ข่าว

ระงับ76โครงการมาบตาพุดใครได้ใครเสีย?

ระงับ76โครงการมาบตาพุดใครได้ใครเสีย?

02 ต.ค. 2552

เม็ดเงินการลงทุนระลอกใหม่กว่า 4 แสนล้านบาท ที่นิคมอุตสาหกรรมมาบตาพุด จ.ระยอง ต้องชะงักลงทันที หลังศาลปกครองกลางมีคำสั่งให้ระงับ 76 โครงการก่อสร้างโรงงานใน เขต อ.มาบตาพุด ตามใบอนุญาตคณะรัฐมนตรีไว้เป็นการชั่วคราวจนกว่าศาลจะมีคำพิพากษา

ตามคำร้อง ของชาวบ้านที่อาศัยอยู่ในเขตพื้นที่นิคมอุตสาหกรรมมาบตาพุด ที่ยื่นฟ้องคณะกรรมการสิ่งแวดล้อมแห่งชาติ พร้อมหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง รวม 8 คน นอกจากนี้ยังขอให้ศาลเพิกถอน มติคณะรัฐมนตรี ที่อนุญาตให้มีการออกใบอนุญาตแก่โรงงาน โดยไม่ได้ยึดหลักตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 67 ที่เกี่ยวกับสิ่งแวดล้อม ล่าสุดรายการ "คม ชัด ลึก" ได้เชิญผู้ทรงคุณวุฒิ ที่เกี่ยวข้องกับเรื่องดังกล่าว มาพูดคุยกันในหัวข้อ "ระงับ 76 โครงการมาบตะพุด ใครได้ใครเสีย ?"

สรยุทธ เพ็ชรตระกูล : ผู้ช่วยรัฐมนตรีประจำกระทรวงอุตสาหกรรม
@ 2 วันเตรียมยื่นอุทธรณ์ศาลปกครอง

 หลังศาลปกครองกลางมีคำสั่งให้ระงับ 76 ที่จะก่อสร้างใน เขต อ.มาบตาพุด ไว้เป็นการชั่วคราว ถึงขณะนี้เราอยู่ระหว่างการทำหนังสือให้อัยการเพื่อยื่นอุทธรณ์ คาดว่าจะเสร็จภายใน 2 วัน โดยเนื้อหามี 2 ส่วน ส่วนแรกเราอุทธรณ์ในภาพรวม ส่วนที่ 2 เราต้องการให้ศาลชี้ชัดแต่ละโครงการไป ทั้งนี้เนื่องจากมีบางโครงการที่เราอนุมัติไปแล้วและหากยุติลงจะขัดต่อกฎหมายที่มีอยู่หรือไม่

 "เรื่ององค์กรอิสระให้คนกลางที่สุด คือ กฤษฎีกาช่วยเป็นประธานของคณะกรรมการ ซึ่งองค์กรอิสระจะเข้ามาช่วยให้ความคิดเห็นประกอบ ไม่ได้เข้ามาช่วยตัดสิน ซึ่งเจตนารมณ์ต้องการให้ตัวแทนชุมชนเข้ามาด้วย หลังจากที่กฤษฎีกาตีความไปแล้ว และครม.มีมติ และนายกฯ ก็มีการตอบกับชุมชนไปแล้ว และเปิดกว้างมาก หากกระทบสิทธิก็สามารถใช้กระบวนการทางศาลได้ แต่ผมไม่อยากให้มีการเหมารวมว่าโครงการทั้งหมดทำไม่ถูกต้องมีการจัดฉาก อย่าไปบอกว่าสิ่งที่ทำไว้เจตนาไม่ดี ซึ่งจริงๆ แล้วเจตนาถูกต้อง"

สุทธิ อัชฌาศัย : ผู้ประสานงานเครือข่ายประชาชนภาคตะวันออก
@ สร้างโรงงานต้องประเมินผลกระทบด้านสุขภาพ ปชช.

