
ธ.ก.ส.ปลดแอกเส้นกั้นธุรกรรมการเงิน“ชนบท”
ธ.ก.ส.เปิดตัวแอพ“เอโมบาย-คิวอาร์โค้ด”ปลดแอกเส้นกั้นธุรกรรมการเงิน“ชนบท”
การเปิดตัวแอพพลิเคชั่น ธ.ก.ส. A-Mobile บริการทางการเงินบนสมาร์ทโฟนของธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร(ธ.ก.ส.) ที่บ้านดอยช้าง ต.วาวี อ.แม่สรวย จ.เชียงราย เมื่อวันศุกร์ที่ผ่านมา เพื่อสนองนโยบายไทยแลนด์ 4.0 ของรัฐบาล ต้องการทำให้ “เงิน” เป็น “เรื่องง่าย” สะดวก ปลอดภัย ทุกที่ ทุกเวลา พร้อมให้บริการบริการ QR Code Payment เพื่อลดการใช้เงินสดสู่ระบบชำระเงินอิเล็กทรอนิกส์ เพิ่มขีดความสามารถการแข่งขันของภาคการเกษตรอย่างยั่งยืนและทันสมัย ตอบโจทย์ไลฟ์สไตล์ในยุคดิจิทัล ภายใต้แผนยุทธศาสตร์ การพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานระบบการชำระเงินแบบอิเล็กทรอนิกส์แห่งชาติ (National e-Payment Master Plan)
“รมช.เกษตรฯ คนปัจจุบัน สมัยท่านเป็นผู้จัดการธ.ก.ส. เคยมาประกาศไว้ที่ดอยช้างแห่งนี้ตั้งแต่ปี 2552 ว่าจะลบพรมแดนทางการเงินระหว่างเมืองกับภาคชนบทออกไปให้ได้ มาวันนี้ ธ.ก.ส.พร้อมแล้วที่จะประกาศว่าเราได้ลบเส้นกั้นพรมแดนธุรกรรมทางการเงินระหว่างชนบทกับเมืองเรียบร้อยหมดแล้วในทุกพื้นที่”
คำแถลงบางช่วงบางตอนของ "อภิรมย์ สุขประเสริฐ“ ผู้จัดการ ธ.ก.ส.ในระหว่างเป็นประธานในพิธีเปิดตัวแอพพลิเคชั่น “ธ.ก.ส. A-Mobile และคิวอาร์โค้ด” ที่บ้านดอยช้าง เนื่องจากเป็นแหล่งปลูกกาแฟที่มีชื่อเสียงระดับโลกที่ ธ.ก.ส.เข้าไปช่วยเหลือเกษตรกรผู้ปลูกกาแฟมาตั้งแต่ปี 2535 จนถึงปัจจุบัน หลังจากธ.ก.ส.ได้เปิดสาขาแรกที่ดอยวาวีและเป็นสาขาเดียวบนดอยช้างแห่งนี้ โดยเริ่มจากการเข้ามาส่งเสริมการออมเงินให้แก่ลูกค้าจำนวน 45 กลุ่ม ทำให้มีความสัมพันธ์ที่ดีกับลูกค้า ก่อนจะมาจัดตั้งเป็น บริษัท ดอยช้างคอฟฟี่ ออริจินอล จำกัด ในปี 2546
ผู้จัดการธ.ก.ส. เผยต่อว่า การที่ ธ.ก.ส.ได้พัฒนาแอพพลิเคชั่น ธ.ก.ส. A-Mobile สำหรับให้บริการทางการเงินรูปแบบใหม่บนสมาร์ทโฟน เพื่อตอบโจทย์รูปแบบการใช้ชีวิตของกลุ่มเกษตรกรลูกค้ารุ่นใหม่ หรือ Young Smart Farmer ที่ปรับเปลี่ยนพฤติกรรมการทำธุรกรรมทางการเงินจากรูปแบบเดิมที่หน้าเคาน์เตอร์บริการของสาขา สู่การทำธุรกรรมอิเล็กทรอนิกส์ผ่านสมาร์ทโฟน ตามแผนยุทธศาสตร์ของธนาคารที่มุ่งพัฒนาการให้บริการทางการเงินครบวงจร ด้วยเทคโนโลยีและนวัตกรรมทางการเงินรูปแบบใหม่ที่ไม่เคยหยุดนิ่ง ซึ่งจะช่วยเพิ่มขีดความสามารถทางการแข่งขันของภาคเกษตรสู่ความยั่งยืนและทันสมัย
ขณะเดียวกันธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ได้รับ ธ.ก.ส.เข้าร่วมทดสอบโครงการ QR Payment ภายใต้กรอบ Regulatory Sandbox ในการให้บริการคิวอาร์โค้ดระบบพร้อมเพย์ (Promptpay) ตามมาตรฐานที่ ธปท.กำหนดเพื่อรองรับการชำระค่าสินค้าและบริการของผู้ให้บริการรายอื่น โดยกลุ่มที่ให้บริการในโครงการ อาทิ สหกรณ์การเกษตรเพื่อการตลาดลูกค้า ธ.ก.ส. (สกต.) ผู้ประกอบการธุรกิจเกษตร (SMAEs) ร้านค้าชุมชน วิสาหกิจชุมชนและชุมชนท่องเที่ยว เมื่อผลการทดสอบผ่านตัวชี้วัดความสำเร็จแล้ว ธ.ก.ส.ได้นำคิวอาร์โค้ดออกให้บริการโดยทั่วไป เพื่อเพิ่มช่องทางการชำระเงินที่สะดวก รวดเร็ว ลดการใช้เงินสด อย่างเต็มรูปแบบต่อไป
นับตั้งแต่ปี 2558 จนถึงปัจจุบัน ธ.ก.ส.ได้จัดโครงการให้ความรู้ทางการเงินผ่านผู้นำกลุ่มเกษตรกร ผู้นำชุมชน และศูนย์การเรียนรู้ชุมชนต้นแบบเศรษฐกิจพอเพียง ธ.ก.ส. โดยถ่ายทอดความรู้ทางการเงินและบัญชีครัวเรือน ความรู้ด้านผลิตภัณฑ์ทางการเงินใหม่ๆ รวมถึงการรู้เท่าทันกลโกงรูปแบบต่างๆ ที่มากับเทคโนโลยี และนำไปถ่ายทอดต่อให้แก่สมาชิก เพื่อให้เกษตรกรใช้ประโยชน์ทั้งด้านบริการทางการเงินและระบบบัญชีอย่างเหมาะสม ซึ่งการขยายโครงการในระยะที่ 2 จะเน้นการให้ความรู้ทางด้านการเงินและเทคโนโลยีแก่เกษตรกรให้มีความรู้ความเข้าใจและสามารถนำเทคโนโลยีมาใช้ทำธุรกรรมทางอิเล็กทรอนิกส์ได้อย่างมีประสิทธิภาพ และมีความปลอดภัยอันเป็นการเพิ่มขีดความสามารถทางการแข่งขันและมุ่งสู่เป้าหมายภาคการเกษตร 4.0
“ธ.ก.ส.มุ่งมั่น พัฒนา บริการทางการเงิน เพื่อตอบสนองความต้องการของเกษตรกรลูกค้าให้ก้าวทันกับความเปลี่ยนแปลงของเทคโนโลยีที่ไม่เคยหยุดนิ่ง โดยเฉพาะเกษตรกรรุ่นใหม่ที่ยกระดับเป็นผู้ประกอบการเกษตร หรือ SMAEs ที่นำเทคโนโลยีและนวัตกรรมใหม่ๆ มาใช้ในกระบวนการผลิตตั้งแต่ต้นน้ำถึงปลายน้ำ รวมถึงช่องทางการตลาดออนไลน์ ที่ช่วยยกระดับราคาสินค้า เพิ่มประสิทธิภาพของการผลิต การตลาดและการบริหารจัดการ จนสามารถสร้างมูลค่าเพิ่มให้แก่สินค้าเกษตรได้หลายเท่า และยังสร้างงาน สร้างรายได้สู่ชุมชน คืนความสุขและสร้างความมั่งคั่ง มั่นคง ให้แก่เกษตรกรได้อย่างยั่งยืน” อภิรมย์กล่าวย้ำ
