
ตร.คุ้ยอีก 2 บัญชี !!
พบมีชายเปิดบัญชีรับโอนเงินค่าติดต่อซื้อที่ดินใน จ.ตาก จากผู้เสียหายอีก 2 บัญชีเช่นเดียวกับ ‘ณิชา’ ปปง.จ่อเรียก 7 แบงก์ชี้แจง ธนาคารเล็งใช้ระบบตรวจสอบตัวตน
เมื่อเวลา 13.00 น. วันที่ 10 มกราคม ที่ สำนักงานตำรวจแห่งชาติ (ตร.) พล.ต.อ.วิระชัย ทรงเมตตา รอง ผบ.ตร. ในฐานะโฆษก ตร. พล.ต.ต.ไมตรี ฉิมเฉิด ผบก.ป. พล.ต.ต.ปริญญา วิศิษฐฎากุล ผบก.ภ.จ.ตาก และทีมพนักงานสอบสวน ประชุมวิดีโอคอนเฟอเรนซ์กับศูนย์ปฏิบัติการตำรวจภูธรจังหวัดตาก เพื่อคลี่คลายคดีแก๊งคอลเซ็นเตอร์ กรณี น.ส.ณิชา เกียรติธนะไพบูลย์ ตกเป็นผู้เสียหาย เนื่องจากคนร้ายได้นำบัตรประจำตัวประชาชนของ น.ส.ณิชา ไปเปิดบัญชีธนาคารที่ใช้ในการโอนเงินเข้าออก จนนำไปสู่การออกหมายจับและดำเนินคดี ซึ่ง น.ส.ณิชา ได้ร้องขอความเป็นธรรมกับ บก.ป.
พล.ต.อ.วิระชัย กล่าวว่า จากการสืบสวนเบื้องต้นทราบว่าเมื่อช่วงปลายปี 2560 ขบวนการคอลเซ็นเตอร์ อ้างว่าชื่อ นายราลี่ สมิธ ชาวอังกฤษ ติดต่อ นางกาสิณี ยะเมา ทางเฟซบุ๊ก โดยอ้างว่าต้องการซื้อที่ดินใน จ.ตาก ขอให้นางกาสิณี เป็นนายหน้าซื้อที่ดิน โดยนายราลี่จะส่งเงินจำนวน 30 ล้านบาท จากอังกฤษ ทางพัสดุไปรษณีย์มาให้ผู้เสียหาย แต่มีค่าธรรมเนียม 1,300,000 บาท ที่ผู้เสียหายต้องจ่ายล่วงหน้าก่อน จากนั้นขบวนการคอลเซ็นเตอร์อ้างตัวเป็นเจ้าหน้าที่ไปรษณีย์โทรหานางกาสิณี แจ้งถึงค่าธรรมเนียมที่ต้องชำระ ทำให้ผู้เสียหายหลงเชื่อโอนเงิน 1,370,000 บาท เข้าบัญชีธนาคาร 3 แห่ง ประกอบด้วย บัญชีของ น.ส.ณิชา 340,000 บาท 5 ครั้ง บัญชีนายขวัญ ทองน้อย และบัญชีนายธีรภัทรนนท์ งามวงษ์ ด้วย เมื่อติดต่อกลับไปก็ติดต่อไม่ได้ทุกช่องทาง จึงมาแจ้งความดำเนินคดีกับ น.ส.ณิชา
พล.ต.อ.วิระชัย กล่าวว่า ผบก.ภ.จว.ตาก ได้ตั้งคณะทำงานสืบสวนสอบสวนคดีนี้ เนื่องจาก น.ส.ณิชา ซึ่งอยู่ในฐานะผู้ต้องหาเปิดบัญชีก็เป็นผู้เสียหายแจ้งความถูกนำบัตรประชาชนไปเปิดบัญชีธนาคาร จึงต้องบูรณาการการสอบสวน โดยให้ สภ.บ้านตาก ทำสำนวนคดี และขยายผลไปยังแก๊งคอลเซ็นเตอร์ จ.