
กลับมาเถิดวันวาน
มีผู้ตั้งคำถามเล่นๆ ว่า ตอนนี้เรากำลังโหยหาอดีตกันอยู่หรือไม่ ? โดยยกเอาเรื่องที่ คุณเพชรา เชาวราษฎร์
อดีตนางเอกขวัญใจคอหนังไทย ที่ห่างหายไปจากจอภาพยนตร์และวงการบันเทิงเป็นระยะเวลากว่า 3 ทศวรรษ ยินยอมปรากฏตัวเป็นพรีเซนเตอร์ให้แก่เครื่องสำอางยี่ห้อหนึ่งเป็นครั้งแรก และคอนเสิร์ตย้อนยุคของศิลปินนักร้องยอดนิยมสมัยเมื่อ 20 กว่าปีก่อนอย่าง "สุชาติ ชวางกูร" หรือ "ดิ อินโนเซ้นต์" มาเป็นตัวอย่าง
ถ้าจะตอบให้ "โดน" (คืออย่างไรก็ไม่มีผิด) ก็คือ คนเรามีชีวิตอยู่กับเวลา ซึ่งแบ่งออกเป็น 3 ช่วง คืออดีต ปัจจุบัน และอนาคต - อดีตคือเรื่องราวที่ผ่านมาแล้ว ปัจจุบันคือเวลาที่เรายังอยู่กับมัน และอนาคตเป็นสิ่งที่ยังมาไม่ถึง แม้ว่าเราทุกคนจะมีเวลาวันละ 24 ชั่วโมงเท่ากัน ไม่มีใครขาดหรือเกิน แต่เวลาที่เหลืออยู่ในชีวิตของแต่ละคนย่อมจะไม่เท่ากัน แน่นอนว่ายิ่งชีวิตเราอยู่ในโลกนานเท่าไหร่ เราก็จะมีอดีตเพิ่มขึ้น และปัจจุบันกับอนาคตลดน้อยลงไปเรื่อยๆ เด็กๆ ย่อมมีเวลาในอดีตน้อย
แต่เวลาในอนาคตยาวนาน กลับกันกับผู้ใหญ่ที่มีเวลาในอดีตมากมาย แต่เวลาในอนาคตเหลือเพียงน้อยนิด ลองสังเกตดูก็ได้ว่า เด็กๆ โดยเฉพาะวัยรุ่นมักจะชอบวิ่งหรือทำอะไรรวดเร็วโดยไม่ค่อยยั้งคิด แต่คนแก่จะค่อยๆ เดิน และทำอะไรที่เชื่องช้า สาเหตุสำคัญนอกจากเรื่องของสังขารแล้ว ก็คือเด็กจะรู้สึกว่าตนเองมีเวลาอย่างเหลือเฟือจะใช้สุรุ่ยสุร่ายอย่างไรก็ไม่มีวันหมดได้ง่ายๆ ขณะที่คนแก่เริ่มรู้สึกว่าตัวเองมีเวลาอย่างจำกัดจำเขี่ยจนต้องค่อยๆ ใช้อย่างกระเหม็ดกระแหม่
เมื่อกลับมาดูผู้ที่ตั้งคำถามก็ดี หรือเพื่อนพ้องของเจ้าของคำถามก็ดี ล้วนแต่เป็นคนที่อยู่ในวัย 40 ขึ้นไป เป็นวัยที่ฝรั่งสมัยก่อนถือว่าเป็นช่วงเวลาที่ชีวิตเพิ่งจะเริ่มต้น คือเสร็จสิ้นเรื่องการเรียนการศึกษา มีงานมีการที่มั่นคง มีกำลังซื้อ มีครอบครัวเป็นหลักเป็นฐาน กล่าวโดยรวมก็คือมีชีวิตที่ค่อนข้างจะสมบูรณ์และลงตัว ผ่านโลกและโชคชะตามาในระดับหนึ่ง เป็นผลผลิตของอดีตที่รอเวลางอกงามในอนาคต - คนรุ่นนี้แหละครับ ที่เป็นตัวตั้งตัวตีในการโหยหาความหลัง ณ กาลครั้งหนึ่ง เป็นคนที่หวนกลับมาร้องเพลง "กลับมาเถิดวันวาน-น- น" และก็ชอบพูดถึงหนังโบร่ำโบราณอย่าง "แฟลชดานซ์" หรือ "แซตเทอร์เดย์ ไนท์ ฟีเวอร์"
ผมปลอบผู้ตั้งคำถามให้คลายวิตกจริตว่า สิ่งที่เกิดขึ้นกับเขาหรือคนอื่นๆ ในตอนนี้มันเป็นเรื่องของการหมุนเวียนตามวัฏจักร เมื่อวานเราอาจจะลุ่มหลงกับมือถือรุ่นใหม่ วิวัฒนาการทางเทคโนโลยี หรือแฟชั่นเทรนด์ล่าสุด แต่วันนี้เราอาจจะไปเที่ยวหาซื้อโทรศัพท์รุ่นโบราณจากร้านขายของเก่า พลิกหนังสือเล่มที่เคยโปรดมาก่อนแทนการดูข่าวจากอินเทอร์เน็ต หรือรื้อตู้เสื้อผ้าหาชุดที่เรารู้สึกว่าแสนจะเชยมาใส่
ผมเชื่อว่าคนไทยก็มีอาการเช่นที่ว่านี้มานานแล้ว แต่อาจจะไม่รู้ว่าตัวเองเป็นอะไรหรือเรียกอาการแบบนี้ว่าอย่างไร แต่ฝรั่งมีคำเรียกว่า ‘Good Old Days’ ซึ่งแปลเป็นไทยได้ว่า "วันดีงามแต่ยามก่อน" -ผมบอกกับเจ้าของคำถามว่า ไม่ต้องเป็นกังวลหรอกครับ เพราะสิ่งที่เกิดกับพวกเราในตอนนี้ ก็จะต้องเกิดกับเด็กๆ ของวันนี้ ในอีก 20-30 ปี ข้างหน้าเหมือนกัน
ผู้ตั้งคำถามย้อนถามผมด้วยน้ำเสียงที่กังวลยิ่งกว่าเดิมว่า แล้วอีก 20-30 ปี ข้างหน้า เด็กไทยในตอนนี้ ซึ่งจะเติบโตเป็นผู้ใหญ่ในตอนนั้นจะมีอะไรให้นึกถึง? ศิลปะ สังคม ความสุข ความถูกต้อง หรือความดีงาม?
คำถามข้อนี้ของเขาทำให้ผมเป็นฝ่ายกังวลและเกิดวิตกจริตเสียเอง จนไม่สามารถที่จะให้ตอบแก่เขาได้ แล้วคุณผู้อ่านล่ะครับ



