
"บิ๊กตู่"ไม่มีกั๊กเป็นได้หมดที่ประชาชนอยากให้เป็น
บิ๊กตู่”พร้อมเป็นทุกอย่างที่ประชาชนอยากตั้งให้เป็น " ด้านคนไทยเลิกจน ครม.เคาะ 3.5 หมื่นล้านไฟเขียวโครงการสวัสดิการรัฐ เฟส 2 "ดอน"ปูดปูอยู่ลอนดอนนานแล้ว
เมื่อเวลา 14.00 น วันที่ 9 มกราคม พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) กล่าวอีกว่า วันนี้ออกจากบ้านต้องดูหน้าตาตนเองให้ยิ้มแย้มแจ่มใจ โดยวันนี้เป็นคนของประชาชนแล้ว ไม่ว่าจะเป็นอะไรก็ตาม หรือจะเป็นอะไรที่ทุกคนอย่างตั้งให้ เป็นได้หมด วันนี้ทำหน้าที่เพื่อประชาชน และอยากจะบอกว่าไม่ว่าใครก็ตามที่มายืนอยู่ตรงนี้ จะมาด้วยวิธีใดก็ตาม ขอให้ดูเจตนารมณ์ความมุ่งมั่น ผมพยายามที่จะทำให้ประเทศไทยเกิดการเปลี่ยนแปลง หากใครที่คิดมุ่งมั่นอย่างนั้นก็เหมาะสม ที่จะมาบริหารงานในอนาคตต่อไปที่ไม่ใช่ผม ผมพูดถึงการเมืองต่างๆในวันหน้าอย่าเอาผมไปเกี่ยวข้องอีกนะ เข้าใจหรือเปล่า ทุกคนที่เขามุ่งมั่นจะเข้ามาแก้ปัญหาชาติบ้านเมืองก็ดูแลสนับสนุนเขาไป มีทั้งคนดีและคนไม่ดี คนที่ไม่ดีเราก็ต้องรู้ว่าเขาไม่ดีอย่างไร อาจจะดีกับบางกลุ่ม ไม่ดีกับบางกลุ่ม ทำนองนี้ ก็ไปเลือกกันให้ดีเป็นหน้าที่ของท่าน ไม่ใช่ของผม
เมินพรรคการเมืองจับมือสกัด
ผู้สื่อข่าวถามว่า กรณีที่พรรคการเมืองร่วมกันสกัดนายกฯคนนอก แม้จะมีขั้นตอนการคัดเลือกถูกต้องตามรัฐธรรมนูญว่า สกัดใครยังไม่รู้เลยใช่ไหม เห็นเป้าก็เป็นคนเดียว มันไม่มีคนอื่นเลยหรือ ไปดูคนอื่นหน่อยนะ ในส่วนตัวนั้นทุกอย่างเป็นไปตามตัวบทกฎหมาย วันหน้ายังไงอะไรเกิดขึ้น็ยังไม่ทราบ ก็ขึ้นอยู่กับกฎหมายลูก อย่าไปกังวล รัฐธรรมนูญออกมาแล้ว จะต้องเป็นอย่างนั้น ต้องเป็นอย่างนี้ ไปคิดกันเองหรือเปล่า ก็ฝากช่วยคิดกันด้วยแล้วกัน อย่าทำให้ทุกอย่างมันเสียเวลาเลย เพราะวันนี้กำลังทำงานอยู่ การเมืองต้องเป็นเรื่องของการเมืองก็ว่ากันไป
ส่วนหลังการเลือกตั้งหากไม่สามารถเลือกตัวนายกฯที่มาจากการเลือกตั้งได้จนต้องรเสนอชื่อนายกฯคนนอกเข้ามา การทำงานของนายกฯคนนอกจะราบรื่นหรือไม่ พล.อ.ประยุทธ์ กล่าวว่า ขอไม่ตอบดีกว่า จะราบรื่นหรือไม่ราบรื่นไปรอดูวันหน้าก็แล้วกัน มันจะเกิดอะไรขึ้น ถึงบอกวันนี้ขอให้มองสิ่งที่กำลังทำวันนี้ มันควรจะต้องทำต่อกันหรือไม่ ขับเคลื่อนกันหรือไม่ แล้วใครจะทำก็ไปว่ากันมา เป็นคนอื่นก็ได้
ไม่เห็นด้วยเพิ่มมูลค่าทรัพย์สินเกิน 3พัน
นายกรัฐมนตรี ยังกล่าวถึงกรณีที่คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) จะแก้ไขประกาศป.ป.ช.เพื่อเพิ่มมูลค่าให้หรือรับทรัพย์สิน หรือประโยชน์อื่นใดของเจ้าหน้าที่รัฐจากเดิมที่กำหนดไว้ 3,000 บาทว่า ตนสั่งการไปแล้วว่า ไม่ใช่เรื่องที่มีความจำเป็นที่จะต้องไปเพิ่มวงเงิน 3,000 บาท เพราะวันนี้เวลาไปต่างประเทศเขาก็ให้มา แต่ถ้าเกิน 3,000 บาทก็ต้องรายงานและส่งหน่วยงานต้นสังกัดทั้งหมด ซึ่งตนเมื่อได้รับมาก็ส่งสำนักนายกรัฐมนตรีกลั่นกรอง รวมถึงเก็บไว้ที่ตู้โชว์ที่ทำเนียบรัฐบาล อยู่ในบัญชีเยอะแยะไปหมด ของที่มีมูลค่าเกินก็รับไม่ได้อยู่แล้ว
ยอมรับไม่ค่อยได้รับการส่งตัว
