
เตือนภาคใต้ระวังพายุลูกใหม่"ป้าหม่า"
แผ่นดินไหวซ้ำที่สุมาตราอีก 7.0 ริกเตอร์ คาดเหยื่อสูงกว่าพันศพ เตือนภาคใต้ระวังพายุใหม่ "ป้าหม่า" ฝนถล่มกรุงจราจรอัมพาต เขื่อนลำปะทาวน้ำไหลทะลักท่วมเมืองชัยภูมิ ลำปางประกาศ อ.แม่พริก พื้นที่ภัยพิบัติ
เมื่อเวลา 16.00 น. วันที่ 1 ตุลาคม กรมอุตุนิยมวิทยาแจ้งว่า หย่อมความกดอากาศต่ำกำลังแรงได้ปกคลุมบริเวณ จ.นครราชสีมา แล้ว คาดว่าจะเคลื่อนตัวอย่างช้าๆ ตามแนวร่องความกดอากาศต่ำเข้าสู่ภาคกลางในระยะต่อไป
ลักษณะเช่นนี้ทำให้ภาคตะวันออกเฉียงเหนือด้านตะวันตก ภาคกลาง รวมทั้งกรุงเทพมหานคร และภาคตะวันออกมีฝนตกเป็นบริเวณกว้างและมีฝนตกหนักในหลายพื้นที่
จึงขอให้ประชาชนในพื้นที่เสี่ยงภัยบริเวณที่ลาดเชิงเขาใกล้ทางน้ำไหลผ่าน และพื้นที่ลุ่มบริเวณ จ.กำแพงเพชร พิจิตร เพชรบูรณ์ ชัยภูมิ นครราชสีมา บุรีรัมย์ สุรินทร์ นครสวรรค์ อุทัยธานี ลพบุรี สระบุรี กาญจนบุรี สุพรรณบุรี ราชบุรี นครนายก ปราจีนบุรี สระแก้ว ระยอง จันทบุรี ตราด เพชรบุรี ระนอง และพังงา ระมัดระวังสภาวะน้ำท่วมฉับพลันและน้ำป่าไหลหลากที่จะเกิดขึ้นได้ในระยะ 1-2 วันนี้
สำหรับทะเลอันดามัน และอ่าวไทยยังมีคลื่นสูง 2-3 เมตร ขอให้ชาวเรือในบริเวณดังกล่าวควรเพิ่มความระมัดระวังในการเดินเรือ โดยเรือเล็กควรงดออกจากฝั่งในระยะ 1-2 วันนี้
ในหลวงพระราชทานถุงยังชีพ
เมื่อเวลา 09.00 น. ที่หอประชุมเทศบาลตำบลพรานกระต่าย นายประสงค์ พิทูรกิจจา เลขาธิการมูลนิธิราชประชานุเคราะห์ ในพระบรมราชูปถัมภ์ และคณะ ได้นำถุงยังชีพพระราชทานของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว จำนวน 2,000 ชุด ไปมอบเพื่อช่วยเหลือราษฎรในพื้นที่เขตเทศบาลตำบลพรานกระต่าย จำนวน 18 ชุมชน 1,500 ครอบครัว และเขตพื้นที่ ต.คุยบ้านโอง อ.พรานกระต่าย จ.กำแพงเพชร จำนวน 500 ครอบครัว หลังประสบอุทกภัยจากพายุกิสนา
นายประสงค์กล่าวว่า ถือว่าเป็นบุญของประชาชนชาวไทยที่มีพระสยามเทวาธิราชปกปักรักษา และด้วยบุญญาบารมีของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทำให้เมื่อพายุเข้าประเทศไทยก็จะมีกำลังอ่อนลง ไม่สร้างความเสียหายร้ายแรงเหมือนประเทศอื่น ขณะที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่ทรงพระประชวรอยู่ เมื่อทรงทราบข่าวว่าเกิดน้ำท่วม ทรงรู้สึกห่วงใย มีพระราชกระแสรับสั่งให้มูลนิธิราชประชานุเคราะห์ฯ นำถุงยังชีพพระราชทานไปมอบให้แก่ประชาชนหลายจังหวัดทั้งภาคอีสาน และภาคเหนือ