ตาก ส่วนกองปราบปรามขยายผลในพื้นที่จังหวัดอื่น เนื่องจากการสอบสวนเบื้องต้นพบว่ายังมีการเปิดบัญชีรับโอนเงินจากผู้เสียหายอีก 2 บัญชี คือ บัญชีชื่อ นายขวัญ ทองน้อย สาขาบิ๊กซี ติวานนท์ รับโอนเงินจากผู้เสียหาย 5 ครั้ง รวม 4 แสนบาท และบัญชีชื่อนายธีรภัทร์นนท์ งามวงษ์ ธนาคารกรุงเทพ สาขาเดอะมอลล์งามวงศ์วาน รับโอนเงิน 2 ครั้ง รวม 630,000 บาท ซึ่งขณะนี้อยู่ระหว่างการพิสูจน์ทราบ ว่าบุคคลทั้ง 2 อยู่ในภูมิลำเนาที่ใด และอยู่ในแก๊งคอลเซ็นเตอร์หรือไม่ หากไม่เกี่ยวข้องขอให้แสดงความบริสุทธิ์ใจ โดยการไปพบเจ้าหน้าที่ตำรวจ
“ยืนยันการดำเนินคดีกับ น.ส.ณิชา ทำตามขั้นตอนของกฎหมาย ไม่มีสิ่งใดบกพร่อง เหตุที่ น.ส.ณิชา ถูกออกหมายจับ เนื่องจากพนักงานสอบสวนออกหมายเรียกถึง 2 ครั้ง มีระยะเวลาประมาณ 2 เดือน แต่กลับเงียบหาย พนักงานสอบสวนจึงขออนุมัติศาลจังหวัดตากออกหมายจับในข้อหาฉ้อโกงประชาชน จากนี้จะต้องพิสูจน์ว่า น.ส.ณิชา เป็นเหยื่อในขบวนการคอลเซ็นเตอร์ หรือร่วมขบวนการกระทำความผิด ทั้งนี้ พนักงานสอบสวนได้ประสานขอข้อมูลจากธนาคาร 9 แห่ง ที่มีชื่อ น.ส.ณิชา เปิดบัญชี แต่พบว่าธนาคารบางแห่งไม่ให้ความร่วมมือ โดยอ้างว่าต้องขออนุมัติจากสำนักงานใหญ่ วันนี้จึงจะประสานไปยังสำนักงานใหญ่เพื่อขอข้อมูลด้วยตนเองหลายแห่ง” พล.ต.อ.วิระชัย กล่าว
ด้าน พล.ต.ต.ไมตรี ฉิมเฉิด ผบก.ป.กล่าวว่า ขณะนี้ได้ประสานขอกล้องวงจรปิดกับธนาคารทั้ง 7 แห่งที่พบว่าถูกเปิดบัญชีโดยชื่อของ น.ส.ณิชา มาตรวจสอบว่าเป็นหญิงสาวคนเดียวกับที่ปรากฏในภาพของธนาคารแห่งหนึ่งย่านลาดพร้าวหรือไม่
“อยากฝากเตือนไปยังประชาชนเป็นอุทาหรณ์ว่า หากบัตรประชาชนหรือเอกสารสำคัญหาย ให้รีบไปลงบันทึกประจำวัน ก่อนทำบัตรใหม่เพื่อใช้เป็นหลักฐานปกป้องตนเองหากเกิดกรณีเช่นนี้” ผบก.ป.กล่าว
รายงานข่าวแจ้งว่า จากการสืบสวนของตำรวจคาดว่าผู้หญิงในภาพไม่น่าจะไปเปิดบัญชีเอง 7 ธนาคาร 9 สาขาเพียงคนเดียว จึงต้องขอตรวจสอบกล้องวงจรโดยละเอียดทั้งภายในและภายนอกธนาคาร
ขณะที่ พ.ต.อ.กฤษณะ พัฒนเจริญ รองโฆษก ตร. กล่าวว่า คดีนี้พนักงานสอบสวนได้สอบปากคำผู้เสียหาย ขอเอกสารคำขอเปิดบัญชี รายการเดินบัญชีจากธนาคาร จากนั้นได้ออกหมายเรียกเจ้าของบัญชีธนาคารคือ น.ส.ณิชา เพื่อให้เข้ามาให้การเกี่ยวกับบัญชีธนาคารดังกล่าว แต่ น.ส.ณิชา ไม่ได้เข้ามาพบหรือมาแสดงตัวต่อพนักงานสอบสวน สภ.บ้านตาก พนักงานสอบสวนจึงขออนุมัติหมายจับศาลจังหวัดตากและศาลอนุมัติหมายจับเจ้าของบัญชีคือ น.ส.ณิชา ในข้อหา “ร่วมกันฉ้อโกง” เพื่อติดตามตัวมาดำเนินคดีเข้าสู่กระบวนการพิสูจน์ขอเท็จจริงทางกระบวนการทางกฎหมาย
