
อัยการสูงสุดมอบนโยบายเน้นย้ำสามัคคี
จุลสิงห์" อัยการสูงสุดคนใหม่ เผยยึดพระบรมราโชวาทในหลวง สร้างสามัคคีในองค์กร ย้ำอัยการต้องภักดีแผ่นดิน พร้อมหยิบสำนวนหมิ่นเบื้องสูง - ความมั่นคงของชาติพิจารณาโดยเร็ว ส่วนชุมนุมเสื้อสี ยันอัยการไม่อิงกระแส วอนทุกคนรักชาติ ไม่ทำให้ประชาชนเดือดร้อน
ที่สำนักงานอัยการสูงสุด ถ.รัชดาภิเษก วันที่ 1 ต.ค.นายจุลสิงห์ วสันต์สิงห์ อัยการสูงสุดคนใหม่ กล่าวภายหลังแถลงนโยบายหลังเข้ารับตำแหน่งว่า ในการมอบนโยบายวันนี้ ตนเน้นย้ำให้อัยการทุกคนวางตัวเป็นกลาง วางใจเป็นกลาง ซึ่งหลักการสั่งคดีของอัยการจะต้องพิจารณาจากหลักฐานในสำนวนเท่านั้นไม่เอากระแส หรือความต้องการของฝ่ายหนึ่งฝ่ายใดเข้ามาตัดสินใจ โดยต้องยึดหลักความเที่ยงธรรมตามรัฐธรรมนูญ หลักความเป็นกลางคืออุเบกขา ตามหลักพรหมวิหารสี่ ในศาสนาพุทธ นอกจากนี้ในการสั่งคดีของอัยการจะต้องมีความโปร่งในตรวจสอบได้ และจะเปิดเผยเท่าที่กรอบแห่งกฎหมายที่จะทำได้
“ที่สำคัญผมยึดถือพระบรมราโชวาทของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ที่พระราชทานต่อองค์กรต่างๆ โดยพระองค์ทรงอยากให้ประเทศชาติมีความสามัคคีซึ่งเป็นสิ่งที่สำคัญต่อทุกองค์กร ขณะที่อัยการจะต้องภักดีต่อแผ่นดิน ซึ่งคดีที่เกี่ยวข้องกับสถาบันเบื้องสูง เกี่ยวข้องกับความมั่นคงชองชาติ จะต้องหยิบยกขึ้นมาพิจารณาโดยเร็ว ” นายจุลสิงห์ อัยการสูงสุด กล่าวและว่า
ขณะที่สำนักงานอัยการสูงสุด ยังมีนโยบายสำคัญในการสนับสนุนพระราชภารกิจของพระเจ้าหลานเธอฯ ที่ทรงเป็นส่วนหนึ่งของอัยการ และเป็นผู้นำในการปฏิบัติหน้าที่เพื่อสังคมและส่วนรวมด้วย
ส่วนการทำงานร่วมกันต่อไป อัยการ - ป.ป.ช. - คตส. จะมีความขัดแย้งหรือไม่ในเรื่องการพิจารณาสำนวนคดี นายจุลสิงห์ อัยการสูงสุด กล่าวว่า เรื่องนี้หากตนจะให้สัมภาษณ์ใดๆ ตนจะพูดถึงหน่วยงานอัยการเป็นหลัก จะไม่มีการตำหนิหน่วยงานอื่น เพราะแต่ละองค์กรสามารถมีความเห็นแตกต่างกันได้ ส่วนการให้ความเห็นของอัยการไม่ว่าจะเห็นด้วยหรือไม่อย่างไรจะต้องให้ความเห็นโดยมีเหตุผลและข้อกฎหมายสนับสนุนที่ชัดเจน และสุภาพ ทั้งนี้ตนคิดว่าการทำงานร่วมกันของอัยการและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องสามารถไปด้วยกันได้