ระวังพายุลูกใหม่ "ป้าหม่า"
นายรอยล จิตรดอน ผู้อำนวยการสถาบันสารสนเทศทรัพยากรน้ำและการเกษตร (องค์การมหาชน) หรือ สสนก. กระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี (วท.) กล่าวว่า จากการสำรวจปริมาณน้ำล่าสุดภายหลังที่ประเทศไทยได้รับผลกระทบจากพายุกิสนา พบว่า ภาคอีสานที่ จ.อุบลราชธานี มีปริมาณน้ำฝนอยู่ที่ 100 มิลลิเมตร ซึ่งยังไม่วิกฤติมากหนัก แม้จะมีน้ำท่วม เนื่องจากก่อนหน้านี้คาดการณ์ว่าจะมีปริมาณน้ำฝนอยู่ที่ 200 มิลลิเมตร
ภาคเหนือ ที่เขื่อนภูมิพล พบปริมาณน้ำเพิ่มขึ้นร้อยละ 56 จากปกติมีเพียงร้อยละ 50 ซึ่งถือว่าไม่เพียงพอสำหรับการใช้น้ำในยามแล้ง แต่จากพายุฝนดังกล่าวทำให้น้ำมากขึ้น นับเป็นเรื่องที่ดี อย่างไรก็ตาม ภาพรวมปีนี้จะมีน้ำมาก โดยเฉลี่ยอยู่ที่ 1,400-1,500 มิลลิเมตร ซึ่งไล่เลี่ยจากปี 2551 ที่ปริมาณ 1,520 มิลลิเมตร แต่ไม่ถึงกับก่อให้เกิดน้ำท่วมหนักเหมือนปี 2549
"นอกจากพายุกิสนาแล้ว อยากให้จับตามองพายุอื่นๆ ที่กำลังก่อตัวในฟิลิปปินส์ คือ พายุป้าหม่า(Parma) และพายุอื่นๆ อีกประมาณ 2 ลูก เพราะจากทิศทางพายุเหล่านี้จะพัดผ่านขึ้นไปยังตอนใต้ของจีน ซึ่งหมายความว่าจะส่งผลต่อภาคอีสานและภาคเหนือของไทย แต่จากข้อมูลพบว่าไม่รุนแรงเท่าพายุกิสนา สิ่งที่ต้องกังวลนอกจากพายุเหล่านี้ ต้องระวังพายุฝนจากมหาสมุทรอินเดีย ซึ่งจะพัดเข้าทางภาคใต้ของไทย บริเวณ สตูล ภูเก็ต พังงา ระนอง โดยจะพัดเข้ามาตั้งแต่คืนวันที่ 1 ตุลาคม ไปอีกประมาณ 2-3 วัน ซึ่งยังไม่แน่ใจว่าจะรุนแรงหรือไม่" นายรอยล กล่าว
ฝนถล่มกรุงการจราจรอัมพาต
หลังจากมีฝนตกต่อเนื่องลงมาทั่วกรุงเทพฯ ตั้งแต่เมื่อคืนวันที่ 30 กันยายน ที่ผ่านมา และต่อเนื่องจนถึงช่วงเช้าวันที่ 1 ตุลาคม ทำให้ถนนเกือบทุกสายใน กทม.มีอัตรารถสะสมหนาแน่น รถเคลื่อนตัวได้ช้า เพราะได้รับผลกระทบจากถนนที่เปียกลื่น