พิษณุชัย แก้วพิชัย ประธานที่ปรึกษาบริษัท ดอยช้างคอฟฟี่ ออริจินอล จำกัด ในฐานะผู้จุดประกายด้านการตลาดให้แก่กาแฟดอยช้างจนโด่งดังไปทั่วโลก โดยระบุว่าดอยช้างมีการปลูกกาแฟมานานแต่ไม่ค่อยมีใครรู้จักแม้ว่าเป็นกาแฟดี เพียงแต่เราไม่มีช่องทางหรือเวทีให้แก่สินค้าเกษตรชนิดนี้ออกไปสู่ผู้บริโภคมากนัก
“บริษัทได้จัดตั้งขึ้นเมื่อปี 2546 หลังผมได้พูดคุยกับคุณอาเดวและคุณวิชา เกษตรกรแกนนำผู้ปลูกกาแฟบนดอยช้าง วันนั้นไม่ได้คุยกันถึงกาแฟเลย แต่คุยกันว่าจะทำอย่างไรให้ขายสินค้าเกษตรได้ราคา ก็คุยกันอยู่ 8 เดือนกว่าจึงได้ข้อสรุปว่าเมื่อสินค้าจากบนดอยลงไปถึงข้างล่างก็เหมือนไปถึงป่าช้าได้เท่าไหร่ก็ขาย ก็มาศึกษาเกิดขึ้นได้อย่างไร พอเรามาดูพื้นฐานเขาเข้มแข็งมาก พี่น้องเกษตรส่วนใหญ่ที่นี่ไม่มีสัญชาติ การสื่อสารค่อนข้างยากลำบากกับคนพื้นราบ จึงต้องผ่านพ่อค้าคนกลางจนเกิดการเอาเปรียบ” ประธานที่ปรึกษา บจก.ดอยช้างคอฟฟี่ฯ เท้าความ
เขาเล่าอีกว่า สิ่งที่เราทำได้ในขณะนั้นคือจะทำอย่างไรที่จะก้าวข้ามตรงนี้ไปให้ได้ วันนั้นเราไม่มีทางเลือกมาก ก็เลยตัดสินใจทำกาแฟบนดอยช้าง โดยจัดตั้งบริษัท ดอยช้างคอฟฟี่ ออริจินัล จำกัด ขึ้นมาในปี 2546 จากการรวมกลุ่มของเกษตรกรผู้ปลูกกาแฟเป็นผู้ถือหุ้นใหญ่ จากนั้นทำให้เราเข้ามาสู่ทำตลาดอย่างเต็มตัว โดยความร่วมมือจากหลายฝ่าย โดยมี ธ.ก.ส.มาเป็นพี่เลี้ยงในเรื่องการจัดการด้านการเงินให้แก่เรา ปัจจุบันกาแฟดอยช้างส่งจำหน่ายไปทั่วโลก มีทั้งระบบแฟรนส์ไชน์และจำหน่ายตรง โดยจะเจียดกำไรจากการจนหน่ายผลผลิตประมาณ 15% ในทุกปีเข้ามูลนิธิดอยช้างเพื่อพัฒนาคุณภาพชีวิตของเกษตรกรผู้ปลูกกาแฟต่อไป
เปิดใจผู้ใช้บริการแอพพลิเคชั่น “ธ.ก.ส เอ-โมบาย”
สุพจน์ วงศ์พนา เกษตรกรลูกค้า ธ.ก.ส. ผู้ปลูกกาแฟบนดอยช้าง กล่าวถึงการใช้แอพพลิเคชั่น ธ.ก.ส. A-Mobile ว่าจะใช้ในการตรวจสอบราคากาแฟในแต่ละวันว่าราคาขึ้นลงอย่างไร ซึ่งได้ข้อมูลที่รวดเร็วและวิธีการใช้ง่ายสะดวกสบายอย่างมาก จากแต่ก่อนต้องโทรศัพท์ไปสอบถามหรือต้องไปที่สำนักงานสาขาของธ.ก.ส.สาขาวาวี ขณะที่ ณัชชา วิวรรณธนกิจ เกษตรกรผู้ปลูกกาแฟอีกราย ซึ่งเป็นลูกค้าธ.ก.ส.บอกว่า ใช้แอพพลิเคชั่นในการตรวจสลากออมทรัพย์ของธนาคาร ซึ่งตนเองได้ซื้อสลากไว้หสายชุด ล่าสุดที่ซื้อไว้เป็นชุดเกษตรกรมั่งคั่ง โดยมีเจ้าหน้าที่มาแนะนำให้ใช้แอพเพื่อความสะดวกรวดเร็ว ซึ่งอยากจะขอบคุณธ.ก.ส.ที่มีแอพตัวนี้ให้เราใช้กัน ส่วนเอกสิทธิ์ เจ้าของร้านกาแฟดอยช้าง บอกว่าได้ทดลองใช้แอพนี้มาเดือนกว่าหลังมีเจ้าหน้าที่มาให้คำแนะนำ จึงได้ทดลองโอนเงินค่าจ้างให้แก่พนักงานที่รานกาแฟ ซึ่งก็สะดวกสบาย รวดเร็วทันใจ อยู่ที่ไหนเราก็สามารถโอนเงินไปได้
