ข่าว

สงครามเส็งเคร็ง

สงครามเส็งเคร็ง

02 ต.ค. 2552

ปมพิพาทพรมแดนไทย-กัมพูชา บริเวณปราสาทพระวิหาร ได้จุดกระแสรักชาติขึ้นมาอีกครั้ง พร้อมกับเสียงเรียกร้องให้กำลังทหารเข้าจัดการกดดัน "กองกำลังต่างชาติ" ที่ยึดครองแผ่นดินไทยอยู่

 ผมเฝ้าติดตามข่าวนี้มาด้วยความเป็นห่วง เพราะตลอดระยะเวลากว่า 40 ปีที่ผ่านมา พื้นที่ป่าเขาตามแนวชายแดนด้านนี้ มีการสู้รบนับครั้งไม่ถ้วน

 เมื่อ 20 ปีที่แล้ว ผมได้สัมผัสสถานการณ์สงครามชายแดนไทย-กัมพูชาโดยบังเอิญ

 ก่อนเข้าไปในพื้นที่ อ.น้ำยืน และ อ.นาจะหลวย จ.อุบลราชธานี ใน พ.ศ.โน้น ภาพที่มองจากภายนอกคือ มีสงครามภายในกัมพูชา ระหว่างกลุ่มเขมรเฮงสัมริน โดยการสนับสนุนของเวียดนาม กับกลุ่มเขมร 3 ฝ่าย ประกอบด้วยเขมรแดง เขมรเสรี และเขมรสีหนุ

 กลุ่มเขมร 3 ฝ่ายได้ใช้พื้นที่ตะเข็บชายแดนไทย-กัมพูชา เป็นที่มั่นในการทำสงครามจรยุทธ์ต่อต้านการรุกรานของเวียดนาม

 ผมเชื่อว่าคนไทยจำนวนมากไม่ทราบหรอกว่า ที่มั่นของกลุ่มเขมรฝ่ายต่อต้านนั้นอยู่ในแผ่นดินไทย จนกระทั่งผมเดินทางไปอาศัยอยู่แถวน้ำยืน-นาจะหลวย ในช่วงเวลาหนึ่ง

 ทหารเขมรแดงกับชาวบ้านแถวนั้นแลกเปลี่ยนหรือซื้อขายสิ่งของกันจนเป็นเรื่องปกติ และบ่อยครั้งที่เขมรแดงจะนำเอาข้าวสารที่ได้รับการช่วยเหลือจากจีน มาแลกยาสูบยาเส้นจากคนไทย

 การเดินทางบนถนนสายความมั่นคงยามค่ำคืน จะพบเห็นขบวนรถบรรทุกทหารเมดอินไชน่า วิ่งสวนไปมาดูขวักไขว่ ทั้งลำเลียงกำลังพลและขนยุทธปัจจัยให้เขมรแดง

 มันเป็นภาพที่คุ้นตาและชินชาสำหรับคนชายแดน ซึ่งผมเองที่ได้ประสบพบเห็น ก็รู้สึกได้ถึง "สงครามลับ" ของรัฐบาลสมัยนั้น

 นายกรัฐมนตรี และคณะรัฐมนตรี พ.ศ.นั้น ยินยอมให้ "ต่างชาติ" ใช้แผ่นดินไทยทำสงครามลับ โดยมีเงื่อนไขให้จีนยุติความช่วยเหลือพรรคคอมมิวนิสต์แห่งประเทศไทย และเพื่อต่อต้านการรุกรานจากกองทัพเวียดนาม

 มีอยู่วันหนึ่ง ผมและพรรคพวกได้เข้าไปในฐานของหน่วยเฉพาะกิจของ "หน่วยรบพิเศษ" ซึ่งมีหน้าที่ประสานงานกับกองกำลังเขมรแดง จึงทราบว่า หน่วยเฉพาะกิจที่ว่านี้ต้องรายงานสถานการณ์ตรงถึงกองบัญชาการที่ "ปักกิ่ง"

 อีกวันถัดมา พวกเราตื่นเต้นกันใหญ่ เมื่อคนงานในแคมป์ขับรถพาชายคนหนึ่งที่ได้รับบาดเจ็บลงมาจากภูเขา และในเวลาต่อมา เราจึงทราบว่าเขาเป็นทหารในสังกัด "ขบวนการลาวเสรี" (ลาวฝ่ายขวา) ที่มีฐานที่มั่นอยู่ในบริเวณรอยต่อสามประเทศ (ไทย ลาว และกัมพูชา)

 ทหารลาวเสรีบอกว่า พวกเขาปะทะกับทหารเวียดนาม และตัวเขาเองได้รับบาดเจ็บ พรรคพวกจึงฝากคนงานไทยให้พาไปรักษาบาดแผลที่โรงพยาบาลนาจะหลวย

 จากเหตุการณ์ในวันนั้น ทำให้เราทราบข้อมูลอีกอย่างว่า ทหารเวียดนามได้เข้ามาเคลื่อนไหวในเขตป่าเขาบริเวณรอยต่อสามประเทศ

 หลังจากนั้นไม่นาน กองกำลังสุรนารี ได้เปิดยุทธการขับไล่ "กองกำลังต่างชาติ" ที่เข้ามาตั้งค่ายอยู่ในป่าเขารอยต่อสามประเทศ ซึ่งเป็นการทำสงครามที่ใช้เวลานานกว่า 1 ปี (มกราคม 2529 - ธันวาคม 2530)

 เชื่อว่าตอนนั้นคนไทยยังคงจำข่าว "ยุทธการช่องบก" ได้เป็นอย่างดี มันเป็นสงครามพิทักษ์แผ่นดินไทย ที่ต้องสังเวยชีวิตนักรบไทยไปกว่าร้อยศพ! บาดเจ็บอีกนับพัน!

 อีกสามปีต่อมา นายกรัฐมนตรีคนใหม่ได้ประกาศนโยบาย "แปรสนามรบเป็นสนามการค้า" และเปิดสัมพันธ์ทางการทูตกับรัฐบาลพนมเปญที่เวียดนามให้การหนุนหลัง

 สมรภูมิเลือดช่องบก ถูกแปรเปลี่ยนเป็นแหล่งท่องเที่ยวชื่อ "สามเหลี่ยมมรกต" และมีโครงการจะสร้างสนามกอล์ฟบนแผ่นดินของสามประเทศ!

 ช่างเป็นความคิดฝันอันบรรเจิดเหลือเกิน...นักค้าสงคราม!

แคน สาริกา