นายสัญญา ชีนิมิตร รองผู้อำนวยการสำนักระบายน้ำ (สนน.) กทม. กล่าวว่า ตลอดช่วงเมื่อคืนวันที่ 30 กันยายน ที่ผ่านมา มีฝนตกลงมาทั่วกรุงเทพฯ แต่มีปริมาณน้อย จุดที่ตกหนักที่สุดเป็นฝั่งธนบุรี คือ ย่านคลองภาษีเจริญ ย่านทวีวัฒนา มีปริมาณมากถึง 85 มิลลิเมตร ส่วนฝั่งพระนคร คลองเตย สาทร เป็นจุดที่มีฝนตกหนักรองลงมา คือ ประมาณ 40 มิลลิเมตร ส่วนในจุดอื่นมีฝนโปรยปรายลงมาเล็กน้อยเท่านั้น
นายสัญญากล่าวต่อว่า ที่ได้รับผลกระทบจากเหตุฝนตกทั่วกรุงในครั้งนี้ เป็นเรื่องการจราจรที่รถเคลื่อนตัวได้ช้า เนื่องจากได้รับผลกระทบมาจากถนนลื่น แต่เรื่องน้ำท่วมขังผิวจราจรถึงขั้นวิกฤติยังไม่พบ ขณะนี้ยังมีฝนตกลงมาอย่างต่อเนื่อง และน้ำในลำคลองสูงขึ้นจากเดิมประมาณ 30 ซม. จึงกำชับให้เจ้าหน้าที่เดินเครื่องสูบน้ำอย่างต่อเนื่องทั่ว กทม. เพื่อเร่งระบายน้ำตามคลองต่างๆ ให้มากที่สุด พร้อมรับฝนที่อาจจะตกลงมาอย่างหนัก และกันน้ำเอ่อท่วมพื้นผิวจราจรด้วย
สธ.ส่งยา-เวชภัณฑ์ช่วยเหนือ-อีสาน
นายวิทยา แก้วภราดัย รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข กล่าวว่า เมื่อวันที่ 1 ตุลาคม ได้จัดส่งยาและเวชภัณฑ์ 7 หมื่นชุด ไปให้พื้นที่ประสบภัยใน 15 จังหวัด ได้แก่ อุบลราชธานี หนองคาย นครพนม มุกดาหาร ศรีสะเกษ ร้อยเอ็ด ยโสธร บุรีรัมย์ เชียงราย แม่ฮ่องสอน น่าน อุตรดิตถ์ ลำปาง เชียงใหม่ และตาก จังหวัดละ 5,000 ชุด เพื่อนำไปออกหน่วยแพทย์เคลื่อนที่ ช่วยเหลือผู้ประสบภัยในการดูแลสุขภาพขั้นต้น โดยสำรองยาไว้ที่ส่วนกลางอีก 1 ล้านชุด พร้อมจัดส่งให้พื้นที่ทันที และให้สำนักงานสาธารณสุขจังหวัดทุกจังหวัดจัดหน่วยแพทย์เคลื่อนที่ออกให้บริการผู้ประสบภัยอย่างทั่วถึง ให้คำแนะนำ ให้ความรู้ประชาชนในพื้นที่ประสบภัย เรื่องน้ำดื่มน้ำใช้ การป้องกันโรค อย่าถ่ายอุจจาระลงน้ำ เนื่องจากจะทำให้น้ำสกปรกและอาจเกิดโรคระบาดง่ายขึ้น
ส่วนที่ จ.อุบลราชธานี ขณะนี้พบประชาชนป่วยแล้ว 123 ราย อาการไม่รุนแรง หากประชาชนที่ประสบภัยเกิดบาดเจ็บหรือเจ็บป่วยฉุกเฉิน สามารถโทรแจ้งหน่วยแพทย์ฉุกเฉินได้ที่หมายเลข 1669 ฟรีตลอดเวลา
พัทยาห้ามเรือทุกชนิดให้บริการ