 ต้องดูว่าผลกระทบสิ่งแวดล้อม ว่าเป็นการศึกษาผลกระทบสุขภาพด้วยหรือไม่ และต้องดูการรับฟังความเห็นประชาชนผู้มีส่วนได้เสียด้วย ต้องยอมรับว่าที่ผ่านมามีการจ้างคนไปร่วมประชุม ทำให้ชาวบ้านไม่ได้รับข้อมูลที่แท้จริง จะไปอ้างว่าชาวบ้านรู้แล้วไม่ได้ ดังนั้นจะต้องมีหลักเกณฑ์ที่ชัดเจน เมื่อเขตควบคุมมลพิษกำลังจะมีการประกาศ มีคำพูดจากสภาอุตสาหกรรม คำที่พูดไม่ได้กลัวว่าจะเป็นภาระประชาชน แต่เป็นเรื่องมลพิษ เราจึงต้องอาศัยกลไกทั้งหมดภายใต้ความเห็นของนักกฎหมาย

 "นักสิ่งแวดล้อม ยื่นฟ้องต่อศาลปกครอง จึงสมควรให้รัฐบาลระงับผลักดัน และผมได้คุยกับสถานทูตอเมริกาแล้ว ซึ่งทางสถานทูตเข้าใจดี และได้พบกับนายกษิต ภิรมย์ รมว.ต่างประเทศ แล้วเพื่อส่งอีเมลไปยังต่างประเทศเพื่อทำความเข้าใจ การที่บอกว่ามาบตาพุดไปปรับลด 80-20 นั้น เป็นการปรับลดเพียง 2-3 ตัวเท่านั้น ดังนั้น ต้องทำแนวกันชนให้ได้ รวมทั้งกลไกการบังคับใช้กฎหมายอย่างเป็นระบบ จากการที่พบนายกฯ ก็บอกว่าต้องเพิ่มองค์กรท้องถิ่นเพื่อเป็นองค์กรที่สามารถแก้ปัญหาหากเกิดปัญหาเฉพาะหน้า"  

จักรมณฑ์ ผาสุขวนิช : คณะกรรมการ การปิโตรเลียมแห่งประเทศไทย (ปตท.)
@ เครดิตประเทศหมดแล้ว

 สมัยที่อยู่ในตำแหน่งปลัดกระทรวงอุตสาหกรรม ก็เคยมีเหตุการณ์ลักษณะนี้ แต่ไม่ถึงขนาดที่จะมีการชะลอการก่อสร้างแบบนี้ และที่ผ่านมาศาลปกครองจะสั่งคุ้มครองชั่วคราวก็ต่อเมื่อเรื่องมันเกิดแล้ว แต่ตรงนี้กำลังจะทำซึ่งหลังผลออกมาแบบนี้เกิดความสับสน ส่งผลให้เครดิต ภาพลักษณ์ด้านเศรษฐกิจมวลรวมของประเทศเสียหายแน่นอน ซึ่งในแง่เศรษฐกิจคงไม่หยุดทั้งหมดน่าจะมีโครงการบางโครงการเดินหน้าต่อไปได้ ภาพลักษณ์ตรงนี้เรายังสามารถแก้ไขได้เพียงแต่ต้องแก้ไขให้เร็ว ด้วยการออกกฎหมายมาใช้ให้เร็ว โดยที่ระหว่างนี้ก็ใช้กฎหมายอื่นที่ใกล้เคียงไปก่อน

 "มาถึงจุดนี้ผมเข้าใจว่ามีบางอย่าง เช่น การสำรวจความคิดเห็นมีข้อบกพร่อง เราก็ไปแก้ตรงนั้นให้เรียบร้อย ถ้าทุกฝ่ายร่วมมือกันอย่างจริงจัง ทำให้เสร็จภายใน 2-3 เดือน รัฐบาลประกาศเลยว่าจะแก้เรื่องนี้ ก็จะบรรเทาความเสียหายที่เกิดขึ้นได้"

สัญชัย สูติพันธ์วิหาร : คณะสิ่งแวดล้อมและทรัพยากรศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล
@ ต้องมองผลกระทบให้รอบด้าน อย่าดูเพียงด้านเดียว 

 รัฐธรรมนูญ มาตรา 67 กำหนดเรื่องสิทธิเกี่ยวกับรัฐในการคุ้มครอง ดูแล รักษาธรรมชาติสิ่งแวดล้อม นอกจากนี้จะต้องมีการศึกษาผลกระทบสิ่งแวดล้อม จัดให้มีกระบวนการรับฟังความคิดเห็นประชาชนในชุมชน ซึ่งประมาณเดือนพฤศจิกายนจะมีกฎหมายฉบับหนึ่งออกมา และน่าจะมีผลบังคับใช้ ซึ่งภาพจะชัดเจนมากขึ้น อยากให้ทุกฝ่ายรอกฎหมายฉบับนี้แล้วทุกฝ่ายจะพบกับทางแก้ไขปัญหา เราต้องดูเรื่องความเสียหายให้รอบด้านอย่าดูเพียงเรื่องเศรษฐกิจต้องดูเรื่องสิ่งแวดล้อมด้วยที่ผ่านมากว่า 20 ปีเรามีผลกระทบด้านสิ่งแวดล้อมมาตลอด