันว่าการแก้ไขจะเป็นการเพิ่มปมความขัดแย้งแล้วกลุ่มคนเสื้อเหลืองจะอ้างเป็นเหตุมาชุมนุมอีกครั้ง นายอภิสิทธิ์ กล่าวว่า ตนคิดว่าการที่เราได้ตกลงกันในหมู่นักการเมืองว่าจะกลับไปถามประชาชน น่าจะเป็นที่ยอมรับได้ เพราะหากประชาชนไม่เห็นด้วยก็จะลงประชามติว่าไม่ควรแก้ไข ดังนั้นน่าจะเป็นที่ยอมรับได้ของทุกฝ่าย ตนเชื่อว่าหากเดินตามแนวทางนี้ได้ปัญหาก็จะคลี่คลาย ที่สำคัญจะส่งผลดีต่อภาพลักษณ์ของประเทศ ที่เจอกับปัญหาในช่วง 3-4 ปีที่ผ่านมาที่ชาวต่างประเทศมองเข้ามาแล้วเห็นว่าระบบของเราจัดการกันเองไม่ได้ มีการุชุมนุมประท้วง ความรุนแรง การรัฐประหารมากมาย แต่วันนี้เรากำลังให้ประชาชนลงประชามติซึ่งเป็นกระบวนการที่สำคัญของประชาชนมาหาคำตอบ มันก็น่าจะเป็นเรื่องที่ดีที่สุด
เมื่อถามว่า คนเสื้อแดงเรียกร้องให้นำรัฐธรรมนูญ 2540 มาใช้ นายกฯกล่าวว่า ตอนนี้ได้ใช้รัฐธรรมนูญที่ผ่านการทำประชามติและมีสภาที่มาจากรัฐธรรมนูญ 2550 รวมทั้งมีผู้แทนปวงชนชาวไทยที่เห็นพ้องในบางประเด็นก็เดินหน้าอยู่ รัฐธรรมนูญ 2540 มีอะไรดีๆเยอะแต่ก็มีช่องว่างที่ทำให้เกิดปัญหาและทุกพรรคยอมรับแล้วว่ามีปัญหา การแก้รัฐธรรมนูญครั้งนี้ไม่ได้หมายความว่าจะไม่มีการแก้เรื่องอื่นๆอีกในอนาคตหากคิดว่าเหมาะสม รายงานของคณะกรรมการสมานฉันท์ฯระบุถึงเรื่องในอนาคตว่าวันข้างหน้าควรจะมีการทำงานขององค์กรที่พัฒนาทางการเมือง อาจมีเรื่องการตั้งสสร.ขึ้นมาดูในภาพรวมทั้งหมด แต่ต้องใช้เวลานานพอสมควรเพราะไม่ใช่เรื่องรัฐธรรมนูญ 2540 และรัฐธรรมนูญ 2550 ตนคิดว่าใครที่คิดว่ารัฐธรรมนูญ 2540 หรือรัฐธรรรมนูญ 2550 ดีทั้งหมดคงไม่ได้อยู่กับความเป็นจริง ของที่คิดว่าดีที่สุดก็น่าจะผสมผสานกันอยู่แล้วและยังมีข้อถกเถียงแต่หกประเด็นที่ตกลงกันแล้วนั้นต้องเดินก่อน หากไปตั้งเรื่องอื่นขึ้นมาจะยืดเยื้อและไม่จบ
เมื่อถามว่า คนเสื้อแดงประกาศชุมนุมนั้น สะท้อนว่าการแก้รัฐธรรมนูญไม่อาจแก้ปัญหาและหยุดการเคลื่อนไหวของคนเสื้อแดงได้ นายกฯกล่าวว่าตนคิดว่าฝ่ายต่างๆต้องชัดเจนว่าตอนนี้ฝ่ายการเมืองได้มีข้อตกลงแบบนี้และต้องไปสอบถามประชาชนด้วยมันเป็นเรื่องที่น่าจะยอมรับกันได้ของทุกฝ่ายแต่การที่ใครจะเสนออะไรเพิ่มเติมก็ทำได้และน่าจะทำงานในระบบกันได้
นายกรัฐมนตรี ยังให้สัมภาษณ์ภายหลังถึงเงื่อนไขการยุบสภาว่า หากทุกอย่างเรียบร้อย เศรษฐกิจดี รัฐธรรมนูญเป็นที่ยอมรับ จะให้ยุบสภาก็เอา แต่ถ้าคนเสื้อแดงยังชุมนุมอยู่จะไปยุบสภาได้อย่างไร เมื่อถามว่า การเสนอแก้ไขรัฐธรรมนูญเป็นการซื้อเวลาหรือไม่ นายอภิสิทธิ์ กล่าวว่า “ผมมีสิทธิอยู่จนถึง 3 ปี ถ้าจะซื้อเวลาจะไปเสนอแก้รัฐธรรมนูญทำไม” เมื่อถามย้ำว่าเป็นเพราะกลัวแพ้การเลือกตั้งหรือไม่ นายอภิสิทธิ์ กล่าวว่า ตนไม่กลัว คนที่กลัวคือคนที่ขัดขวางการหาเสียงต่างหาก