จนกระทั่ง น.ส.ณิชา ได้เข้ามอบตัวต่อเจ้าหน้าที่ตำรวจกองบังคับการปราบปราม และได้ถูกส่งตัวมาดำเนินคดีที่ สภ.บ้านตาก โดยเป็นสถานที่เกิดเหตุ ซึ่งในทางคดีพนักงานสอบสวน สภ.บ้านตาก ได้ดำเนินการสอบสวน น.ส.ณิชา ตามกระบวนการของกฎหมายทุกประการ ได้บันทึกคำให้การผู้ต้องหาพร้อมทั้งได้รวบรวมพยานหลักฐานที่ น.ส.ณิชา นำมาให้ไว้ทุกอย่างแล้ว แต่เนื่องจาก น.ส.ณิชา เป็นผู้ต้องหาตามหมายจับของศาลจังหวัดตาก พนักงานสอบสวนจึงต้องส่งตัวไปยังศาลจังหวัดตากตามกระบวนการของกฎหมายที่กำหนดไว้ ส่วนศาลจะให้ประกันตัวหรือไม่นั้นอยู่ในดุลพินิจของศาล พนักงานสอบสวนจะก้าวล่วงมิได้ ส่วนการสอบสวนนั้นอยู่ระหว่างประสานขอข้อมูลจากธนาคารและสอบปากคำเจ้าหน้าที่ธนาคารเกี่ยวกับรายละเอียดการเปิดบัญชีรวมทั้งภาพจากกล้องวงจรปิดมายืนยันอีกชั้นหนึ่ง เพื่อนำข้อมูลมาประกอบสำนวนการสอบสวนเพื่อมีความเห็นทางคดีส่งพนักงานอัยการต่อไป
ส่วนกรณีที่คนร้ายที่นำบัตรประชาชนของ น.ส.ณิชา ไปเปิดบัญชีนั้น กองบังคับการปราบปราบได้รับคำร้องทุกข์จาก น.ส.ณิชา ไว้เป็นที่เรียบร้อยแล้ว และได้แยกสำนวนการสอบสวนออกเป็นอีกคดีหนึ่งเพื่อดำเนินคดีกับกลุ่มคนร้ายที่นำบัตรประชาชนของ น.ส.ณิชา ไปเปิดบัญชีกับธนาคารจำนวน 3 ธนาคาร ส่วนที่เหลืออีก 4 ธนาคาร ซึ่ง น.ส.ณิชา เคยไปแจ้งความไว้ที่สถานีตำรวจต่างๆ นั้น อยู่ระหว่างขอโอนคดีจากสถานีตำรวจดังกล่าวมารวบรวมเป็นคดีเดียวกันเพื่อประโยชน์ในการรวบรวมพยานหลักฐานและดำเนินการสืบสวนสอบสวนในการติดตามกลุ่มคนร้ายที่นำบัตรประชาชนของ น.ส.ณิชา ไปเปิดบัญชีมาดำเนินคดีตามกฎหมายโดยเร็วที่สุด
รองโฆษก ตร. กล่าวอีกว่า ในส่วนของคดีของ สภ.บ้านตาก เมื่อ น.ส.ณิชา ตกเป็นผู้ต้องหาและได้แสดงพยานหลักฐานต่อพนักงานสอบสวนแล้ว พนักงานสอบสวนมีหน้าที่พิสูจน์ความผิดและความบริสุทธิ์ตามพยานหลักฐานที่ผู้ต้องหานำมาให้พนักงานสอบสวนอยู่แล้ว ไม่ได้นิ่งนอนใจแต่อย่างใด และขอยืนยันว่าพนักงานสอบสวนได้ดำเนินการตามพยานหลักฐานอยู่แล้ว ด้วยความตรงไปตรงมาเพื่อให้ความเป็นธรรมแก่ทั้งฝ่ายผู้เสียหายที่สูญเสียเงินจากการถูกหลอก และ น.