พล.อ.ประยุทธ์ ยังกล่าวถึงความคืบหน้าหลัง น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี ปรากฎตัวที่กรุงลอนดอน ประเทศอังกฤษ ว่า ยังไม่ได้รับรายงานอย่างเป็นทางการ สำหรับกรณีที่หลบหนีไปต่างประเทศก็จะต้องสอบถามผ่านไปทางกระทรวงการต่างประเทศถ้ายังไม่มีการตอบมาก็ยังไม่ยืนยัน ถึงแม้จะพบปะหรือพบเห็นในคลิปต่างๆแล้วก็ตาม แต่ถือว่าการทำงานของราชการเป็นเรื่องของตัวบทกฎหมาย ก็ต้องยืนยันมา ในส่วนของขั้นตอนต่างๆ เรื่องของคดีความผิดต่างๆก็เป็นเรื่องของสำนักงานตำรวจแห่งชาติ (สตช.) เมื่อได้รับหลักฐานและการยืนยันอย่างชัดเจนก็ต้องดำเนินการตามขั้นตอน
"ที่ผ่านมาเราก็ต้องดูด้วยว่าเราเคยได้รับการส่งตัวมาสักเท่าไหร่ มันมีอยู่แล้ว ก็ต้องยอมรับว่าที่ผ่านมาเราไม่ค่อยได้รับการส่งตัวมาจากต่างประเทศ ก็เป็นเรื่องของประเทศนั้นๆซึ่งเขามีหลักในการพิจารณาในส่วนของเขา เราขอไปได้แต่เขาจะให้มาหรือเปล่าก็ไม่รู้ แต่ละประเทศก็มีเหตุมีผลของเขาเอง ซึ่งเรื่องนี้ก็ต้องค่อยๆทำกันต่อไป ยืนยันว่าไม่ได้ปล่อยปละละเลยใครใดๆทั้งสิ้น นายกรัฐมนตรี กล่าว
ยันไม่ได้รับยืนยันปูอยู่อังกฤษ
ผู้สื่อข่าวถามว่า รมว.การต่างประเทศระบุว่ากระทรวงการต่างประเทศของอังกฤษยืนยันว่า น.ส.ยิ่งลักษณ์ พำนักอยู่ที่อังกฤษจริง นายกรัฐมนตรี กล่าวว่า ใครยืนยัน ก็เป็นเรื่องที่มีคนเห็น เรื่องนี้เมื่อยืนยันทางเจ้าหน้าที่ตำรวจก็ต้องดำเนินการตามขั้นตอนที่มีอยู่ ถ้ามีการยืนยันออกมาก็ต้องทำหลักฐานออกมาแจ้งว่ามีความผิดอะไรอย่างไร ก็ขึ้นอยู่ว่าแต่ละประเทศเขาจะพิจารณา ที่ผ่านมาอดีตนายกรัฐมนตรีคนก่อนกลับมาหรือยัง เขาส่งกลับมาหรือไม่ ขอร้องว่าอย่าเอาเรื่องนี้เป็นประเด็นในประเทศเลย
"ผมคิดว่าถ้าได้กลับมาก็ดีซึ่งทุกคนก็คาดหวังเช่นนั้น แต่ทั้งนี้ก็เป็นเรื่องของต่างประเทศเราจะไปควบคุมเขาอย่างไรได้ หลายเรื่องผู้หลบหนีคดีต่างๆมีเยอะแยะก็สุดแล้วแต่ประเทศนั้นๆจะพิจารณา เขามีหลักการคิดแบบเดียวหรือแตกต่างจากเราก็ไม่รู้ ซึ่งของเราเองก็มีเหมือนกันเมื่อเขาขอตัวมาไม่ใช่ว่าเราจะให้ มันต้องดูในหลายมิติ ไม่ใช่เรื่องว่าเราไปยอมเขามันไม่ใช่ มีหลายคนที่ต่างประเทศขอตัวมาซึ่งเราก็ไม่ได้ตอบกลับไปก็เป็นเรื่องของสนธิสัญญาการส่งผู้ร้ายข้ามแดน บางอย่างก็เป็นเรื่องของกฎหมายไทยอยู่ ซึ่งเราต้องยึดกฎหมายไทยเป็นหลัก
เมื่อถามว่าได้สั่งการอะไรเป็นพิเศษในเรื่องนี้หรือไม่ พล.อ.ประยุทธ์ กล่าวปฏิเสธว่า ไม่ต้องสั่งอะไรเป็นพิเศษ เพียงแต่สั่งให้ดำเนินการตามขั้นตอนของกฎหมาย ก็ต้องให้หน่วยงานที่รับผิดชอบดำเนินการ หลายอย่างก็อยู่ในขั้นตอนของกระบวนการยุติธรรม หลายอย่างก้อยู่ระหว่างขั้นตอนการฟ้อง หลายอย่างก็เป็นขั้นตอนของทางตำรวจสากลซึ่งมีขั้นตอนอยู่แล้ว เรื่องนี้เดี๋ยวเขาก็ทำเอง อย่าไปสร้างปัญหาเยอะเลย ผมตอบแบบนี้ก็น่าจะเข้าใจแล้ว ว่าทั้งหมดก็มีขั้นตอนของมันอยู่ เราจะทำอะไรตามความชอบใจไม่ได้ อะไรๆก็จะให้ผมบังคับใช้กฎหมายไปเอาตัวกลับมาทันไม่ได้เพราะไปใช้กับประเทศอื่นไม่ได้
โยน คณะกก.เคาะขึ้นค่าแรงขั้นต่ำ
