
รายงาน-บทเรียนนักการเมือง
เชื่อได้เลยว่า..."นักการเมือง" และ "เจ้าหน้าที่รัฐ" อย่างกองสลาก ที่ตกเป็นจำเลยในคดีสลากเลขท้าย 2-3 ตัวหรือคดีหวยบนดิน คงพากัน "เหงื่อตก" และ "ขาสั่น" ไปตามๆ กัน
เมื่อได้ยินเสียงการอ่านคำพิพากษาของศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองขององค์คณะผู้พิพากษาในคดีนี้ ที่ยาวนานกว่า 3 ชั่วโมง
โดยไล่เรียงทีละประเด็นว่า มีการทำผิดกฎหมายและฝ่าฝืนกฎหมายหลายฉบับ ทั้งประมวลกฎหมายอาญามาตรา 157 และ พ.ร.บ.ว่าด้วยความผิดพนักงานองค์กรรัฐ พ.ศ.2502
และสุดท้าย ศาลก็มีคำพิพากษาว่าให้จำเลยสามคนมีความผิด คือ "วราเทพ รัตนากร" อดีต รมช.คลัง "สมใจนึก เองตระกูล" อดีตปลัดกระทรวงการคลังและประธานกรรมการกองสลาก และ "ชัยวัฒน์ พสกภักดี" อดีต ผอ.กองสลาก ให้จำคุกคนละ 2 ปี แต่ให้รอลงอาญา เนื่องจากไม่เคยทำผิดมาก่อน
คดีนี้อาจถือได้ว่าเป็นอีกคดีหนึ่งของ "คณะกรรมการตรวจสอบการกระทำที่ก่อให้เกิดความเสียหายแก่รัฐ" หรือ "คตส." ที่ภารกิจได้ลุล่วงไปในระดับหนึ่ง แม้จะไม่สามารถเอาผิดกับจำเลยทุกคนได้ตามที่ คตส.ยื่นฟ้องก็ตาม
แต่ก็ยังดีกว่าที่ต้อง "วืด" อย่างในคดีจัดซื้อต้นกล้ายางพารา 90 ล้านต้น ที่ศาลยกฟ้องจำเลยทุกคน
นั่นอาจเป็นเพราะว่า มี "มือดี" อย่าง "อุดม เฟื่องฟุ้ง" ผู้พิพากษาเก่า เป็นประธานอนุกรรมการไต่สวนและเป็นเจ้าของสำนวนใน "คดีหวยบนดิน" ก็ได้
และที่น่าสังเกตอย่างหนึ่ง ก็คือว่า แม้ว่าเมื่อวันที่ 30 กันยายน ที่ผ่านมา จะเป็นการนัดฟังคำพิพากษาครั้งแรกและจำเลยมาศาลไม่ครบทุกคน ศาลก็อ่านคำพิพากษาทันที โดยไม่มีการเลื่อนอ่านคำพิพากษาออกไปอย่างที่เคยมีมา แต่ก็ถือว่าเป็น "ดุลพินิจ" ของศาลที่สามารถทำได้
สำหรับคดีของ คตส.ที่ขึ้นสู่ศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง มีทั้งสิ้น 6 คดี โดยในจำนวนนี้ศาลตัดสินไปแล้ว 3 คดี
คดีแรก คือ คดีทุจริตจัดซื้อที่ดินรัชดาภิเษก ที่จำเลยในคดีนี้มี 2 คน คือ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี และคุณหญิงพจมาน อดีตภริยา และศาลได้พิพากษาให้จำคุก พ.ต.ท.ทักษิณ เป็นเวลา 2 ปี ฐานกระทำผิด พ.ร.บ.ป.ป.ช. มาตรา 100 แต่ให้ยกฟ้องคุณหญิงพจมาน
ส่วนคดีที่สอง คือ คดีจัดซื้อต้นกล้ายางพารา 90 ล้านต้น ที่ศาลยกฟ้องจำเลยทุกคน ซึ่งหนึ่งในนั้นมี "เนวิน ชิดชอบ" รวมอยู่ด้วย