เมื่อถามหนักใจหรือไม่ ในการพิจารณาสำนวนคดี เครื่องตรวจจับวัตถุระเบิด ซีทีเอ็กซ์ 9000 ที่มีนายชัยเกษม นิติสิริ อดีตอัยการสูงสุด ตกเป็นหนึ่งในผู้ถูกกล่าวด้วย ซึ่งขณะนี้คดีอยู่ระหว่างการพิจารณาของคณะทำงานร่วม ป.ป.ช. - อัยการ
นายจุลสิงห์ อัยการสูงสุด กล่าวว่าไม่หนักใจเลย และยืนยันว่าแม้นายชัยเกษม อดีตอัยการสูงสุด กำลังมาเป็นที่ปรึกษาให้สำนักงานอัยการสูงสุด แต่ก็เป็นเรื่องที่จะให้อัยการอาวุโสมาช่วยงานด้านวิชาการและให้คำแนะนำเกี่ยวกับร่างกฎมายต่างๆ เท่านั้นซึ่งขณะนี้มีร่างกฎหมายหลายเรื่องที่คณะรัฐมนตรีส่งมาให้อัยการช่วยตรวจให้ความเห็น โดยนอกจากนายชัยเกษม แล้วก็ยังมีนายคัมภีร์ แก้วเจริญ อดีตอัยการสูงสุด ที่มาร่วมเป็นที่ปรึกษาด้านวิชาการและร่างกฎหมายด้วย ดังนั้นส่วนที่นายชัยเกษม มาร่วมงาน จะไม่เกี่ยวกับคดีอาญาแต่อย่างใด ขณะที่การพิจารณาสั่งคดีของอัยการขอย้ำว่าต้องมาจากหลักฐานในสำนวนเท่านั้น ไม่เอากระแสเข้ามาเกี่ยวข้อง ใครทำผิดก็ต้องว่าไปตามผิด แต่ถ้าไม่ผิดตนก็จะบอกว่าไม่ผิด ซึ่งคดีซีทีเอ็กซ์ ก็เป็นอีกหนึ่งคดีที่อัยการแจ้งข้อไม่สมบูรณ์ไปหลายประเด็น และทาง ป.ป.ช.ก็นำกลับไปพิจารณาสอบสวนเพิ่มเติมอยู่เป็นปี ย่อมแสดงว่าข้อท้วงติงของอัยการนั้นเป็นเหตุเป็นผล
เมื่อถามนโยบายการทำความเห็นสั่งคดีเกี่ยวกับการชุมนุมของกลุ่มต่าง ๆ ท่ามกลางที่บ้านเมืองแบ่งฝ่าย นายจุลสิงห์ กล่าวว่า ตนคิดว่าทุกคนมีสิทธิที่จะแสดงความคิดเห็นตามรัฐธรรมนูญฯ แต่ตนอยากให้ทุกคนรักชาติโดยไม่ทำให้ประชาชนเดือดร้อน เพราะหมดสมัยแล้วในการประท้วงโดยการชุมนุมเพื่อกดดันเจ้าหน้าที่รัฐในเรื่องต่างๆ วันนี้บ้านเมืองควรก้าวไปข้างหน้า ใครอยากขอให้ทำอะไรก็ควรพูดกันดีๆด้วยเหตุด้วยผล และสำนักงานอัยการสูงสุดก็พร้อมที่จะรับฟังข้อท้วงติงข้อคิดเห็นจากทุกวงการ
เมื่อถามว่า จะสามารถสั่งไม่ฟ้องคดีเกี่ยวกับการชุมนุมเพื่อความสมานฉันท์ได้หรือไม่ นายจุลสิงห์ กล่าวว่าตอนนี้คงยังตอบไม่ได้ เพราะยังไม่เห็นสำนวนทั้งหมด แต่ส่วนตัวคิดว่าต้องว่ากันไปตามหลักกฎหมายใครทำผิดก็ว่าไปตามผิดถ้าไม่ผิดก็ไม่ผิด แต่ยืนยันว่าอัยการจะไม่อิงกระแสทุกอย่างต้องว่ากันไปตามพยานหลักฐาน