ส.ณิชา ที่ถูกคนร้ายนำบัตรประชาชนไปเปิดบัญชีด้วย ในส่วนของกองบังคับการปราบปรามได้รับคำร้องทุกข์ไว้แล้วและได้ดำเนินการรวบรวมพยานหลักฐานโดยมีการประสานความร่วมมือและขอข้อมูลกับ สภ.บ้านตาก อยู่แล้วเพื่อประโยชน์ในการสืบสวนสอบสวนติดตามตัวกลุ่มคนร้ายมาดำเนินคดีตามกฎหมายต่อไป
รองโฆษก ตร. กล่าวว่า ขอประชาสัมพันธ์ให้พี่น้องประชาชนที่ทำบัตรประชาชนสูญหายให้รีบดำเนินการทำบัตรประชาชนใหม่ทันที ซึ่งเมื่อทำบัตรประชาชนใหม่แล้วบัตรเก่าจะถูกระงับการใช้งาน หากท่านมีการทำธุรกรรมทางการเงินให้รีบไปแจ้งความลงบันทึกประจำวันบัตรหายที่สถานีตำรวจใกล้บ้าน และให้นำบันทึกประจำวันดังกล่าวไปแจ้งกับธนาคารเพื่อเป็นการป้องกันการถูกแอบอ้าง หรือสวมสิทธิ์บัตรประชาชนของท่านอีกทางหนึ่ง หากท่านไม่มั่นใจว่าบัตรประชาชนของท่านจะถูกกลุ่มมิจฉาชีพไปเปิดบัญชีนำไปหลอกลวงบุคคลอื่นหรือไม่นั้น สามารถติดต่อขอตรวจสอบข้อมูลได้ที่ศูนย์ป้องกันและปราบปรามการฉ้อโกงประชาชนผ่านระบบโทรศัพท์และสื่ออิเล็กทรอนิกส์ สำนักงานตำรวจแห่งชาติ สายด่วน 1155 หมายเลขโทรศัพท์ 0-2251-9793 ซึ่งได้บูรณาการความร่วมมือกับศูนย์ปฏิบัติการสำนักงานป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน สายด่วน 1710
วันเดียวกัน พล.ต.ท.ทวิชชาติ พละศักดิ์ ผู้บัญชาการตำรวจภูธรภาค 6 (ผบช.ภ.6) กล่าวว่า น.ส.ณิชา ผู้ถูกกล่าวหานั้นได้เป็นเหยื่อของแก๊งคอลเซ็นเตอร์ โดยมีผู้เสียหายถูกหลอกให้โอนเงิน 300,000 บาท ให้เข้าบัญชี น.ส.ณิชา ซึ่งมารู้ทีหลังว่ากระเป๋าเงินและบัตรประชาชนชนหาย ซึ่งเบื้องต้นเจ้าหน้าทีตำรวจ สภ.บ้านตาก จ.ตาก ได้ออกหมายเรียก น.ส.ณิชา ไปแล้ว 2 ครั้ง แต่ก็ไม่ได้รับการติดต่อแต่อย่างใด จึงได้ออกหมายจับ และ น.ส.ณิชา ก็ได้มาแสดงตนที่กองปราบฯ เจ้าหน้าที่ตำรวจก็นำรถไปรับตัวมาทันที เนื่องจากเกรงว่าผู้เสียหายที่ถูกหลอกโอนเงินจะร้องในการทำคดีไม่เป็นธรรม
