ข่าว

พบ 4,000 บัญชีต้องสงสัย สวมบัตร

พบ 4,000 บัญชีต้องสงสัย สวมบัตร

15 ม.ค. 2561

ปปง.เร่งสอบ 4,000 บัญชีธนาคาร ต้องสงสัยสวมบัตรปชช. แบงค์ชาติกำชับสถาบันการเงินตรวจสอบลูกค้า หากพบผิดซ้ำขู่เล่นงานผู้บริหารแบงค์เลินเล่อ

 

          15 ม.ค.61 - พล.ต.ต.รมย์สิทธิ์ วีริยาสรร รักษาราชการแทนเลขาธิการ ปปง. พร้อมด้วย นายพีระพัฒน์ อิงพงษ์พันธ์ ผอ.กองคดี 1 ปปง. ร่วมประชุมหารือเกี่ยวกับแนวทางการปฏิบัติปฏิบัติตามกฎหมายฟอกเงินเกี่ยวกับการเปิดบัญชีและการรายงานธุรกรรมที่มีเหตุอันควรสงสัย ร่วมกับ นายยงศักดิ์ เซี่ยงหลอ ผอ.อาวุโส ฝ่ายตรวจสอบ ธนาคารแห่งประเทศไทย และ นายวิเชียร ชิดชนกนารถ ผอ.สำนักบริหารการทะเบียน กรมการปกครอง กระทรวงมหาดไทย รวมทั้ง สถาบันการเงินภาคธุรกิจธนาคาร จำนวน 36 แห่ง โดยใช้เวลากว่า 1 ชั่วโมง

          พล.ต.ต.รมย์สิทธิ์ กล่าวว่า สถาบันการเงินซึ่งเป็นหน่วยงานภายใต้การกำกับของธนาคารแห่งประเทศไทย จึงต้องปฏิบัติตามกฎหมายฟอกเงินเกี่ยวกับการเปิดบัญชีและการรายงานธุรกรรมที่มีเหตุอันควรสงสัยมายัง ปปง. ที่ผ่านมาพบว่าได้มีการเปิดบัญชีธนาคาร ซึ่งใช้วิธีการขโมยข้อมูลบัตรประชาชนผู้อื่นไปเปิดบัญชีธนาคารและใช้รับโอนเงินจากการกระทำผิดมายังบัญชีดังกล่าว ก่อให้เกิดความเสียหายแก่เจ้าของบัตรประชาชนตัวจริง คือ น.ส.ณิชา เกียรติธนะไพบูลย์ อายุ 24 ปี พนักงานบริษัทเอกชนแห่งหนึ่ง ที่ถูกคนร้ายเป็นขบวนการแก๊งคอลเซ็นเตอร์นำบัตรประชาชนไปขอเปิดบัญชีธนาคาร 7 แห่งรวม 9 บัญชี ดังนั้น ในวันนี้จึงได้เชิญหน่วยงานที่เกี่ยวข้องมาประชุมทำความเข้าใจ

          "จากการตรวจสอบเบื้องต้นของสถาบันการเงิน พบว่าขณะนี้มีบัญชีต้องสงสัยที่เค้าข่ายพฤติการณ์ขโมยข้อมูลบัตรประชาชนไปเปิดบัญชีเพื่อกระทำความผิดจำนวนกว่า 4,000 บัญชี ในช่วง 2-3 ปีที่ผ่านมา ทาง ปปง. ได้ร่วมกับสำนักงานตำรวจแห่งชาติ ทำการสืบสวนขยายผลผู้เปิดบัญชีธนาคาร หากทราบว่าไม่สอดคล้องกับสถานะภาพตัวเองก็อาจออกหมายเรียกให้มาชี้แจงและขยายผลต่อไป" พล.ต.ต.รมย์สิทธิ์ กล่าว

          ด้าน นายพีระพัฒน์ เปิดเผยว่า ปปง. กำลังรวบรวมหลักฐานจากธนาคาร 7 แห่ง เปิด 9 บัญชี ของ น.ส.ณิชา ซึ่งได้รับมาเพียงบางส่วน เพราะธนาคารอยู่ระหว่างส่งมาให้ ปปง. ตรวจสอบ ทั้งภาพกล้องวงจรปิด เอกสารต่างๆ เพื่อส่งคณะกรรมการพิจารณาความผิดต่อไป นอกจากนี้ ยังขอให้สถาบันการเงิน ประสานกับกรมการปกครอง เพื่อติดตั้งโปรแกรมเพื่อตรวจสอบสถานะของบัตรประชาชนว่ายังสามารถใช้การอยู่ได้หรือแจ้งหายไว้แล้ว

          นายวิเชียร ระบุว่า กรมการปกครอง จัดทำบัตรประชาชนซึ่งมีระบบฐานข้อมูลส่วนตัว โดยหลังจากเหตุการณ์ดังกล่าว หน่วยงานภาครัฐและเอกชนควรมีการตรวจสอบเข้มงวดมากขึ้นหากมีบุคคลเข้ามาติดต่อ เช่น รูปภาพและข้อมูลบัตรประชาชนว่าถูกต้องหรือไม่ , IC Ship เช่น เลขบัตร 13 หลัก เลขข้อมูลคำร้องขอทำบัตร เลขประจำ IC Ship ซึ่งสามารถตรวจสอบได้ทันทีว่าบัตรประชาชนนั้นมีการแจ้งหายแล้วหรือไม่ เพื่อเชื่อมโยงข้อมูลกับธนาคาร แต่ที่ผ่านมาธนาคารยังใช้วิธีการตรวจสอบวิธีนี้ค่อนข้างน้อย เนื่องจากไม่ได้มีข้อบังคับให้ทุกธนาคารใช้ เพียงแต่เป็นข้อควรปฏิบัติ 

          ด้านนายยงศักดิ์ กล่าวว่า ธปท.ได้กำชับให้ธนาคารทุกแห่งควบคุมตรวจสอบภายในเข้มงวดขึ้น เมื่อเปิดบัญชีลูกค้าแล้วต้องติดตามผลว่ามีการให้บุคคลอื่นถือบัญชีแทนหรือไม่ สำหรับลูกค้าธนาคารที่มีการทำศัลยกรรมบนใบหน้าแตกต่างจากภาพในบัตรประชาชน ธนาคารจะต้องให้ลูกค้าไปทำบัตรประชาชนใหม่ หรือมีใบรับรองจากแพทย์ชัดเจนว่าไปทำศัลยกรรมมา อย่างไรก็ตามในอนาคตหากมีการนำบัตรประชาชนไปเปิดบัญชีและสร้างความเสียหายเกิดขึ้น ทางผู้บริหารธนาคารจะต้องมีส่วนรับผิดชอบฐานประมาทเลินเล่อ.