พล.อ.ประยุทธ์ กล่าวถึงแนวคิดปรับค่าแรงขั้นต่ำว่า ขึ้นอยู่กับการหารือของคณะกรรมการที่จะพิจารณาโดยไม่สามารถก้าวล่วงได้ การขึ้นค่าแรงจะต้องไม่สร้างผลกระทบต่อภาคธุรกิจทั้งเล็ก กลาง ใหญ่ ส่วนจะมีมาตรการอื่นๆเพิ่มเติมเพื่อช่วยเหลือหรือไม่ กระทรวงการคลังได้รับไปพิจารณาแล้ว และรัฐบาลก็จะต้องแก้ไขปัญหาให้เกิดความเป็นธรรมทั้งลูกจ้างและผู้ประกอบการ คาดว่าเร็วๆนี้ จะมีความคืบหน้ามากยิ่งขึ้น จนมีการอนุมัติในที่สุด อย่างไรก็ตาม อยากขอความร่วมมือกับภาคเอกชนให้เข้าใจ หากพบว่ามีความเดือดร้อนจากมาตรการต่างๆ รัฐบาลพร้อมให้ความช่วยเหลือ
นายกฯ กล่าวต่อว่า เข้าใจดีว่าภาคธุรกิจต้องการผลกำไรที่มากขึ้น พร้อมกับลดค่าใช้จ่าย ลดต้นทุน แต่ภาคธุรกิจต้องไม่ลืมคนจน โดยเฉพาะผู้ใช้แรงงานจะได้ประโยชน์อย่างไร ซึ่งรัฐมีหน้าที่ดูแล เช่น ระบบประกันสังคม ดังนั้นทั้งรัฐและภาคเอกชนจะต้องร่วมมือกัน แต่ถ้าทุกคนเรียกร้องทั้งหมดรัฐบาลคงไม่สามารถสั่งใครได้ ซึ่งการขึ้นค่าแรงนั้น มีคณะกรรมการ 3 ฝ่ายพิจารณาอยู่แล้ว
ชูบัตรสวัสดิการรัฐเฟส2
พล.อ.ประยุทธ์ เปิดเผยว่า ที่ประชุมครม. ได้อนุมัติโครงการสวัสดิการแห่งรัฐ เพื่อผู้มีรายได้น้อยในระยะที่ 2 วงเงิน 3.5 หมื่นล้านบาท โดยโครงการนี้ต่อเนื่องมาจากระยะที่ 1 ที่รัฐบาลช่วยเหลือผู้มีรายได้น้อยในการซื้อสินค้า แม้จะมีเสียงวิจารณ์ว่าให้เป็นเงินสดจะดีกว่า แต่ถามว่าถ้าให้เงินสดจะซื้อของที่เป็นประโยชน์หรือไม่ จะเป็นปัญหาอีกหรือไม่ก็ไม่รู้ แต่มาตรการนี้เป็นการบรรเทาเยียวยาค่าใช้จ่ายในครอบครัว ใครจะซื้อข้าวสาร น้ำมันพืช ปลากระป๋อง ก็แล้วแต่ ต้องซื้อตามร้านค้าที่เข้าร่วมโครงการ ซึ่งวันหน้าจะขยายออกไปอีก ทั้งนี้อนาคตกำลังจะเข้าสู่สังคมที่ไม่ใช้เงินสด จึงต้องใช้บัตร หากร้านค้าไม่เข้าสู่ระบบเพราะกลัวเสียภาษี เวลารัฐบาลมีมาตรการช่วยเหลือก็ไม่สามารถเข้าร่วมได้ จากนั้นก็หาว่ารัฐบาลไม่ดูแล ดังนั้น ร้านค้าจึงควรขึ้นทะเบียน เพราะในอนาคตคนจะใช้จ่ายด้วยการ์ด แต่เราไม่ได้มีเป้าหมายต้องการทำให้ธุรกิจใดได้รับความเสียหาย แต่เตือนว่าควรพัฒนาตัวเอง ั้งนี้ไม่ต้องการใช้กฎหมายหรือมาตรการใดๆ เพื่อไปไล่ปิดร้านค้าหรือทำให้ผู้ประกอบการได้รับความเสียหาย
พล.อ.ประยุทธ์ กล่าวว่า โครงการสวัสดิการแห่งรัฐ ช่วยเหลือผู้มีรายได้น้อย ระยะที่ 2 นี้ จะเน้นการฝึกอบรมให้ประชาชนเข้าถึงกองทุน โดยประชาชนที่มีรายได้ต่ำกว่า 3 หมื่น และ 1 แสนบาทต่อปี จะได้ประโยชน์ เป็นโครงการที่สอดคล้องกับมาตรการลดความยากจน ที่ช่วยเหลือทุกจังหวัด โดยจะนำทั้งกระทรวงเศรษฐกิจ เกษตร สิ่งแวดล้อม ความมั่นคง ลงไปดูแล เหมือนกับที่รัฐบาลจีนได้ลงไปพบปะทุกครอบครัว ดูว่าประชาชนมีความต้องการอย่างไร และอะไรที่ภาครัฐรวมถึงเอกชนจะสามารถเสริมได้ ซึ่งเหล่านี้คือโครงการประชารัฐ
ครอบคลุมผู้มีรายได้น้อย 4.7 ล้านคน
