ข่าว

อัยการปี 61-62 ก้าวพร้อม “เข็มชัย” อสส. คุ้มครองสิทธิ ปชช.

อัยการปี 61-62 ก้าวพร้อม “เข็มชัย” อสส. คุ้มครองสิทธิ ปชช.

04 ม.ค. 2561

อัยการ สานนโยบาย คุ้มครองสิทธิ ปชช. สั่งคดีชัดเจน หลักฐานพร้อม ขาดความสมบูรณ์ต้องสั่งสอบเพิ่ม ไม่ก้ำกึ่งแล้วฟ้อง ขณะที่ สคช. 76 จังหวัดลุยให้ความรู้ ก.ม.

          4 ม.ค.61- “นายธรัมพ์ ชาลีจันทร์” รองโฆษกสำนักงานอัยการสูงสุด ซึ่งได้รับมอบจากอัยการสูงสุด กล่าวถึงนโยบายบริหารจัดการองค์กรและจัดการคดีในปีใหม่ 2561 นี้ว่า ตามนโยบายการบริหารงานของอัยการสูงสุดที่นายเข็มชัย ชุติวงศ์ ได้ประกาศกับอัยการทั่วประเทศเมื่อเดือน ต.ค.60 นั้น ก็ได้กำหนดแผนการบริหารไว้ 2 ปี ช่วงปี 2560 – 2562 ในช่วงที่นายเข็มชัย อัยการสูงสุดดำรงตำแหน่ง นั้นจริงๆ ก็มีนโยบายหลายด้าน ซึ่งนโยบายด้านคุ้มครองสิทธิของประชาชน ก็เป็นหนึ่งในเรื่องสำคัญ รวมทั้งการพัฒนาองค์กรอัยการด้านต่างๆ และการบริหารกระบวนการยุติธรรมทางอาญา

          โดยการคุ้มครองสิทธิของประชาชน คือ การสั่งคดีของพนักงานอัยการสิ่งที่ต้องคำนึงมากที่สุด คือต้องคุ้มครองสิทธิทั้งฝั่งผู้เสียหายในคดี กับสิทธิของผู้ต้องหาว่าจะต้องได้รับการพิจารณาอย่างยุติธรรมและเป็นธรรม สั่งคดีอย่างปราศจากอคติ ขณะที่ผู้กระทำผิดก็ต้องได้รับการถูกดำเนินคดีเพื่อไปพิสูจน์การกระทำในชั้นศาล ขณะเดียวกันการสั่งคดีก็ต้องมีพยานหลักฐานเพียงพอที่จะพิสูจน์ความผิดได้จริง ซึ่งอัยการสูงสุดก็ให้นโยบายไว้ชัดเจนแล้วว่า จะไม่ฟ้องผู้บริสุทธิ์หรือผู้ที่ยังคงมีความสงสัยว่าได้กระทำความผิดนั้นหรือไม่ ประเภทที่ฟ้องไปก่อนแล้วหาหลักฐานมาเสริมพิสูจน์ในศาลนั้นเราไม่ทำ ดังนั้นการสั่งคดีพยานหลักฐานจึงต้องมีความชัดเจนขนาดที่ว่าเมื่อฟ้องคดีสู่ศาลแล้ว ศาลจะต้องลงโทษจำเลยเพราะพยานหลักฐานมั่นคง 

           “การสั่งคดีของอัยการมีผลอย่างมาก ที่กระทบต่อสิทธิเสรีภาพของประชาชน ดังนั้นเราต้องพิจารณาพยานหลักฐานอย่างละเอียดรอบคอบ ถ้าเขาผิดเขาต้องถูกดำเนินคดี ถ้ายังไม่มั่นใจว่าทำผิดจริงหรือไม่ พยานหลักฐานมีเพียงพอไหมเราก็ต้องสั่งสอบสวนเพิ่มเติม ไม่ใช่ก้ำๆกึ่งๆแล้วไปฟ้อง”