“สำหรับการจ่ายเงินเดือนค่าตอบแทนของพนักงานในร้าน ที่ผ่านมาเราจะต้องไปที่ธ.ก.ส.สาขาวาวี แต่ตอนนี้ไม่ได้เดินทางไปที่นั่นแล้ว ดำเนินการจากแอพนี้เลย เราก็ไม่เสียเวลาเดินทางแล้วยังขายของที่ร้านได้เหมือนเดิม ก็รู้สึกพอใจและขอบคุณธ.ก.ส.ที่มีแอฟตัวนี้ขึ้นมา” เจ้าของร้านกาแฟดอยช้างกล่าวย้ำทิ้งท้าย
ยกระดับภาคเกษตรไทยสู่ความเข้มแข็งยั่งยืน
ธ.ก.ส.เปิดแผนยุทธศาสตร์ปี 61 เพิ่มขีดความสามารถภาคการเกษตร ปลุกพลังสมาร์ทฟาร์มเมอร์ขับเคลื่อนการผลิตสู่ผู้ประกอบการเอสเอ็มอี เพื่อแก้ปัญหาความยากจนของเกษตรกรอย่างยั่งยืนและหวังเป็นศูนย์กลางทางการเงินภาคการเกษตรและภาคชนบทของประเทศ โดยได้กำหนดแนวทางไว้ 5 ยุทธศาสตร์ ประกอบด้วย
ยุทธศาสตร์ที่ 1 เพิ่มขีดความสามารถภาคเกษตรไทย ประกอบด้วย แผนงานเพิ่มประสิทธิภาพภาคการผลิต ตามนโยบายภาคการเกษตร และยกระดับสหกรณ์ วิสาหกิจชุมชน กลุ่มเกษตร ผู้ประกอบการและองค์กรธุรกิจชุมชนเป็นหัวขบวนในการขับเคลื่อนตลอดห่วงโซ่มูลค่าสินค้าเกษตร แผนงานพัฒนาและสนับสนุนกลุ่มเกษตรกรรุ่นใหม่ให้เป็น ผู้ประกอบการธุรกิจเกษตร และสร้างเครือข่ายวิสาหกิจชุมชน โครงการพัฒนาทายาทเกษตรกร (Smart Farmer) และโครงการพัฒนาสหกรณ์การเกษตรให้มีศักยภาพและการบริการจัดการที่ดี และปรับโครงสร้างการผลิต ส่งเสริมเกษตรแปลงใหญ่ แผนงานพัฒนาและยกระดับเกษตรกรผู้มีรายได้น้อยให้หลุดพ้นความยากจน ด้วยการแก้ไขปัญหาหนี้สิน ส่งเสริมพัฒนา อาชีพและแผนงานสร้างระบบภูมิคุ้มกันให้เกษตรกร
ยุทธศาสตร์ที่ 2 เพิ่มพัฒนาบริการทางการเงินครบวงจรและทันสมัย ประกอบด้วย แผนงานพัฒนาและบริหาร ช่องทางอย่างมีประสิทธิภาพ พัฒนาและขยายขอบเขตการบริการผ่านช่องทางดิจิทัล ให้ก้าวทันต่อการเปลี่ยนแปลงของเทคโนโลยี โครงการพัฒนาความร่วมมือกับพันธมิตรให้เป็นเครือข่ายทางการเงิน แผนงานพัฒนาผลิตภัณฑ์ และบริการ ให้ครอบคลุมความต้องการลูกค้าแต่ละกลุ่มตลอดห่วงโซ่ และโครงการพัฒนาระบบการบริหารความสัมพันธ์กับลูกค้า เพื่อต่อยอดการเติบโตทางธุรกิจอย่างต่อเนื่องและยั่งยืน