เมื่อวันที่ 1 ตุลาคม บริเวณสำนักงานกู้ภัยทางทะเลเมืองพัทยา มีการชักธงแดงขึ้นเสาเพื่อเตือนภัยให้นักท่องเที่ยว และผู้ประกอบการเรือต่างๆ ในเมืองพัทยาทราบว่า ทะเลในบริเวณอ่าวพัทยามีคลื่นลมแรง คาดว่าจะมีพายุเข้ามา โดยให้ผู้ประกอบการเรือต่างๆ ควรงดให้บริการนักท่องเที่ยวที่จะเดินทางไปท่องเที่ยวตามเกาะแก่งต่างๆ ซึ่งอาจก่อให้เกิดอันตรายต่อชีวิตและทรัพย์สินได้
ส่วนเรือรับส่งนักท่องเที่ยวจากฝั่งพัทยาไปเกาะล้าน ไม่ว่าจะเป็นเรือโดยสารประจำทาง เรือสปีดโบ๊ท ตั้งแต่ช่วงเช้าวันที่ 1 ตุลาคม ยังไม่มีการให้บริการรับส่งนักท่องเที่ยว
ส่วนของเมืองพัทยานั้น ได้ออกเตือนผู้ประกอบการเรือท่องเที่ยวว่า ช่วงดังกล่าวอย่าออกเรือโดยเด็ดขาด เพราะช่วงเวลาดังกล่าวมีพายุลมแรงและคลื่นสูง ซึ่งเกรงว่าหากออกไปแล้วจะเกิดอันตรายต่อนักท่องเที่ยว นอกจากนั้นเมืองพัทยาพร้อมจะขนย้ายนักท่องเที่ยวที่ติดอยู่ตามเกาะกลับเข้าฝั่ง หากได้รับการร้องขอ
ขณะที่บรรยากาศตามชายทะเลมีลมกระโชกแรง ฝนตกพร่ำๆ คลื่นสูง ผู้ประกอบการร่มเตียงงดให้บริการ นอกจากนั้นบริเวณที่จอดเรือโดยสารประจำทางบริเวณท่าเทียบเรือแหลมบาลีฮายไม่มีเรือโดยสารจอดเลย
น้ำล้นเขื่อนลำปะทาวท่วมชัยภูมิ
หลังจากพายุกิสนาเคลื่อนเข้าสู่พื้นที่ภาคอีสาน ทำให้ฝนตกอย่างต่อเนื่องตั้งแต่วันที่ 30 กันยายน ส่งผลให้น้ำจากลำชีเริ่มหนุนล้นสูงขึ้น โดยเฉพาะในพื้นที่ ต.ลุ่มลำชี อ.บ้านเขว้า จ.ชัยภูมิ น้ำไหลบ่าเข้าท่วมไร่นาเสียหายแล้วกว่า 5,000 ไร่ โดยปริมาณน้ำสูงกว่า 1 เมตร
นายนิพนธ์ สาธิตสมิตพงษ์ ปลัดจังหวัดชัยภูมิ กล่าวว่า ขณะนี้สถานการณ์น้ำท่วมในเขตเทศบาลเมืองชัยภูมิ เจ้าหน้าที่ได้เร่งระบายน้ำออกนอกเมืองอย่างต่อเนื่อง จึงประสานขอเครื่องสูบน้ำขนาดใหญ่จากกรมชลประทานเข้ามาช่วยระบายน้ำ
ส่วนอิทธิพลของพายุกิสนาขณะนี้ทำให้มีฝนตกในพื้นที่ จ.ชัยภูมิ ตลอดทั้งวัน ทำให้ปริมาณน้ำล้นสันเขื่อนลำปะทาว จากเดิมวันที่ 30 กันยายน อยู่ที่ 20 เซนติเมตร เพิ่มขึ้นอยู่ที่ระดับกว่า 42 เซนติเมตรแล้ว ซึ่งถือเป็นเรื่องยากที่จะหยุดน้ำจากเขื่อนไม่ให้ล้นลงมาได้
น้ำเทือกเขาพนมดงรักไหลบ่า