จากนั้นเมื่อมาถึง สภ.บ้านตาก เวลา 23.00 น. จึงไม่สามารถประกันตัวได้ จึงส่งตัวให้ศาลฝากขังในวันรุ่งขึ้น แต่เนื่องจากผู้ต้องหาไม่มีเงินประกันตัวจำนวน 80,000 บาท จึงได้ฝากขังไว้ จนวันที่ 8 มกราคม ผู้ต้องหามีเงินประกันตัวออกไปได้ ซึ่งเกิดกระแสสังคมว่าเจ้าหน้าที่ตำรวจทำงานรวดเร็วเกินไปหรือไม่ และมีการสอบสวนก่อนหรือไม่ อย่างไร
“ขอชี้แจงว่าพนักงานสอบสวน สภ.บ้านตาก ได้ทำตามขั้นตอนระเบียบทุกขั้นตอน ตามกฎหมายที่เกี่ยวข้องสมบูรณ์และให้เป็นธรรมทุกฝ่าย ผมได้เน้นย้ำให้พนักงานสอบสวนทำตามทุกขั้นตอนอย่างอย่างเป็นธรรม ทั้งผู้เสียหายและผู้ต้องหาคือ น.ส.ณิชา พร้อมทั้งตั้งคณะกรรมการสอบสวนชุดใหญ่ โดยมีรองผู้บังคับการตำรวจภูธรจังหวัดตากเป็นประธานคณะกรรมการในการสอบสวน หากตรวจสอบแล้ว น.ส.ณิชา ไม่กระทำผิดจริงเจ้าหน้าที่ตำรวจก็ถอนคดีนี้ได้” ผบช.ภ.6 กล่าว
พล.ต.ท.ทวิชชาติ กล่าวว่า สำหรับแนวทางการสอบสวนขณะนี้ได้เรียกสอบพยานและหลักฐานให้มากที่สุด โดยจะต้องสืบสวนไปอีกว่า หากมีการฝากเงินเข้าบัญชีที่เปิดจริง ก็ต้องตามหาขบวนการว่าใครเป็นคนเบิกเงินไป และสามารถติดตามเส้นทางการเงินได้ คาดว่าคดีนี้จะกระจ่างโดยเร็วอย่างแน่นอน
“อยากจะฝากเตือนประชาชนหากได้รับหมายเรียกจากพนักงานสอบสวนก็ขอให้ไปแสดงตนก่อน ไม่ควรให้รอจนถึงมีหมายจับ เพราะหากรอถึงขั้นนั้นก็จะต้องเข้าสู่กระบานการของการดำเนินคดีดังกล่าว” พล.ต.ท.ทวิชชาติ กล่าว
จากกรณีดังกล่าวทำให้ธนาคารพาณิชย์เตรียมนำระบบพิสูจน์ยืนยันตัวตนทางดิจิทัลและเชื่อมข้อมูลกับกระทรวงมหาดไทยมาใช้ ป้องกันมิจฉาชีพสวมรอยนำบัตรประชาชนเปิดบัญชีใหม่
นายปรีดี ดาวฉาย ประธานสมาคมธนาคารไทย กล่าวว่า สมาคมธนาคารไทยจะนำระบบการพัฒนาระบบการพิสูจน์และยืนยันตัวตนทางดิจิทัลมาใช้ตรวจสอบบุคคล หรือ National Digital Identity เข้ามาใช้ในสาขาของธนาคารพาณิชย์ทั่วประเทศ ซึ่งจะมีการเชื่อมโยงข้อมูลกับกระทรวงมหาดไทย โดยสามารถตรวจสอบข้อมูลได้แบบเรียลไทม์ เพิ่มความปลอดภัยและมั่นใจมากขึ้น โดยขณะนี้หน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เช่น กระทรวงการคลัง มหาดไทย สถาบันการเงิน ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) กำลังหารือกันอยู่ สำหรับงบลงทุนมาจากทุกภาคส่วน คาดว่าจะนำระบบดังกล่าวมาใช้ในช่วงครึ่งปีหลังปีของปีนี้ และป้องกันการทุจริตได้อย่างรัดกุม
