
5 เรื่องถดถอย !! "สวัสดิการสังคม" ปี 60
สำรวจสวัสดิการสังคมยุครัฐบาล คสช. มีเรื่องใดที่ถดถอยไปบ้าง
คณะทำงานวิชาการ โครงการเสริมศักยภาพเครือข่ายเพื่อการขับเคลื่อนนโยบายสวัสดิการสังคมและสุขภาวะ (คคสส.) ได้ออกรายงานสำรวจสถานการณ์สวัสดิการสังคม ปี 2560 จากนโยบายรัฐบาล คสช.
ในรายงาน ระบุว่า ประเทศไทยมีระบบสวัสดิการที่ขึ้นชื่อ อย่างนโยบายหลักประกันสุขภาพถ้วนหน้า(30 บาท รักษาทุกโรค) ที่ครอบคลุมพลเมืองทุกคนผ่านการรักษาพยาบาลในโรงพยาบาลของรัฐและเป็นต้นแบบในการอธิบายเรื่องสวัสดิการพื้นฐาน มีสวัสดิการสำหรับเด็กในการเรียนฟรีจนถึงอายุ 15 ปี เบี้ยยังชีพสำหรับผู้สูงอายุ เบี้ยยังชีพสำหรับผู้พิการ และระบบประกันสังคมสำหรับแรงงาน สิทธิข้าราชการให้กับพนักงานของรัฐ ฯลฯ แม้ว่าจะยังไม่ดีมากนักในแต่ละนโยบาย แต่ก็ยังพอมีบ้างเพื่อเป็นหลักประกันให้กับคนในสังคม
“มีรายงานการวิจัยของสถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย(TDRI) ได้ทำโครงการวิจัยเรื่อง “สู่ระบบสวัสดิการสังคมถ้วนหน้าภายในปี พ.ศ.2560” โดยมีวัตถุประสงค์ประเมินความเป็นไปได้ทางการเงินของระบบสวัสดิการพื้นฐานในรูปแบบและระดับต่างๆ มีการประมาณการของรายงานชิ้นนี้ว่าภาครัฐจำเป็นต้องเพิ่มงบประมาณ 2.6-4.3 แสนล้านบาท หากอยากได้สวัสดิการพื้นฐานที่ใช้งบประมาณน้อยที่สุดและครอบคลุมมากที่สุด และยังเสนอว่าหากจะทำให้เกิดความยั่งยืน ต้องมีที่มาของเงินงบประมาณเพื่อใช้ในการบริหารจัดการ ซึ่งจะมาจากการปฏิรูประบบภาษี ผ่านการขยายฐานภาษีรายได้บุคคลธรรมดาภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้างฯ การเพิ่มภาษีมูลค่าเพิ่ม การลดสิทธิประโยชน์ให้การลงทุน ซึ่งหากทำอย่างจริงจังจะทำให้รัฐมีเงินเพิ่ม 3-4 แสนล้านบาท เพียงพอต่อการทำให้เกิดความยั่งยืนในระบบสวัสดิการพื้นฐาน”
รายงานของ คคสส. ระบุอีกว่า แนวนโยบายสวัสดิการของไทยนั้น มักขึ้นอยู่กับแนวนโยบายของแต่ละรัฐบาลที่ได้เข้ามาดำรงตำแหน่ง ไม่มีพันธกิจของชาติที่ชัดเจนเกี่ยวกับแนวนโยบายสวัสดิการพื้นฐานที่ยั่งยืน แต่ละรัฐบาลมีแนวทางที่ไม่เหมือนกัน เช่น ในรัฐบาลยุคหนึ่งมีสวัสดิการด้านรถเมล์-รถไฟฟรี แต่พอมายุครัฐบาลทหารปัจจุบันก็มีการยกเลิกแล้วเปลี่ยนมาเป็นระบบบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ หรือนโยบายหลักประกันสุขภาพที่ปัจจุบันก็มีความพยายามในการเปลี่ยนให้มาเป็นการร่วมจ่ายระหว่างรัฐกับผู้ป่วยแทน ฯลฯ