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ที่บ้านนาค้อ ต.ปรือใหญ่ อ.ขุขันธ์ จ.ศรีสะเกษ ซึ่งอยู่ติดกับลำห้วยสำราญ ปรากฏว่าน้ำจากเทือกเขาพนมดงรักได้เอ่อล้นเข้าท่วมไร่นา บ้านเรือนของชาวบ้าน ทำให้บ้านเรือน 39 หลัง จมอยู่ใต้น้ำ ไร่นาโดนน้ำท่วมประมาณ 1,000 ไร่ ชาวบ้านต้องพากันขนข้าวของ ทรัพย์สิน ของมีค่า หนีน้ำท่วมกันอย่างโกลาหล
นายระพี ผ่องบุพกิจ ผู้ว่าฯ ศรีสะเกษ และคณะหัวหน้าส่วนราชการที่เกี่ยวข้อง ได้มาตรวจสภาพน้ำท่วมที่บ้านนาค้อ พร้อมทั้งนำเอาถุงยังชีพ 50 ถุง มาแจกจ่ายช่วยเหลือชาวบ้าน ซึ่งผู้ว่าฯ ศรีสะเกษฝากเตือนประชาชนชาวศรีสะเกษว่า ช่วงนี้ขอให้ชาวศรีสะเกษเฝ้าระวังน้ำท่วมฉับพลันด้วย และสั่งการให้ทุกส่วนราชการที่เกี่ยวข้องเข้าให้การช่วยเหลือประชาชนที่ประสบอุทกภัยอย่างเต็มที่แล้ว
ฝนตกหนักคอสะพานขาด
พายุฝนที่ตกอย่างหนักในพื้นที่ อ.แม่สะเรียง จ.แม่ฮ่องสอน ทำให้ปริมาณน้ำแม่น้ำยวมเพิ่มสูงขึ้นและเชี่ยวกราก เอ่อเข้าท่วมพื้นที่การเกษตรริมน้ำเสียหายหลายร้อยไร่ นอกจากนั้นยังกัดเซาะคอสะพานขาดหลายแห่ง โดยเฉพาะบริเวณบ้านแม่เกาะ-บ้านทะลุ หมู่ 8 ต.สบเมย อ.สบเมย ขาดเป็นทางยาว ประชาชนไม่สามารถใช้สัญจรข้ามไปมาได้ นักเรียนโรงเรียนสบเมยวิทยาคม และโรงเรียนแม่สะเรียงบริพัตรศึกษา ที่อยู่ในช่วงสอบ ต้องใช้เส้นทางอ้อมไปอีกกว่า 20 กิโลเมตร แม้เจ้าหน้าที่จะนำสะพานชั่วคราวมาต่อให้ใช้ก็ไม่สามารถใช้การได้ เนื่องจากกระแสน้ำยังเชี่ยวกราก ทำให้ช่วงขาดของสะพานขยายยาวขึ้น ประกอบกับดินคอสะพานทรุดอย่างต่อเนื่อง
อ.แม่พริก พื้นที่ภัยพิบัติ
นายสุวรรณ กล่าวสุนทร รองผู้ว่าฯ ลำปาง กล่าวว่า ขณะนี้จังหวัดได้ประกาศให้พื้นที่ 4 ตำบลของ อ.แม่พริก ได้แก่ ต.แม่พริก ต.พระบาทวังตวง ต.ผาปัง และ ต.แม่ปุ เป็นอำเภอที่ 6 ของจังหวัดที่เป็นพื้นที่ประสบภัยพิบัติกรณีฉุกเฉิน เนื่องจากประสบภัยน้ำป่าไหลหลาก และน้ำท่วมฉับพลัน ก่อนหน้านี้จังหวัดได้ประกาศให้ 5 อำเภอของจังหวัด ได้แก่ อ.เมือง อ.เถิน อ.วังเหนือ อ.เมืองปาน และ อ.แม่เมาะ เป็นพื้นที่ประสบภัยพิบัติกรณีฉุกเฉิน เนื่องจากเกิดน้ำป่าไหลหลาก และน้ำท่วมฉับพลัน ซึ่งหน่วยงานที่เกี่ยวข้องได้เข้าให้การช่วยเหลือแล้ว