นายณัฐพร จาตุศรีพิทักษ์ ที่ปรึกษารัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า ที่ประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) เห็นชอบในหลักการของมาตรการพัฒนาคุณภาพชีวิตผู้มีบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ ระยะที่ 2 และมอบหมายให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องไปดำเนินการแต่ละโครงการ นอกจากนี้เห็นชอบการแต่งตั้งคณะกรรมการนโยบายการพัฒนาคุณภาพชีวิตผู้มีบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ (คนส.) คณะอนุกรรมการติดตามการพัฒนาคุณภาพชีวิตผู้มีบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ (คอต.) คณะอนุกรรมการพัฒนาคุณภาพชีวิตผู้มีบัตรสวัสดิการแห่งรัฐประจำจังหวัด (คอจ.) หรือ ทีมหมอประชารัฐสุขใจ รวมทั้งเห็นชอบในหลักการของการแต่งตั้งคณะกรรมการทำงานพัฒนาคุณภาพชีวิตผู้มีบัตรสวัสดิการแห่งรัฐประจำอำเภอ (ทีมปรจ.) อีกทั้งเห็นชอบในหลักการของมาตรการภาษีเพื่อสนับสนุนการพัฒนาผู้มีบัตรสวัสิดการแห่งรัฐ โดยเมื่อ ครม.ให้ความเห็นชอบแล้ว ทางกรมสรรพากรจะเสนอร่างกฎหมายที่เกี่ยวข้องให้ ครม.พิจารณาให้ความเห็นชอบ รวมทั้งประสานธนาคารกรุงไทย (KTB) เพื่อดำเนินการการรับชำระค่าจ้างผ่านบัตรสวัสดิการแห่งรัฐต่อไป
นายณัฐพร กล่าวอีกว่า ที่ประชุมครม.เห็นชอบให้ธนาคารออมสิน และธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร (ธ.ก.ส.) ดำเนินมาตรการพัฒนาผู้มีบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ รวม 6 มาตรการ 18 โครงการ และให้โครงการดังกล่าวเป็นโครงการธุรกรรมนโยบายรัฐ (Public Service Account:PSA) โดยที่ประชุม ครม.ได้อนุมัติงบประมาณรวมทั้งสิ้น 35,679 ล้านบาท แบ่งเป็นงบประมาณสำหรับโครงการเพื่อรองรับมาตรการการพัฒนาคุณภาพชีวิตฯ วงเงินไม่เกิน 6,774 ล้านบาท และงบประมาณสำหรับธนาคารออมสิน และธ.ก.ส. ในการดำเนินงานเป็นวงเงินไม่เกิน 12,033 ล้านบาท และเป็นงบประมาณสำหรับค่าซื้อสินค้าอุปโภคบริโภคที่จำเป็น สินค้าเพื่อการศึกษาและวัตถุดิบเพื่อเกษตรกรรมจากร้านธงฟ้าประชารัฐ และร้านอื่นๆ ที่กระทรวงพาณิชย์กำหนด เป็นวงเงินไม่เกิน 13,872 ล้านบาท และที่เหลือเป็นงบประมาณค่าใช้จ่ายในการบริหารจัดการ
นายณัฐพร กล่าวเพิ่มเติมอีกว่า กระทรวงคลังจะต้องส่งข้อมูลผู้ที่มีบัตรสวัสดิการให้กับคณะกรรมการประจำจังหวัดภายในเดือนม.ค. 61 จากนั้นผู้ที่ถือบัตรสวัสดิการแห่งรัฐที่ประสงค์จะมีการพัฒนาตัวเองจะต้องมาพบกับเจ้าหน้าที่ ภายในก.พ.61 แต่หากไม่มาทางเจ้าหน้าที่จะลงพื้นที่ไปพบเป็นรายตัวในเดือนเม.ย.
"มาตรการนี้จะครอบคลุมผู้มีรายได้น้อยราว 4.7 ล้านคน โดยจะมีมาตรการจูงใจสำหรับผู้ถือบัตรฯที่มาเข้าโครงการในเฟส 2 กรณีที่รายได้ไม่ถึง 30,000 บาท/ปี จะได้วงเงินช่วยเหลือเพิ่มอีก 200 บาท/เดือน ส่วนในกรณีที่มีรายได้ตั้งแต่ 30,000 บาทขึ้นไป แต่ไม่เกิน 1 แสนบาท/ปี จะได้วงเงินช่วยเหลือเพิ่ม 100 บาท/เดือน โดยมาตรการการพัฒนาคุณภาพชีวิตผู้มีบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ เฟส 2 เน้นการพัฒนาตนเอง การจะได้รับความช่วยเหลือ จะต้องปฎิบัติตามเงื่อนไข”นายณัฐพร กล่าว
จัดงบพัฒนาการเกษตรยั่งยืน 5.2 หมื่นลบ.