ทั้งนี้ทาง คคสส. ระบุว่า ได้สำรวจนโยบายด้านสวัสดิการของรัฐบาล คสช. ในช่วงปี 2560 พบว่าการปรับเปลี่ยนนโยบายใน 5 เรื่องของรัฐบาลทหารทำให้สวัสดิการด้านนั้นๆมีแนวโน้มถดถอย ได้แก่
1.บัตรสวัสดิการแห่งรัฐ หรือ บัตรคนจน
ผู้ที่จะได้บัตรนี้มาต้องมีรายได้เพียง 30,000 บาท และ 100,000 บาทต่อปี ต่ำกว่าเส้นความยากจน หรือสูงกว่าเล็กน้อย ซึ่งสามารถนับคนไทยเข้าสู่บัตรอนาถานี้ได้กว่า 11.67 ล้านคน โดยจะได้รับเงินรายเดือนจากรัฐสำหรับค่าใช้จ่ายในครัวเรือน 200-300 ต่อเดือน แก๊สหุงต้ม 45 บาท ค่าเดินทางรถเมล์หรือรถไฟฟ้า 500 บาท ค่ารถ บขส.500 บาท ค่ารถไฟ 500 บาท โดยใช้เงินอุดหนุนประมาณ 4 หมื่นล้านบาทต่อปี
“นโยบายนี้ฟังเหมือนดูดี แต่ต้องแลกมาด้วย 1.) การที่คุณถูกตราหน้าว่าคือคนจนผ่านการมีหลักฐานเป็นบัตรสวัสดิการคนจน ซึ่งอาจมีการเลือกปฏิบัติโดยรัฐได้ในการดูแลพลเมืองผ่านการขีดเส้นของรัฐว่าต้องดูแล ขณะที่อาจกีดกันกลุ่มพลเมืองอื่นออกไป 2.) การที่รัฐใช้เงินไม่คุ้มค่าจากการจัดทำบัตรที่มีค่าใช้จ่ายตกใบละกว่า 35 บาท ซึ่งอาจไม่คุ้มค่า ในขณะที่คนไทยทุกคนมีบัตรประชาชน ทำไมไม่ผูกบัตรสวัสดิการแห่งรัฐกับบัตรประชาชน? 3.) มีการยกเลิกสวัสดิการรถเมล์-รถไฟฟรี ซึ่งกีดกันคนที่ไม่มีบัตรดังกล่าวออกไป ในขณะที่ก่อนหน้านั้นใครก็ตามก็สามารถโดยสารฟรี 4.) การที่จะสามารถใช้บัตรได้ในการซื้อสินค้าอุปโภคบริโภคต้องผ่านร้านธงฟ้าประชารัฐ ซึ่งอาจเข้าไปสู่กระเป๋าของเอกชนรายใหญ่ไม่กี่รายหรือเอื้อประโยชน์แก่ผู้ผลิตสินค้าไม่กี่รายที่เข้าร่วมกับโครงการประชารัฐ ซึ่งมีการประเมินว่าอาจเข้ากระเป๋าเอกชนจากโครงการนี้กว่า 50,000 ล้านบาท” คคสส.ระบุ
2.นโยบายหลักประกันสุขภาพถ้วนหน้า หรือ 30 บาท รักษาทุกโรค
“ความพยายามล้มแนวนโยบายของคนไม่กี่กลุ่มผ่านการล้ม สปสช. เป็นเวลากว่า 16 ปี ที่นโยบายหลักประกันสุขภาพถ้วนหน้าดำเนินโครงการมาในยุครัฐบาลไทยรักไทยผ่านการเสนอของ นพ.สงวน นิตยารัมภ์พงศ์ ครอบคลุมประชาชนไทยทั้งหมด เป็นสวัสดิการขั้นพื้นฐาน มีประชาชนไทยได้ประโยชน์กว่า 48 ล้านคน มีงบประมาณ 1.6 แสนล้านบาท เฉลี่ย 2,500-3,000 บาทต่อคนต่อปี ข้อมูลปี 2558 ระบุว่า นโยบายนี้สามารถช่วยคนไทยได้ถึง 160 ล้านครั้ง ซึ่งถือได้ว่าเป็นแนวนโยบายสวัสดิการที่ประสบความสำเร็จในการช่วยเหลือประชาชนด้านสุขภาพ และได้รับการยอมรับทั่วโลก