ยุทธศาสตร์ที่ 3 บริหารเงินทุนให้สมดุลเพื่อความมั่นคงและยั่งยืน ประกอบด้วย แผนงานพัฒนาผลิตภัณฑ์บริการ เพื่อเพิ่มสัดส่วนเงินฝากต้นทุนต่ำ แผนงานบริหารส่วนต่างอัตราดอกเบี้ยสุทธิและพัฒนาระบบ Fund Transfer Pricing แผนงานพัฒนาเครื่องมือการบริหารความเสี่ยงตามมาตรฐานของ ธปท. และแผนงานดูแลเงินกองทุนให้เพียงพอต่อการดำเนินงานเพื่อให้เกิดความยั่งยืน
ยุทธศาสตร์ที่ 4 เพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันองค์กรอย่างมีธรรมาภิบาล ประกอบด้วย แผนงานการใช้บิ๊กดาต้า เพื่อบริหารข้อมูลตลอดห่วงโซ่ในหลากหลายมิติ แผนงานส่งเสริมนวัตกรรมและวิจัยสู่การปฏิบัติอย่างต่อเนื่องทั้งองค์กร และลูกค้า/ชุมชน แผนงานประเมินความสำเร็จด้านผลกระทบทางเศรษฐกิจ สังคมและสิ่งแวดล้อมในการเป็นกลไกขับเคลื่อนนโยบายของรัฐและโครงการส่งเสริมประสิทธิภาพเชิงนิเวศเศรษฐกิจ แผนงานยกระดับศักยภาพบุคลากรให้มีความเป็นเลิศและเชี่ยวชาญตรงสายงาน แผนงานพัฒนากระบวนการให้เป็นมาตรฐานเพื่อการบริการที่เป็นเลิศ และแผนงานส่งเสริมธรรมาภิบาลและคุณธรรมภายในองค์กรตามมาตรฐานสากล
ยุทธศาสตร์ที่ 5 พัฒนาศักยภาพชุมชนแบบบูรณาการเพื่อความยั่งยืนของเศรษฐกิจฐานรากสังคมและสิ่งแวดล้อม ที่ให้ความสำคัญกับแผนงานเสริมสร้างความยั่งยืนเชิงนิเวศเศรษฐกิจ แผนงานการเชื่อมโยงตลาดผลิตภัณฑ์การเกษตร และแผนงานให้ความรู้คู่การพัฒนาชุมชนเพื่อสร้างเสริมชุมชนเข้มแข็ง และยกระดับสู่ชุมชนอุดมสุข
ธ.ก.ส.ดันสินเชื่อกระตุ้นศก.ฐานรากกว่า 4.3 แสนล.
สมศักดิ์ กังธีระวัฒน์ รองผู้จัดการผู้จัดการธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร(ธ.ก.ส.) เผยผลการดำเนินงาน 9 เดือน ของปีบัญชี 2560 (1 เม.ย.–31 ธ.ค. 2560) ว่า สามารถสนับสนุนสินเชื่อเข้าสู่ระบบ เพื่อสนับสนุนภาคการเกษตร ผ่านผู้ประกอบการและเกษตรกรรายย่อยได้ จำนวน 438,000 ล้านบาท ส่งผลให้ยอดสินเชื่อคงเหลือเพิ่มเป็น 1,317,339 ล้านบาท หรือขยายตัวสูงกว่าต้นปีบัญชี 3.16% โดยธนาคารมีสินทรัพย์รวม อยู่ที่ 1,693,208 ล้านบาท เพิ่มขึ้นจากต้นปีบัญชี 4.7% ยอดเงินฝากรวม 1,426,277 ล้านบาท เพิ่มขึ้นจากต้นปี บัญชี 1.4% มีรายได้รวม 68,980 ล้านบาท ค่าใช้จ่ายรวม 61,140 ล้านบาท และมีกำไรสุทธิ 7,840 ล้านบาท
ส่วนคุณภาพสินทรัพย์ธนาคารมีหนี้ที่ไม่ก่อให้เกิดรายได้(เอ็นพีแอล) 5.54% ของสินเชื่อรวม ซึ่งมีแนวโน้มลดต่ำลง คาดว่าสิ้นปีบัญชี (31 มี.ค. 2561) เอ็นพีแอลจะต่ำกว่า 4% ของสินเชื่อรวม ด้านสถานะเงินกองทุนต่อสินทรัพย์เสี่ยง (BIS Ratio) อยู่ที่ระดับ 12.18% ซึ่งสูงกว่าเกณฑ์มาตรฐานที่ธนาคารแห่งประเทศไทยกำหนดที่ 8.50%