และคดีที่สาม คือ คดีหวยบนดิน ที่ศาลเพิ่งตัดสิน
ส่วนอีก 3 คดีที่เหลือ คือ 1.คดีร่ำรวยผิดปกติ ที่อัยการสูงสุดยื่นคำร้องขอให้ศาลพิพากษา ยึดทรัพย์สินจำนวน 7 หมื่นกว่าล้านบาท ของ พ.ต.ท.ทักษิณ ให้ตกเป็นของแผ่นดิน โดยคดีนี้อยู่ระหว่างการไต่สวนพยานฝ่าย พ.ต.ท.ทักษิณ ที่ร้องคัดค้านการยึดทรัพย์ หากคดีนี้ พ.ต.ท.ทักษิณ เกิดถูกยึดทรัพย์ ก็จะทำให้ "กำลัง" ถูกตัดลงมากเลยทีเดียว
ส่วนอีกสองคดีที่เหลือ คือ คดีทุจริตออกพระราชกำหนดแปลงค่าภาษีสัมปทานกิจการโทรคมนาคมเป็นภาษีสรรพสามิต เพื่อเอื้อประโยชน์ธุรกิจของชินคอร์ป ที่อัยการสูงสุดยื่นฟ้อง พ.ต.ท.ทักษิณ เป็นจำเลย แต่เนื่องจาก พ.ต.ท.ทักษิณ หลบหนีคดี ศาลจึงพักคดีไว้ชั่วคราวจนกว่าจะติดตามตัว พ.ต.ท.ทักษิณ กลับมาดำเนินคดีได้
เช่นเดียวกับคดีทุจริตปล่อยเงินกู้ดอกเบี้ยต่ำของ "เอ็กซิมแบงก์" ให้แก่รัฐบาลพม่าจำนวน 4,000 ล้านบาท ซึ่งคดีนี้อัยการสูงสุดได้ยื่นฟ้อง พ.ต.ท.ทักษิณ เป็นจำเลย แต่เนื่องจาก พ.ต.ท.ทักษิณ หลบหนีคดี ศาลจึงสั่งพักคดีไว้ชั่วคราวจนกว่าจะติดตาม พ.ต.ท.ทักษิณ กลับมาดำเนินคดีได้
นอกจากนี้ยังมีอีก 5 คดี ที่อยู่ระหว่างการตั้งคณะทำงานร่วมระหว่าง ป.ป.ช.กับอัยการ เพื่อรวบรวมหลักฐาน คือ คดีทุจริตโครงการบ้านเอื้ออาทร คดีทุจริตจัดซื้อรถ-เรือดับเพลิงของ กทม. คดีจัดซื้อเครื่องซีทีเอ็กซ์ 9000 คดีทุจริตท่อร้อยสายไฟฟ้าสนามบินสุวรรณภูมิ และคดีทุจริตธนาคารกรุงไทยปล่อยกู้บริษัทกฤษดานคร
และสำหรับ "คดีหวยบนดิน" ที่ศาลมีคำพิพากษาเมื่อวันที่ 30 กันยายน ที่ผ่านมา เป็น "บทพิสูจน์" ให้เห็น "มาตรฐาน" ของศาลสถิตยุติธรรมด้วยว่า ไม่เคยแปรเปลี่ยน เป็นที่พึ่งสุดท้ายของประชาชนได้เสมอ
เพราะหากทำผิด ก็ไม่มีทางดิ้นหลุด เพียงแต่ว่าศาลจะให้รอลงอาญาหรือไม่เท่านั้นเอง
และยังเป็น "บทพิสูจน์" ไปถึงคดีกล้ายางด้วยว่า ที่ศาลยกฟ้อง ก็เพราะ "พยานหลักฐานอ่อน" นั่นเอง
นอกจากนี้ คำพิพากษาในคดีหวยบนดินยังเป็น "บทเรียน" สำหรับบรรดา "นักการเมือง" ทั้งหลายที่มีโอกาสเข้ามาบริหารประเทศด้วยว่า อย่า "เหลิงอำนาจ" ทำอะไรตามอำเภอใจเป็นอันขาด
"เพราะหากสิ่งที่ทำไปนั้นผิดกฎหมาย ก็มีสิทธิ์ "ติดคุก" ได้เหมือนกัน"
** โต๊ะข่าวการเมือง**