           นายธรัมพ์ กล่าวชี้แจงและว่า ดังนั้นจึงอาจทำให้สังคมเข้าใจคลาดเคลื่อนว่าอัยการทำงานช้า บางเรื่องผู้เสียหายอาจไปฟ้องคดีเองก่อนเพราะคิดว่าอัยการล่าช้า ซึ่งจะให้ระบุระยะเวลาตายตัวในการสั่งคดีเลยไม่ได้ เพราะแต่ละคดีมีความสลับซับซ้อนต่างกันไป คดีที่มีพยานหลักฐานชัดเจน ประจักษ์พยานเพียงพออย่างนี้ก็ใช้เวลาไม่มาก แต่อย่างไรก็ดี มีระยะเวลาตามกรอบกฎหมายที่กำกับการทำงานของอัยการอยู่แล้ว เช่น อายุความในคดีอาญา , ระยะเวลาการควบคุมตัว (การฝากขัง) โดยการทำงานหากคดีมีพยานหลักฐานเพียงพออัยการก็จะสั่งคดีหรือฟ้องให้ทันในกรอบเวลาการฝากขัง 

          “เราอยู่ในยุคสมัยของเทคโนโลยีข้อมูลข่าวสารกับโซเชียลมีเดียที่ใช้อย่างกว้างขวาง ก็ส่งผลให้การทำงานของอัยการอาจจะยากลำบากมากขึ้น เพราะจะมีการชี้นำ หรือการแสดงความคิด ความเห็นทางสื่ออย่างแพร่หลาย ดังนั้นในการสั่งคดีเราจะระวัง และต้องไม่ตามกระแส แต่จะยึดหลักพยานหลักฐานในสำนวนเป็นสำคัญ ต้องสั่งคดีด้วยความโปร่งใส ตัดการชี้นำออกให้หมด อย่างกรณีของครูจอมทรัพย์ ที่มีการวิจารณ์ผ่านออนไลน์อย่างแพร่หลาย แต่สุดท้ายเมื่องถึงกระบวนการทางศาลก็พิสูจน์แล้วว่ามีขบวนการรับผิด”นายธรัมพ์ รองโฆษกอัยการ กล่าวถึงการแสดงความคิดเห็นในคดีผ่านสื่อโซเชียล

           นายธรัมพ์ รองโฆษกสำนักงานอัยการสูงสุด กล่าวอีกว่า การคุ้มครองสิทธิประชาชนอีกข้อที่สำคัญ คือ การให้ความรู้ทางกฎหมายทั้งอาญาและแพ่ง การทำนิติกรรม สัญญา ซึ่งก็สอดรับกับ นโยบายของรัฐและหน่วยงานต่างๆ อย่างกระทรวงมหาดไทยหลายเรื่อง เช่น การจัดระบบไกลเกลี่ยที่จะลดคดีก่อนขึ้นศาลได้ , การแก้ไขปัญหาหนี้นอกระบบ หรือกองทุนหมู่บ้านที่ต้องมีการทำสัญญา และทำให้ประชาชนมีโอกาสที่จะเข้าถึงกระบวนยุติธรรมให้ได้มากที่สุดโดยไม่มีข้อจำกัดเรื่องเงิน หรือฐานะยากดีมีจนไม่ใช่ประเด็น จะเป็นงานเชิงรุกซึ่งอัยการก็มีสำนักงานอัยการคุ้มครองสิทธิและช่วยเหลือทางกฎหมาย (สคช.) ทั่วประเทศทั้ง 76 จังหวัดให้ความรู้และช่วยเหลือกฎหมายประชาชน โดยผู้ที่คุมสำนักงานผ่านหลักสูตรระดับอัยการจังหวัด ในสังคมประชาธิปไตยประชาชนต้องรู้ถึงสิทธิและหน้าที่ ดังนั้นอัยการที่เป็นหน่วยงานในกระบวนการยุติธรรมก็ต้องทำให้บรรลุวัตถุประสงค์ตรงนี้ เราจะกระตุ้นให้ประชาชนรู้ว่าเขามีสิทธิอะไรเขาก็จะป้องกันไม่ให้ถูกละเมิดสิทธิ นอกจากนี้ในส่วนของสำนักงานอัยการจังหวัดตามภูมิภาคต่างๆ ก็ถือว่าเป็นส่วนสำคัญที่จะขับเคลื่อนโยบายของอัยการสูงสุด ในช่วง 2 ปีนี้ที่จะปฏิบัติให้เป็นจริงเพื่อประโยชน์ประชาชน