นอกจากนี้สมาคมได้กำชับให้ธนาคารพาณิชย์ทุกแห่งเข้มงวดในเรื่องตรวจสอบตัวแทนบุคคลที่มาเปิดบัญชีใหม่มากขึ้น ซึ่งอาจทำให้การบริการช้าบ้าง อยากให้ลูกค้าเข้าใจถึงการทำงานของธนาคาร ซึ่งจะต้องใช้เวลาในการพิสูจน์อัตลักษณ์บุคคลเพิ่ม หลังจากที่มีกระแสข่าวดังกล่าวเกิดขึ้น และการติดต่อกับธนาคารประชาชนต้องเตรียมเอกสารให้พร้อมก่อนใช้บริการ
“คนร้ายหาวิธิฉ้อโกงจากบุคคลทั่วไป โดยมีวิธีต่างๆ หลายรูปแบบ ซึ่งธนาคารเรียนรู้และป้องกันการปลอมแปลงการเปิดบัญชี ซึ่งธนาคารเข้มงวดมากกว่าที่ผ่านมาและทำตามเกณฑ์ของธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) และสำนักงานป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ปปง.) ครบถ้วน โดยการเปิดบัญชีใหม่แต่ละครั้งพนักงานจะตรวจสอบขอดูบัตรประชาชนและนำบัตรเข้าเครื่องอ่านข้อมูล และเปรียบเทียบข้อมูลก่อนที่จะเปิดบัญชีให้ลูกค้า” ประธานสมาคมธนาคารไทย กล่าว
นายปรีดี กล่าวด้วยว่า ส่วนกรณีที่ผู้เสียหายต้องการให้ธนาคารรับผิดชอบนั้น ธนาคารต้องพิจารณาตามกระบวนการ แต่กรณีนี้บุคคลที่เป็นผู้เสียหายไม่ได้รับความเสียหายทางการเงิน
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า สมาคมธนาคารไทยได้ชี้แจงปัญหาการลักลอบนำบัตรประชาชนไปเปิดบัญชีเงินฝากกับธนาคารตามที่ได้ปรากฏเป็นข่าวกรณีผู้เสียหายถูกขโมยกระเป๋าเงินที่มีบัตรประจำตัวประชาชน และถูกบุคคลอื่นลักลอบนำบัตรประชาชนไปเปิดบัญชีกับธนาคาร 7 ธนาคาร จำนวน 9 บัญชี ซึ่งผู้เสียหายได้ร้องเรียนผ่านสื่อโทรทัศน์ นั้น สมาคมธนาคารไทยขอเรียนชี้แจงข้อมูล ดังนี้ ธนาคารสมาชิกของสมาคมทุกธนาคารมีการออกระเบียบในการเปิดบัญชีเงินฝากและใน การยืนยันตัวตนของผู้มาเปิดบัญชี ซึ่งระเบียบและกฎเกณฑ์ดังกล่าวเป็นไปตามมาตรฐานและกฎเกณฑ์ของทางราชการ นอกจากนี้ในทุกสาขาของธนาคารได้มีป้ายเตือนการรับเปิดบัญชีแทนถือเป็นความผิดทางกฎหมาย
สำหรับการเปิดบัญชีเงินฝาก ธนาคารมีขั้นตอนการดำเนินการดังนี้ 1. จัดให้ลูกค้าแสดงตน โดยให้แสดงข้อมูลและหลักฐานได้แก่ บัตรประจำตัวประชาชน ซึ่งเป็นไปตามประกาศสำนักนายกรัฐมนตรี เรื่อง วิธีการแสดงตนของลูกค้าสถาบันการเงินและผู้ประกอบอาชีพ ตามประกาศของทางการ 2. ตรวจสอบความถูกต้องของหลักฐานการแสดงตน