อย่างไรก็ตาม ขอประกาศเตือนให้ 13 อำเภอของ จ.ลำปาง โดยเฉพาะที่อาศัยอยู่ใกล้เชิงเขา และทางน้ำไหล พร้อมรับมือกับภัยทางธรรมชาติ เนื่องจากสภาพอากาศมีเมฆฝนปกคลุม และอาจจะเกิดภัยธรรมชาติได้ทุกเวลา ที่สำคัญให้ติดตามพยากรณ์อากาศจากกรมอุตุนิยมวิทยาอย่างใกล้ชิด เพื่อจะได้รับมือจากภัยธรรมชาติ
พายุถล่มปัตตานีบ้านพัง 45 หลัง
วันเดียวกัน นายธวัชชัย บัวศรี ปลัด อบต.ตะโละดือรามัน อ.กะพ้อ จ.ปัตตานี พร้อมด้วย นายการิม ยูโซ๊ะ ส.อบจ. เป็นตัวแทน อบจ.ปัตตานี และเจ้าหน้าที่ อบต. เดินทางไปตรวจสอบช่วยเหลือกรณีวาตภัยที่ หมู่ 3, 4, 5, 7, 8 และ 9 ที่ได้รับผลกระทบจากพายุพัดบ้านเรือนได้รับความเสียหาย 2 หลัง เป็นของนางมุสลี เจ๊ะเด็ง และนายมะ เจ๊ะเด็ง และยังมีหลังคาบ้านที่เป็นกระเบื้องถูกพายุพัดเสียหายอีก 32 หลังคาเรือน และโรงเรียนตาดีกา (สอนศาสนา) ต.ตะโละดือรามัน อีก 1 หลัง ในพื้นที่ ต.กะรูบี ต.ปล่องหอย เสียหายกว่า 10 หลัง รวมบ้านเรือนราษฎรเสียหายในเขต อ.กะพ้อ 45 หลังคาเรือน
นอกจากนี้ยังมีผู้เสียชีวิตและบาดเจ็บสาหัสจากเหตุพายุในครั้งนี้อีกอย่างน้อย 2 ราย เบื้องต้นทราบว่าเป็นสองสามีภรรยา (ยังไม่ทราบชื่อ) ถูกนำส่งโรงพยาบาลบาเจาะ จ.นราธิวาส เหตุเกิดขณะขี่รถจักรยานยนต์เพื่อจะไปซื้อของบนเส้นทางกะพ้อ-บาเจาะ เขตรอยต่อ ต.ตะโละดือรามัน อ.กะพ้อ จ.ปัตตานี กับ ต.ปะลุกาสาเมาะ อ.บาเจาะ จ.นราธิวาส โดยเกิดลมแรงพัดต้นตาลล้มทับสองสามีภรรยา ทำให้ผู้เป็นสามีเสียชีวิตทันที ส่วนภรรยาได้รับบาดเจ็บสาหัส
แผ่นดินไหวซ้ำที่สุมาตราอีก 7.0 ริกเตอร์
เกิดเหตุแผ่นดินไหววัดแรงสั่นสะเทือนได้ 7.0 ริกเตอร์ ขึ้นนอกชายฝั่งเกาะสุมาตรา ประเทศอินโดนีเซีย เมื่อช่วงเช้าวันที่ 1 ตุลาคม ภายหลังจากเพิ่งเกิดแผ่นดินไหวใหญ่ 7.6 ริกเตอร์ ไปเมื่อวันพุธ ซึ่งคาดว่ามีผู้เสียชีวิตหลายพันคน เพราะสำนักการบริหารจัดการหายนภัยแห่งชาติอิเหนาได้ประกาศบนเว็บไซต์ว่ายังมีคนอีกหลายพันคนติดอยู่ใต้ซากปรักหักพัง
แผ่นดินไหวระลอกใหม่ ซึ่งแรงสั่นสะเทือนรู้สึกได้ไกลถึงสิงคโปร์ เกิดขึ้นเมื่อเวลา 08.52 น. ตามเวลาท้องถิ่น ที่ระดับความลึก 10 เมตร บริเวณนอกชายฝั่งห่างจากเมืองปาดัง ซึ่งได้รับความเสียหายหนักจากแผ่นดินไหวลูกแรก ไปทางตะวันออกเฉียงใต้ ราว 225 กิโลเมตร
