ข่าว

คดีตัวอย่างจากมาบตาพุด

คดีตัวอย่างจากมาบตาพุด

02 ต.ค. 2552

นับเป็นคดีประวัติศาสตร์จริงๆ เมื่อศาลปกครองกลางสั่งคุ้มครองชั่วคราวชุมชนในเขตนิคมอุตสาหกรรมมาบตาพุด จ.ระยอง โดยให้ระงับโครงการ 76 โครงการ มูลค่าลงทุนสูงถึง 4 แสนล้านบาท เนื่องจากเข้าข่ายประเภทกิจการกระทบชุมชนรุนแรง

นับเป็นครั้งแรกที่ศาลปกครองตัดสินในคดีสิ่งแวดล้อมที่ส่งผลกระทบในวงกว้าง ไม่ใช่แค่เรื่องของสิ่งแวดล้อมเท่านั้น หากยังครอบคลุมไปถึงผลกระทบทางเศรษฐกิจ ไม่ว่าจะจำนวนของเม็ดเงินที่ทุ่มลงทุนสูงถึง 4 แสนล้านบาท ตลอดจนต่อแผนการลงทุนจากต่างประเทศและต่อเศรษฐกิจโดยรวมของประเทศ

 คำตัดสินของศาลปกครองครั้งนี้ ถือเป็นชัยชนะครั้งสำคัญของกลุ่มองค์การนอกภาครัฐ (เอ็นจีโอ) ที่ต่อสู้ในฐานะตัวแทนของชาวมาบตาพุด ที่ได้รับผลกระทบจากสิ่งแวดล้อมเป็นพิษอันเนื่องจากโครงการยักษ์ต่างๆ ถือเป็นคดีตัวอย่างที่ได้รับความสนใจไปทั่ว แม้กระทั่งในต่างประเทศ ซึ่งสนใจจะเข้ามาลงทุนมาก ถึงขนาดหยิบยกขึ้นมาถามนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี ระหว่างร่วมประชุมผู้นำกลุ่มประเทศเศรษฐกิจขนาดใหญ่ 20 ประเทศ หรือ จี 20 ที่เมืองพิตต์สเบิร์ก สหรัฐ

 ในคำฟ้องของกลุ่มเอ็นจีโอภายใต้การนำของสมาคมต่อต้านสภาวะโลกร้อนและชาวมาบตาพุดจำนวน 43 คน ที่ยื่นฟ้องคณะกรรมการสิ่งแวดล้อมแห่งชาติ เลขาธิการสำนักงานนโยบายและแผนทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม (สผ.) การนิคมอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (กนอ.) รวมทั้งรัฐมนตรีกระทรวงที่เกี่ยวข้อง 5 กระทรวง ว่าละเลยต่อหน้าที่ จากการที่ร่วมกันเห็นชอบหรืออนุญาตให้เจ้าของโครงการ หรือกิจกรรมที่อาจมีผลกระทบต่อชุมชนอย่างรุนแรง ไปดำเนินการก่อสร้าง หรือขยายโรงงานในพื้นที่มาบตาพุด

 ในคำฟ้องนั้นยังระบุชัดว่า ผู้ถูกฟ้องได้ทำผิดเจตนารมณ์ของรัฐธรรมนูญ พ.ศ.2550 และกฎหมายสุขภาพแห่งชาติ พ.ศ.2550 ที่สำคัญยังได้กระทำการโดยไม่ครบถ้วนตามที่กฎหมายบัญญัติ 3 ประการ คือ ไม่มีการประเมินผลกระทบด้านสุขภาพของประชาชน กระบวนการรับฟังความคิดเห็นของประชาชนผู้มีส่วนได้เสีย ที่อยู่ในพื้นที่ รวมทั้งต้องจัดให้มีองค์กรอิสระด้านสิ่งแวดล้อม ให้ความเห็นประกอบก่อนการดำเนินการ จนก่อให้เกิดปัญหามลพิษอย่างต่อเนื่องมาจนถึงปัจจุบัน หนำซ้ำยังมีแนวโน้มว่าจะทวีความรุนแรงมากขึ้น

 คำตัดสินนี้ถือเป็นสัญญาณเตือนให้รัฐบาลตลอดจนหน่วยงานต่างๆ ต้องปรับเปลี่ยนวิธีคิดและแนวทางการปฏิบัติจากกรอบเดิมๆ ที่มุ่งส่งเสริมการพัฒนาแต่ถ่ายเดียวโดยไม่เคยคำนึงถึงผลกระทบและคุณภาพชีวิตของชุมชนนั้นๆ ว่าต่อแต่นี้ไปจะต้องคิดถึงความถูกต้องและความโปร่งใส ตรวจสอบได้ ผ่านการจัดทำประชาพิจารณ์รับฟังความคิดเห็น และสำรวจผลกระทบต่อสุขภาพของชุมชนนั้นๆ ควบคู่กันไปเสมอ