โดยตรวจสอบบัตรผ่านเครื่องอ่านบัตร (สมาร์ทการ์ดรีดเดอร์) ซึ่งข้อมูลที่ได้จากการอ่านบัตรประชาชนปรากฏตรงกับข้อมูลบนหน้าบัตรประชาชน 3. ตรวจสอบตัวตนของลูกค้ากับบัตรประชาชนที่นำมาเปิดบัญชีว่าเป็นบุคคลเดียวกัน 4. ตรวจสอบข้อมูลการแสดงตนของลูกค้าบนใบคำขอเปิดบัญชีว่าตรงกับข้อมูลบนหน้าบัตรประชาชน เมื่อธนาคารได้ดำเนินการตามขั้นตอนดังกล่าวข้างต้นแล้ว จึงจะดำเนินการเปิดบัญชีให้แก่ลูกค้า
มีรายงานแจ้งว่า ปัญหาดังกล่าวที่เกิดขึ้นนั้น ธนาคารที่เกี่ยวข้องได้ดำเนินการตรวจสอบเพื่อทราบข้อเท็จจริงตามกฎระเบียบและวิธีปฏิบัติของธนาคาร รวมถึงให้ความร่วมมือกับทางราชการในการดำเนินการสอบสวนหาผู้กระทำผิด และจะมีการดำเนินการเพื่อดูแลและหาข้อสรุปที่เหมาะสมและเป็นธรรมต่อทุกฝ่ายต่อไป
จากเหตุการณ์ดังกล่าวธนาคารสมาชิกมีการสื่อความเน้นย้ำและกำชับการปฏิบัติงานของพนักงานให้ปฏิบัติตามระเบียบกฎเกณฑ์อย่างเคร่งครัด และให้มีความรอบคอบและความระมัดระวังเพิ่มมากขึ้น รวมถึงมีมาตรการการสื่อสารชี้แจงและขอความร่วมมือลูกค้าถึงความจำเป็นในการเข้มงวดเรื่องการตรวจสอบตัวตน เมื่อเข้ามาเปิดบัญชีและใช้บริการภายในธนาคาร นอกจากนี้สมาคมมีชมรมตรวจสอบและป้องกันทุจริต ซึ่งเป็นศูนย์รวมในการแลกเปลี่ยนข้อมูลและทำงานร่วมกันในการที่ป้องกัน ลด และยับยั้งโอกาสการกระทำทุจริตทางการเงินต่างๆ ที่อาจเกิดขึ้น
ทั้งนี้ สมาคมและธนาคารสมาชิกทุกธนาคารได้ตระหนักและให้ความสำคัญอย่างมากต่อการบริการและความปลอดภัยที่มีต่อลูกค้าของธนาคาร พร้อมทั้งได้มีการดำเนินการต่างๆ เพื่อเสริมสร้างความปลอดภัยในการให้บริการอย่างต่อเนื่อง โดยมีข้อแนะนำเพื่อความปลอดภัย 1. จัดเก็บรักษาบัตรประชาชนและข้อมูลส่วนตัวให้ปลอดภัย 2. พกบัตรประจำตัวประชาชนในการเป๋าสตางค์ที่ใช้บ่อยๆ และสามารถเก็บได้ง่าย 3. หมั่นสำรวจดูเสมอๆ ว่าบัตรประจำตัวประชาชนนั้นยังถูกเก็บอย่างปลอดภัย 4. หากบัตรประจำตัวประชาชนหายควรรีบไปขอทำบัตรทดแทนโดยเร็ว 5. ไม่ควรมอบบัตรประชาชนไปให้บุคคลอื่นไปทำธุรกรรมแทน 6. การให้สำเนาบัตรประชาชนเพื่อการทำธุรกรรมควรขีดคร่อมและเขียนวัตถุประสงค์ให้ชัดเจน และ 7. การยินยอมรับเปิดบัญชีเพื่อให้บุคคลอื่นใช้แทนเป็นเรื่องผิดกฎหมาย