นายซูฮาร์โยโน ผู้อำนวยการฝ่ายเทคนิคของกรมอุตุนิยมวิทยาอินโดนีเซีย กล่าวว่า มีเมืองที่มีประชากรอาศัยอยู่หนาแน่นมากในพื้นที่เกิดแผ่นดินไหว แต่ยังไม่ได้รับรายงานความเสียหาย และว่าแผ่นดินไหวลูกล่าสุดนี้อาจเป็นอาฟเตอร์ช็อกของเมื่อวันก่อน เพราะแรงกดดันจากการที่แผ่นโลก 2 แผ่นชนกันอาจทำให้ส่วนหลังแตกออก และทำให้เกิดแผ่นดินไหวลูกนี้ตามมา
ด้านกรมอุตุนิยมวิทยาของญี่ปุ่นประกาศว่า มีความเป็นไปได้น้อยมากที่แผ่นดินไหวลูกใหม่นี้จะทำให้เกิดคลื่นยักษ์สึนามิที่ร้ายแรงในมหาสมุทรอินเดียตามมา
เหยื่อแผ่นดินไหวอิเหนาทะลุหลักพัน
ความเสียหายจากแผ่นดินไหว 7.6 ริกเตอร์เมื่อวันพุธนั้น เจ้าหน้าที่ทางการอินโดนีเซียคาดการณ์ว่า ยอดผู้เสียชีวิตน่าจะสูงกว่าพันคน เพราะมีผู้ติดอยู่ใต้ซากปรักหักพังอีกเป็นจำนวนมาก แม้ว่ากระทรวงกิจการสังคมจะประกาศยอดผู้เสียชีวิตอย่างเป็นทางการนับถึงช่วงเย็นวันพฤหัสบดีว่าอยู่ที่อย่างน้อย 529 คน บาดเจ็บ 423 คน ในจำนวนนี้เป็นผู้เสียชีวิตในเมืองปาดังถึง 376 คน บาดเจ็บกว่า 100 คน
ส่วนสภาพในเมืองปาดังนั้นพังพินาศ ทั้งโรงแรม โรงเรียน และบ้านเรือนพังถล่มลงมา การคมนาคม และการสื่อสารถูกตัดขาด ไฟฟ้าดับ ทั้งยังเกิดเพลิงไหม้ในเมืองที่มีประชากรเกือบล้านคนด้วย ขณะนี้เจ้าหน้าที่กู้ภัย และแพทย์พากันเร่งมือให้ความช่วยเหลืออย่างแข่งกับเวลา และบอกว่าต้องการเครื่องมือหนักมายกคอนกรีตแท่งใหญ่ๆ และหวังว่าเครื่องมือคงจะมาถึงเร็วๆ นี้
ด้านนายปริยาดี คาร์โดโน โฆษกสำนักงานจัดการหายนภัย กล่าวว่า เครื่องบินทหาร 3 ลำ เตรียมส่งสิ่งของบรรเทาทุกข์ ทั้งผ้าห่ม เต็นท์ และยารักษาโรคไปแล้ว พร้อมคาดการณ์ว่า ผลกระทบจากแผ่นดินไหวครั้งนี้อาจรุนแรงเท่ากับแผ่นดินไหวที่เมืองยอกยาการ์ตาเมื่อปี 2549 ที่มีผู้เสียชีวิตมากถึง 6,000 คน และมีอาคารบ้านเรือนถูกทำลายกว่า 1.5 แสนหลัง
แผ่นดินไหวครั้งนี้เป็นครั้งรุนแรงล่าสุดของอินโดนีเซีย หลังจากแผ่นดินไหวที่เกาะชวาเมื่อต้นเดือนที่แล้วทำให้มีผู้เสียชีวิต 123 คน และมีข่าวด้วยว่า แผ่นดินไหวครั้งใหม่นี้ทำให้เกิดแผ่นดินถล่ม ทำลายบ้านหลายหลังริมทะเลสาบมานินเจาของเมืองปาดัง ขณะที่ท่าอากาศยานของเมืองเสียหายเล็กน้อย นักธรณีวิทยาวิตกว่ามีความเสี่ยงที่จะเกิดแผ่นดินไหวและสึนามิที่ปาดังอีก รวมทั้งมีความวิตกว่าแผ่นดินไหวอาจทำให้เกิดการปะทุของภูเขาไฟใหญ่ 3 แห่ง คือ เมราปี ทาลัง และตันดีกัต