รายงานข่าวแจ้งว่า ทั้งนี้กระทรวงการคลังเสนอมาตรการโครงการสวัสดิการแห่งรัฐระยะที่ 2 สำหรับผู้มีรายได้น้อย เน้นช่วยเหลือผู้มีรายได้น้อย 5 ล้านคนที่มีรายได้ต่ำกว่าปีละ 30,000 บาท ในส่วนนี้เป็นเกษตรกร 3 ล้านคน โดยมาตรการดังกล่าวจะมีทั้งการพัฒนาการเกษตรและการพัฒนาแรงงาน เพื่อยกระดับทักษะฝีมือแรงงาน อาทิ ธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร (ธ.ก.ส.) เสนอ 3 มาตรการ 9 โครงการ วงเงินสินเชื่อรวม 9.5 หมื่นล้านบาท ในการสนับสนุนสินเชื่อชุมชนปรับเปลี่ยนการผลิตเพื่อพัฒนาอาชีพของผู้มีรายได้น้อย, สินเชื่อพัฒนาอาชีพของผู้มีรายได้น้อยที่ลงทะเบียนสวัสดิการรัฐ, โครงการสินเชื่อรายย่อยเพื่อใช้จ่ายฉุกเฉิน, โครงการสินเชื่อกองทุนหมู่บ้าน และสถาบันการเงินชุมชนเพื่อป้องกันและแก้ไขหนี้นอกระบบ
กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เสนอของบประมาณในโครงการ 9102 เพื่อพัฒนาการเกษตรยั่งยืน 77 จังหวัด วงเงิน 52,000 ล้านบาท กระตุ้นเศรษฐกิจฐานราก เป้าหมายปลดหนี้ให้เกษตรกรกว่า 5.78 ล้านรายทั่วประเทศ ต่อยอดโครงการ 9101 และ คณะกรรมการหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ (สปสช.) เสนองบประมาณหลักประกันสุขภาพแห่งชาติปี 62 จำนวน 193,922 ล้านบาท
ทุ่ม7พันล.ต่อยอดโครงการ9101
ด้านนายลักษณ์ วจนานวัช รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เปิดเผยว่า ขณะนี้ได้ส่งข้อมูลโครงการพัฒนาการเกษตรเพื่อความยั่งยืน ซึ่งเป็นโครงการต่อยอดจากโครงการ 9101 ตามรอยเท้าพ่อ ใต้ร่มพระบารมี ให้สำนักงบประมาณพิจารณาแล้ว โดยโครงการนี้จะใช้งบประมาณ ปี 2560 ที่กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ และกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา ส่งคืนให้กับสำนักงบประมาณ จำนวน 7,000 ล้านบาท ซึ่งนายสมคิด จาตุศรีพิทักษ์ รองนายกรัฐมนตรี ด้านเศรษฐกิจได้หารือกับสำนักงบประมาณ เพื่อขอนำงบประมาณดังกล่าวออกมา ขับเคลื่อนโครงการพัฒนาการเกษตรเพื่อความยั่งยืน เป้าหมายให้เงินจำนวนนี้ลงสู่รากหญ้า ซึ่งเป็นเศรษฐกิจฐานรากที่สำคัญของประเทศ
ทั้งนี้การดำเนินการจะเลือกโครงการที่ประสบความสำเร็จในปี 2560 เป็นชุมชนที่มีความพร้อม เข้มแข็ง และมีความยั่งยืน โดยกระทรวงเกษตรฯ จะนำเงินส่วนที่จะขออนุมัติใหม่ไปช่วยเสริมในด้านการบริหารจัดการและการถ่ายทอดองค์ความรู้แก่คนในชุมชน เพื่อกระจายเงินลงไปในพื้นที่ 77 จังหวัด เช่น การจัดอบรม การจัดสัมมนา เป็นต้น ระยะเวลาดำเนินโครงการเร็วที่สุดจนสิ้นสุดถึงเดือนเม.ย.2561
“ที่ตัดสินใจนำโครงการ 9101 ตามรอยเท้าพ่อใต้ร่มพระบารมีมาพิจารณา เนื่องจากเห็นว่ามีหลายโครงการที่ประสบความสำเร็จ สามารถทำให้ชุมชนเข้มแข็งได้ จึงอยากนำเงินก้อนนี้ไปต่อยอดโครงการที่มีอยู่ โดยคาดว่าทุกจังหวัดจะต้องมีอย่างน้อย 1 โครงการที่สามารถต่อยอดได้ ส่วนในเรื่องบประมาณ 7,000 ล้านบาท สำนักงบประมาณจะเป็นผู้พิจารณา ก่อนจะนำส่งให้นายสมคิด รองนายกรัฐมนตรี พิจารณาต่อไป คาดว่ากลางเดือนม.ค.2561 น่าจะเสร็จสิ้น” รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรฯ กล่าว
“บิ๊กป้อม” โยน นายกฯ แจง “ปู”
ที่ทำเนียบรัฐบาล พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม กล่าวถึงกรณีน.สยิ่งลักษณ์ ชินวัตร อดีตนายกฯ อยู่ที่ประเทศอังกฤษ ทางฝ่ายความมั่นคงจะดำเนินการอย่างไร ว่า เรื่องนี้ต้องให้เจ้าหน้าที่ดำเนินการตามขั้นตอนกฎหมาย ตนจึงคิดว่าไม่เป็นไร ส่วนกรณีที่ตำรวจสากล (อินเตอร์โพล) ไม่รับหมายจับน.ส.ยิ่งลักษณ์นั้น ยังไม่ได้ทราบ และขอให้ไปถามกับพล.อ.ประยุทธ์