ทั้งนี้ แหล่งข่าวจากกระทรวงยุติธรรมเปิดเผยว่า ในส่วนของกระทรวงยุติธรรมไม่สามารถเข้าไปดำเนินการช่วยเหลือได้ เพราะผู้เสียหายไม่ได้เข้าร้องขอความเป็นธรรมเพื่อรับความช่วยเหลือทางกฎหมายจากกระทรวงยุติธรรม เบื้องต้นสำนักงานป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน (ปปง.) ต้องเข้าไปตรวจสอบสถาบันการเงินทั้ง 7 แห่งที่อนุญาตให้นำบัตรประชาชนของผู้อื่นไปเปิดบัญชีถึง 9 บัญชี เพราะเป็นหน้าที่ในการกำกับดูแลโดยตรงของ ปปง. ซึ่งเป็นไปตามกฎหมายฟอกเงิน ที่สถาบันการเงินต้องตรวจสอบลูกค้าก่อนอนุญาตให้เปิดบัญชี โดยกำหนดวิธีการแสดงตนของลูกค้าไว้อย่างละเอียดเพื่อป้องกันการนำบัตรประชาชนของบุคคลอื่นใช้เปิดบัญชี เช่น ลูกค้าที่เปิดบัญชีต้องให้ชื่อนามสกุลจริง วันเดือนปีเกิด เลขประจำตัวบัตรประชาชน ที่อยู่ตามทะเบียนบ้าน อาชีพ สถานที่ทำงาน หมายเลขโทรศัพท์ที่สามารถติดต่อได้ และอีเมล
แหล่งข่าวจากกระทรวงยุติธรรมเปิดเผยด้วยว่า สำหรับบทกำหนดโทษจากการไม่ตรวจสอบเพื่อหาข้อเท็จจริงเกี่ยวกับลูกค้า มีโทษปรับบัญชีละ 1 ล้านบาท และปรับอีกไม่เกินวันละ 10,000 บาท จนกว่าจะแก้ไขให้แล้วเสร็จ
วันเดียวกันผู้สื่อข่าวรายงานว่า พล.ต.ต.สุรเชษฐ์ หักพาล รองผู้บัญชาการตำรวจท่องเที่ยว (รอง ผบช.ทท.) พ.ต.อ.พนัญชัย ชื่นใจธรรม พ.ต.อ.อาชยน ไกรทอง รอง ผบก.ทท. และพ.ต.อ.นิธิธร จินตกานนท์ รอง ผบก.สปพ.191 นายพีระพัฒน์ อิงพงษ์พันธ์ ผอ.กองคดี 1 สนง.ปปง. ประชุมร่วมกับ นายก่อกิจ ด่านชัยวิจิตร รองเลขาธิการ กสทช. และตัวแทนจากค่ายบริษัทมือถือ ทรูมูฟเอส เอไอเอส ดีแทค แคทเทเลคอม และทีโอที เรื่องการฉ้อโกงทรัพย์ประชาชนโดยแสดงตนเป็นบุคคลอื่น ผ่านระบบโทรศัพท์และสื่ออิเล็กทรอนิกส์ หรือแก๊งคอลเซ็นเตอร์ข้ามชาติ ที่สำนักงานคณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (กสทช.)
พล.ต.ต.สุรเชษฐ์ กล่าวภายหลังการประชุมว่า หลังเรียกผู้บริหารบริษัทที่ให้บริการกิจการโทรคมนาคมเข้าร่วมประชุม ทุกบริษัทได้เตรียมออกมาตรการป้องกันการหลอกให้โอนเงินโดยใช้วิธีสวมรอยเป็นคอลเซ็นเตอร์ของธนาคาร ทั้งนี้ยืนยันว่าธนาคารไม่มีนโยบายโทรศัพท์ให้ลูกค้าทำธุรกรรม หรือสอบถามข้อมูลลูกค้า