รองผู้จัดการธ.ก.ส.เผยต่อว่าสำหรับนโยบายรัฐบาลที่มอบหมายให้ ธ.ก.ส.ดำเนินการเพื่อช่วยเหลือเกษตรกรและกระตุ้นเศรษฐกิจฐานราก มีนโยบายที่สำคัญ เช่นมาตรการช่วยเหลือเกษตรกรผู้ปลูกข้าว ซึ่งมีทั้งโครงการที่ช่วยแบ่งเบาภาระหนี้สิน การลดภาระค่าใช้จ่าย การปรับปรุงประสิทธิภาพการผลิต การสร้างมูลค่าเพิ่มผลผลิต การคุ้มครองความเสียหายจากภัยธรรมชาติ รวมถึงการจ่ายเงินช่วยเหลือค่าเก็บเกี่ยวและปรับปรุงคุณภาพข้าวให้เกษตรกรรายย่อยผู้ปลูกข้าวปีการผลิต 2560/61 ที่ได้จ่ายเงินเข้าบัญชีเกษตรกรไปแล้วจำนวน 3.6 ล้านราย จำนวนเงิน 34,000 ล้านบาท
มาตรการส่งเสริมปรับเปลี่ยนการผลิต เพื่อส่งเสริมให้เกษตรกรปรับเปลี่ยนการประกอบอาชีพและลดพื้นที่การทำนาไม่เหมาะสม โดยส่งเสริมการเลี้ยง กระบือ โคเนื้อ แพะ พืชอาหารสัตว์ มีเกษตรกรได้รับการสนับสนุนสินเชื่อกว่า 45,700 ราย เป็นเงินประมาณ 3,000 ล้านบาท มาตรการพัฒนายางพาราทั้งระบบ เพื่อสนับสนุนสถาบันเกษตรกรในการรับซื้อและรวบรวมยางพารามาแปรรูปสร้างมูลค่าเพิ่ม และเชื่อมโยงธุรกิจตั้งแต่ต้นน้ำ กลางน้ำ ปลายน้ำ มีสถาบันเกษตรกรได้รับการสนับสนุน 554 แห่ง วงเงินสินเชื่อกว่า 7,900 ล้านบาทและสุดท้ายมาตรการช่วยเหลือเกษตรกรผู้ปลูกมันสำปะหลัง เพื่อบรรเทาภาระหนี้สิน ลดต้นทุนการผลิต เพิ่มประสิทธิภาพและยกระดับมาตรฐานการผลิต เป็นต้น มีเกษตรกรได้รับการช่วยเหลือและสนับสนุนสินเชื่อกว่า 201,700 ราย สถาบันเกษตรกร 221 แห่ง จำนวนเงิน 26,000 ล้านบาท
ทั้งนี้ จากการที่รัฐบาลมีนโยบายที่จะช่วยเหลือเกษตรกรผู้มีรายได้น้อย รวมถึงการจัดการปัญหาหนี้นอกระบบ เพื่อแก้ปัญหาความเหลื่อมล้ำและความยากจนของประชาชนในประเทศ ธ.ก.ส.ในฐานะหน่วยงานของรัฐ พร้อมที่จะเป็นกลไกในการแก้ปัญหาดังกล่าว โดยเบื้องต้นคณะกรรมการ ธ.ก.ส.เห็นชอบให้นำเสนอโครงการที่จะเข้าไปสนับสนุนนโยบายดังกล่าวแบบครบวงจร ทั้งในส่วนของมาตรการในการพัฒนาตนเองของผู้มีรายได้น้อยในเรื่องความรู้และการบริหารจัดการทางการเงิน มาตรการในการพัฒนาอาชีพเสริมเพิ่มรายได้ ตลอดจนมาตรการในการลดภาระหนี้สินทั้งในระบบและนอกระบบ โดยคาดว่าจะใช้วงเงินสินเชื่อเพื่อสนับสนุนนโยบายช่วยเหลือผู้มีรายได้น้อยและการแก้ไขหนี้นอกระบบครั้งนี้ประมาณ 95,000 ล้านบาท