ดอนย้ำปูอยู่ลอนดอนนานแล้ว
นายดอน ปรมัตถ์วินัย รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ ให้สัมภาษณ์ว่า ยังไม่มีข้อมูลว่า น.ส.ยิ่งลักษณ์เดินทางเข้าประเทศอังกฤษด้วยสถานะอะไร อย่างไรก็ตาม เรื่องดังกล่าวมีการรับรู้กันมาตั้งแต่เดือนกันยายน 2560 เนื่องจากรัฐมนตรีต่างประเทศอังกฤษเล่าให้ฟังว่า น.ส.ยิ่งลักษณ์อยู่ที่กรุงลอนดอน ประเทศอังกฤษ
ผู้สื่อข่าวถามว่า จะประสานไปยังประเทศอังกฤษหรือไม่หลังจากมีข้อมูลชัดเจนแล้ว นายดอนกล่าวว่า ประสาน เพราะรับฟังมา แต่ยังไม่เห็นตัว ส่วนที่ถามว่า รัฐมนตรีต่างประเทศแจ้งให้ทราบหรือไม่ว่า น.ส.ยิ่งลักษณ์ขอลี้ภัย หรือมีสถานะใดจากประเทศอังกฤษ ไม่มีอะไร เพียงแต่เล่าให้ฟังว่า อยู่กรุงลอนดอน
เชื่อถือพาสปอร์ตชาตือิ่นเข้าอังกฤษ
ส่วนที่ถามว่า เป็นไปได้หรือไม่ว่า น.ส.ยิ่งลักษณ์จะถือพาสปอร์ตของชาติอื่นในการเดินทางเข้าประเทศอังกฤษ นายดอนกล่าวว่า น่าจะเป็นอย่างนั้น เพราะขณะนี้กระทรวงการต่างประเทศได้เพิกถอนพาสปอร์ตทุกฉบับของ น.ส.ยิ่งลักษณ์ทุกฉบับแล้ว
เมื่อถามถึงกรณีตำรวจสากล (อินเตอร์โพล) ระบุไม่พบรายชื่อ น.ส.ยิ่งลักษณ์อยู่ในสารบบในการขอส่งตัวกลับมาดำเนินคดี นายดอนกล่าวว่า เป็นเรื่อ’ของอินเตอร์โพล ที่เป็นผู้ถือกฎหมาย ซึ่งมีการประสานกันอยู่แล้ว แต่กระทรวงการต่างประเทศไม่ได้เป็นผู้ติดต่อประสานกับอินเตอร์โพลแต่อย่างใด
อัยการชี้ปูอยู่อังกฤษต้องชัดเจน
วันเดียวกันนายอำนาจ โชติชัย อธิบดีอัยการสำนักงานต่างประเทศ ได้กล่าวถึงขั้นตอนและความคืบหน้าการจะขอส่งผู้ร้ายข้ามแดนกรณี น.ส.ยิ่งลักษณ์ ผู้ต้องคำพิพากษาจำคุก 5 ปีของศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง โครงการจำนำข้าวว่า ตามที่มีภาพของ น.ส.ยิ่งลักษณ์ ในสื่อต่างๆว่าอยู่ที่กรุงลอนดอน ประเทศอังกฤษก็เป็นข้อมูลจากมีเดีย ซึ่งการจะยื่นคำร้องขอส่งผู้ร้ายข้ามแดนได้นั้นต้องชัดเจนเรื่องที่อยู่ในประเทศที่ร้องขอ และเงื่อนไขการขอตามที่บัญญัติใน พ.ร.บ.ส่งผู้ร้ายข้ามแดน พ.ศ.2551 ที่เป็นคดีความผิดโทษจำคุกตั้งแต่ 1 ปี , เป็นคดีอาญาความผิดทั้ง 2 ประเทศ และไม่ใช่เรื่องการทหารหรือการเมือง ซึ่งคดีของ น.ส.ยิ่งลักษณ์ ก็ชัดเจนว่ าคดีตัดสินถึงที่สุดแล้วให้จำคุกและเป็นคดีอาญาผ่านกระบวนการพิจารณาทางศาลมาครบถ้วน ไม่ใช่คดีทางการทหารหรือการเมืองที่เข้างดเว้นการขอส่งผู้ร้ายข้ามแดนซึ่งเป็นเงื่อนไขสากลปฏิบัติกัน
“การติดตามตัวหลังที่ศาลฎีกาฯ ออกหมายจับเมื่อปลายปี 2560 ที่ผ่านมา ก็ทราบว่าในส่วนของการบริหารก็มีความพยายามในการเพิกถอนหนังสือเดินทาง (พาสปอร์ต) และการประสานอินเตอร์โปล หรือตำรวจสากล ออกหมายจับด้วย เพื่อเป็นข้อจำกัดของจำเลยให้หลบหนีได้ยากขึ้น ซึ่งขณะนี้การตรวจสอบข้อมูลจากมีเดียว่าอยู่ที่อังกฤษจริงหรือไม่ ก็เป็นเรื่องโดยตรงของสำนักงานตำรวจแห่งชาติ (ตร.) เพราะตามขั้นตอนกฎหมายการขอส่งผู้ร้ายแดน ตร.จะเป็นผู้ยืนยันข้อมูลที่อยู่ ที่พำนัก แล้วส่งมาให้อัยการบรรจุในคำร้องขอส่งผู้ร้ายข้ามแดนที่อัยการสูงสุดเป็นผู้ประสานงานกลางตามกฎหมายลงนามและยื่นคำร้องผ่านกระทรวงการต่างประเทศที่ดูแลมิติภาพรวมความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ ดำเนินต่อไปกับประเทศปลายทางนั้น” นายอำนาจ กล่าว
ชี้ไทยยังไม่เคยขอส่งผู้ร้ายข้ามแดน