เกิดการปล้นสะดมในซามัว
ส่วนที่ซามัว ซึ่งเพิ่งจะถูกสึนามิถล่มไปเมื่อวันอังคารนั้น ได้เกิดการปล้นสะดมตามร้านรวงต่างๆ ในเมืองโดยที่ตำรวจไม่ได้เข้ามาขัดขวางเลย เพราะมัวแต่ค้นหาร่างผู้เสียชีวิตจากมหันตภัยสึนามิที่เกิดขึ้นหลังจากเกิดแผ่นดินไหว 8.0 ริกเตอร์ จนมีผู้เสียชีวิตที่ซามัว หมู่เกาะอเมริกันซามัว และตองกา อย่างน้อย 150 คน แต่คาดว่ายอดที่แท้จริงจะสูงกว่านี้ เพราะยังมีผู้สูญหายอีกเป็นจำนวนมาก
ด้านพาเมลา สเตพเฟอร์สัน ดาราสาวซึ่งแต่งงานกับนักแสดงตลกชาวสกอต บิลลี่ คอนนอลลี่ และย้ายไปพักอาศัยอยู่ที่เกาะซามัว ได้เขียนให้หนังสือพิมพ์เดอะการ์เดียนของอังกฤษ เกี่ยวกับเหตุการณ์แผ่นดินไหวที่ซามัวว่า "เป็นนรกที่น่าหวาดกลัว" และหายนะหลังเกิดแผ่นดินไหว "เหมือนกับการเดินไปสู่ความฝันที่น่าสยดสยอง" แต่ตัวเธอไม่ได้รับอันตรายจากแผ่นดินไหว ที่เกิดขึ้นเมื่อเช้าวันอังคาร ตามเวลาท้องถิ่น แม้ว่าบ้านของเธอที่ตั้งอยู่บนยอดเขาจะสั่นสะเทือนอย่างรุนแรงก็ตาม
สเตพเฟอร์สัน ระบุด้วยว่า ความเสียหายตลอดแนวชายทะเล ที่เป็นผลพวงมาจากสึนามิเป็นการถอนหมู่บ้านออกมาหมดทั้งยวง เพื่อนของเธอเสียชีวิตไปในระหว่างพยายามจะหนีคลื่นยักษ์ และตอนนี้เต็มไปด้วยกองซากปรักหักพังขนาดมหึมาทุกหนทุกแห่ง และยังไม่แน่ชัดว่า คลื่นยักษ์ได้ทำลายสิ่งปลูกสร้างไปทั้งหมดหรือไม่ รถยนต์ขึ้นไปอยู่บนกองซากอาคาร ตู้เย็นและเครื่องปรับอากาศลอยอยู่ในทะเล
กิสนาคร่า 300 กว่าศพในเอเชีย
ความเสียหายจากพายุโซนร้อนกิสนา (กฤษณา) ในเอเชียนั้น มียอดผู้เสียชีวิตรวม 362 คน นับถึงวันพฤหัสบดี แต่คาดว่ายอดน่าจะยังพุ่งขึ้นไปอีกเรื่อยๆ ส่วนชาวฟิลิปปินส์ ซึ่งถูกกิสนาเล่นงานหนักสุดจนต้องเผชิญกับอุทกภัยครั้งร้ายแรงที่สุดในรอบ 42 ปีแล้วนั้น ต่างพากันหวาดผวาอีกครั้ง เพราะมีพายุลูกใหม่กำลังก่อตัวขึ้นนอกชายฝั่งของประเทศ ที่คนเกือบ 7 แสนคน ยังคงรอความช่วยเหลืออยู่เลย