นายอำนาจ อธิบดีอัยการสำนักงานต่างประเทศ กล่าวอีกว่า จะนำข้อมูลจากมีเดียเพียงอย่างเดียวที่ยังไม่ได้รับการตรวจสอบจากหน่วยราชการที่เกี่ยวข้องโดยตรงในการยืนยันข้อมูลมาใส่ในคำร้องแล้วรีบยื่นคำร้องไม่ได้ เพราะการยื่นต้องแน่ใจว่าข้อมูลนั้นชัดเจนแล้วและถูกต้องตามกฎหมาย มิฉะนั้นหากส่งไปประเทศปลายทางก็อาจจะถูกปฏิเสธเพราะกรณีไม่เข้าเงื่อนไข โดยในของ น.ส.ยิ่งลักษณ์ นับตั้งแต่ที่ศาลออกหมายจับไว้ ทางการไทยยังไม่ได้ยื่นคำร้องขอส่งผู้ร้ายข้ามในประเทศใดเลย ซึ่ง ตร.เองก็พยายามตรวจสอบข้อมูล ในส่วนของอัยการ ทั้งนี้ในฐานะอธิบดีก็เป็นประธานคณะทำงานอัยการคุมเรื่องนี้เพราะเป็นกรณีทีี่ประชาชนสนใจ
ตร.ประสานอังกฤษเช็กพิกัด
เมื่อเวลา 11.00 น. ที่สำนักงานตำรวจห่งชาติ(ตร.) พ.ต.อ.กฤษณะ พัฒนเจริญ รองโฆษก ตร. กล่าวถึงกรณีการติดตามจับกุม น.ส.ยิ่งลักษณ์ ว่า เรื่องนี้ทาง พล.ต.อ.ศรีวราห์ รังสิพราหมณกุล รองผบ.ตร. อยู่ระหว่างเร่งติดตามและประสานข้อมูลกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง โดยยืนยันที่ผ่านมาตำรวจประสานไปทุกช่องทางแล้ว รวมทั้งกองการต่างประเทศ สำนักงานตำรวจแห่งชาติ ก็ประสานไปยังประเทศสมาชิกตำรวจสากลเป็นระยะ หลายองค์กรก็ทำงานคู่ขนานกันไป เรื่องนี้ไม่ใช่มีแค่สำนักงานตำรวจแห่งชาติที่รับผิดชอบ แต่ยังมีหน่วยงานอื่นๆด้วย
ผู้สื่อข่าวถาม รัฐมนตรีต่างประเทศของอังกฤษ ยืนยันผ่าน นายดอน ปรมัตถ์วินัย รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศไทย ว่า น.ส.ยิ่งลักษณ์ อยู่ลอนดอน ข้อมูลตำรวจสอดคล้องกันหรือไม่ พ.ต.อ.กฤษณะ บอกว่า ยังไม่ได้รับรายงานอย่างเป็นทางการในประเด็นนี้ หลังจากนี้ตำรวจก็จะต้องประสานไปยังประเทศอังกฤษด้วย โดยปกติมีการประสานงานไปทุกประเทศอยู่แล้ว ยืนยันตำรวจเดินหน้าไปทุกขึ้นตอนตามกรอบเวลาส่วนการขอลี้ภัยของ น.ส.ยิ่งลักษณ์ ตำรวจยังไม่มีข้อมูล ตอนนี้อยู่ระหว่างประสานงานเพื่อขอหมายแดงและหมายน้ำเงิน
ด้าน พ.ต.อ.สุระพันธ์ ไทยประเสริฐ รองผู้บังคับการกองการต่างประเทศ กล่าวว่า ขณะนี้เจ้าหน้าที่ตำรวจได้ประสานไปยังตำรวจสากลเพื่อออกหมายจับหรือหมายแดง น.ส.ยิ่งลักษณ์ แล้ว แต่เบื้องต้นยังไม่สามารถออกหมายจับได้ เนื่องจากทางตำรวจสากลให้เหตุผลว่า หลักฐานที่ทางการไทยส่งให้ยังไม่ครบถ้วน จึงจำเป็นจะต้องส่งหลักฐานเพิ่มเติมให้พิจารณา โดยทางตำรวจสากลได้ขอคำพิพากษาศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง โดยทางกองการต่างประเทศ ได้ส่งสำนวนคำพิพากษาดังกล่าวให้ไปแล้ว
“นิพิฏฐ์” เชื่อ “ปู” ได้สถานะลี้ภัยแล้ว
ขณะที่นายนิพิฏฐ์ อินทรสมบัติ รองหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ กล่าวถึงกรณที่ตำรวจสากล (อินเตอร์โพล) ไม่รับหมายจับน.ส.ยิ่งลักษณ์ ว่า น.ส.ยิ่งลักษณ์หนีออกจากประเทศนานแล้ว เพียงแต่ว่าที่ผ่านมาไม่ได้เป็นข่าว แต่ปรากฏตัวแบบชัดเจนเช่นนี้เชื่อว่า น.ส.ยิ่งลักษณ์ น่าจะได้สถานะลี้ภัยทางการเมืองแล้ว ซึ่งเรื่องการรับรองสถานะลี้ภัยดังกล่าวก็เป็นเรื่องของทางการอังกฤษ ไทยจะไปจับโดยพลการไม่ได้ โดยเรื่องนี้ทางรัฐบาลจะต้องคอยอธิบายให้ประชาชนเข้าใจด้วย ว่ายังมีเหตุผลติดขัดอะไรถึงตามตัวไม่ได้
เมื่อถามว่าเจ้าหน้าที่ไทยเต็มที่กับการตามตัว น.ส.ยิ่งลักษณ์หรือไม่ นายนิพิฏฐ์กล่าวว่า ต้องบอกว่าแต่ประเด็นที่น่าหาคำตอบจริงๆคือไม่ใช่วิธีการคุมตัวในตอนนี้ หากแต่เป็นคำถามที่ว่า น.ส.ยิ่งลักษณ์ หลบหนีไปต่างประเทศได้อย่างไร ใช้ช่องทางไหน หรือว่าบินตรงไปที่อังกฤษเลย ซึ่งการเดินทางครั้งนั้นเป็นการหลบหนีก่อนที่จะพิพากษาคดีจำนำข้าว และถ้าชัดแล้วว่า น.ส.ยิ่งลักษณ์ได้สถานะขอลี้ภัย การจับกุมตัวก็ถือว่าทำได้ยาก
บิ๊กป๊อกลุยปรองดอง-ปัดสลายสีเสื้อ
พล.อ.อนุพงษ์ ยังกล่าถึงแนวทางการสร้างความสามัคคีปรองดองตามนโยบายของพล.อ.ประวิตร ว่า ตามมติของที่ประชุมเมื่อวันที่ 8 ม.ค. ที่ผ่านมา จะมีการประชุมกรอบการการทำงานของทุกกระทรวงโดยมีกระทรวงกลาโหมจะชวนทุกหน่วยงานไปหารือถึงแนวทางการปฏิบัติว่าจะทำอย่างไร โดยจะนำเจ้าหน้าที่ทุกๆ ตำบลจากทุกกระทรวงหรืออาจจะเป็นเจ้าหน้าที่ทหารหรือฝ่ายปกครอง ที่สามารถสื่อสารกับประชาชนในทุกพื้นที่ได้ และเมื่อทราบกรอบการทำงานแล้วจะให้ผู้ว่าฯแต่ละจังหวัดเป็นผู้ดำเนินการในพื้นที่ และให้อำเภอจัดชุดเจ้าหน้าที่ พร้อมชี้แจงกรอบการทำงานและแจกคู่มือการทำงานซึ่งไม่ใช่แค่เรื่องของการปรองดอง แต่จะเป็นการพูดคุยถึงการลดความเหลื่มล้ำ นำปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงไปใช้ ความเข้าใจในเรื่องกฎหมาย การหาความรู้เพิ่มเติมในการพัฒนาตัวเอง เรื่องคุณธรรมจริยธรรม รวมถึงเรื่องประชาธิปไตยจะพูดหมดทุกเรื่อง
เมื่อถามว่าเป็นเรื่องยากและหนักใจกับการทำความเข้าใจต่อประชาชนหรือไม่ พล.อ.อนุพงษ์ กล่าวว่า ถือเป็นเรื่องยาก เหมือนกับเราเลี้ยงลูกว่าอย่าซน ไม่ได้บอกครั้งเดียวแต่บอกทุกครั้งลูกก็ยังซน ก็ต้องบอกประชาชนเช่นนั้น ต้องพร่ำสอนไปเรื่อย เจ้าหน้าที่ต้องค่อยๆ สอนเพราะรู้ว่าประเทศมีสิ่งดีๆ มากมาย แต่เราก็ยังมีปัญหาหลายๆเรื่อง บางคนก็ไม่เข้าใจกฎหมายก็ต้องเป็นพี่เลี้ยงคอยสั่งสอน ชี้แจงต่อไป ซึ่งชุดปรองดองดังกล่าวน่าจะช่วยให้สิ่งต่างๆ ดีขึ้น ส่วนเรื่องการสลายสีเสื้อนั้นา ไม่มี เป็นแค่การปรองดองเพื่อให้ทุกคนอยู่อย่างสงบสุข
สนช.รับสัญญาณถกกม.ท้องถิ่น
ที่รัฐสภา นายพรเพชร วิชิตชลชัย ประธานสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.)กล่าวถึงกรณีที่มีกระเเสข่าวรัฐบาลจะเสนอให้เลือกตั้งท้องถิ่นก่อนเลือกตั้งส.ส. ว่า ได้รับสัญญาณจากรัฐบาลแต่เพียงว่าจะส่งร่างกฎหมายมายัง สนช. ส่วนรายละเอียดนั้นยังไม่ทราบแต่เบื้องต้นขั้นตอนในการพิจารณาร่างกฎหมายที่เกี่ยวกับการเลือกตั้งท้องถิ่นนั้น ก่อนที่รัฐบาลจะส่งร่างกฎหมายมายังสนช.จะต้องมีการหารือกันในวิปรัฐบาลก่อน ซึ่งจะมีตัวแทนจาก สนช.ไปร่วมประชุมด้วย ดังนั้นหากถามว่าจะสามารถเลือกตั้งท้องถิ่นได้เมื่อใดนั้นตนไม่สามารถตอบได้
นายพรเพชร กล่าวว่า ส่วนกรณีที่คณะรักษาความสงบแห่งชาติ(คสช.)ออกคำสั่งที่ 53/2560 กรณีกำหนดขยายเวลาให้พรรคการเมืองดำเนินกิจกรรมตามกรอบเวลาในพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยพรรคการเมืองพุทธศักราช 2560 นั้นจะต้องส่งสัญญาณให้คณะกรรมาธิการวิสามัญพิจารณาร่างพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการเลือกตั้ง ส.ส.ปรับให้สอดรับกันหรือไม่นั้นส่วนตัวมองว่าไม่จำเป็นต้องส่งสัญญาณเพราะกรรมาธิการฯ จะต้องพิจารณากฎหมายที่เกี่ยวข้องอย่างรอบด้านส่วนกรณีดังกล่าวจะกลายเป็นชนวนให้การเลือกตั้งต้องขยายเวลาออกไปหรือไม่นั้นตนไม่ทราบและในคำสั่งที่ 53 ดังกล่าวไม่ได้ระบุเรื่องนี้เอาไว้ อย่างไรก็ตามกรอบเวลาการเลือกตั้งต้องเป็นไปตามที่รัฐธรรมนูญกำหนด
กมธ.ส.ส. ไม่ให้อำนาจกกต.ตรวจค้น
นายเสรี สุวรรณภานนท์ กรรมาธิการวิสามัญพิจารณาร่างพ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการเลือกตั้งส.ส. สภานิติบัญญัติแห่งชาติ(สนช.)กล่าวถึงข้อเสนอการให้กกต.มีอำนาจตรวจค้นกรณีสงสัยจะมีการทุจริตเลือกตั้ง โดยไม่ต้องมีหมายค้นจากศาลว่า ประเด็นดังกล่าวเป็นการขอแปรญัตติจากสมาชิกสนช.ที่เห็นว่า ควรให้กกต.มีอำนาจตรวจค้นได้ โดยไม่จำเป็นต้องมีหมายศาล แต่กมธ.พิจารณาแล้วเห็นว่า เป็นการให้อำนาจกกต.มากเกินไป จึงยืนยันเนื้อหาตามร่างเดิมที่กรธ.เสนอมาคือ ให้ดำเนินการตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา จะต้องมีหมายค้นจาก
(ข่าวหน้า 1 หนังสือพิมพ์คมชัดลึก)