แต่ก็มีข่าวอยู่บ่อยครั้งในช่วงรัฐบาลปัจจุบัน ว่ามีกลุ่มคนที่มีความพยายามล้มเลิกโครงการนี้ เพราะมองว่าเป็นนโยบายประชานิยมของรัฐบาลเก่า เป็นภาระของรัฐซึ่งจะทำให้รัฐล้มละลาย แม้ว่า พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและหัวหน้า คสช.จะยืนยันว่าไม่มีการล้มเลิกแนวคิดนี้แน่นอน แต่ก็ถือว่าน่ากังวล เพราะมีความพยายามแก้ไขกฎหมายหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ ผ่านแผนล้มสำนักงานประกันสุขภาพแห่งชาติ หรือ สปสช.โดยการเพิ่มสัดส่วนกรรมการโดยให้ฝ่ายผู้ให้บริการหรือฝ่ายกระทรวงสาธารณสุขเข้ามาเป็นกรรมการมากขึ้น ลดสัดส่วนของกรรมการฝ่ายผู้ซื้อ(สปสช.) คือประชาชนน้อยลง และให้ปลัดกระทรวงสาธารณสุขมาเป็นรองประธานกรรมการหลักประกันสุขภาพฯ แล้วเอางบประมาณกลับไปที่กระทรวงสาธารณสุข
สรุปก็คือ ความพยายามแก้กฏหมายทำให้ผู้ซื้อ คือ สปสช.ผู้ซื้อบริการให้ประชาชน และผู้ขาย คือ กระทรวงสาธารณสุข เป็นคนเดียวกัน แล้วใครจะเป็นคนถ่วงดุลการใช้งบประมาณได้อย่างมีประสิทธิภาพ แถมยังเป็นการลดอำนาจการต่อรองของประชาชนในการควบคุมค่าใช้จ่ายในการรักษาพยาบาลอีกด้วย
มีการคาดการณ์กันว่ารัฐบาลมีความพยายามนำโครงการนี้ไปรวมกับบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ ที่จะลดคนลงเหลือแค่ 11.67 ล้านคน(ขึ้นทะเบียนคนจน) จาก 48 ล้านคนที่มีสิทธิอยู่ในปัจจุบัน อันจะลอยแพคนกว่า 36 ล้านคน ให้เข้าไม่ถึงสิทธิด้านสุขภาพขั้นพื้นฐาน แถมยังมีเรื่องของคุณภาพการให้บริการประชาชน ที่ก็ยังมีปัญหาที่ต้องได้รับการแก้ไข เพราะรัฐกำลังจะทำให้เป็นผู้ป่วยอนาถา การรักษาที่ล่าช้า การได้รับบริการขั้นต่ำสุด การขาดแคลนบุคลากรทางการแพทย์” รายงานของ คคสส.ระบุ
3.บำนาญชราภาพ กระบวนการแก้กฎหมายประกันสังคมขยายอายุรับบำนาญชราภาพจาก 55 ปี เป็น 60 ปี
บำนาญชราภาพเป็นส่วนหนึ่งของระบบประกันสังคม ที่มีผู้ประกันตนทั้งระบบประมาณ 13 ล้านคน มีเงินสมทบรวมกันจ่ายระหว่างลูกจ้าง นายจ้าง และรัฐบาล ประมาณ 1.6 ล้านล้านบาท โดยผู้ประกันตนได้รับสิทธิประโยชน์จากกองทุนต่างๆในอัตราตามที่สำนักงานประกันสังคมกำหนด
สำหรับกรณีการรับเงินจากกองทุนชราภาพเงื่อนไขที่กำหนดไว้ คือ จ่ายเงินสมทบมาแล้วไม่น้อยกว่า 180 เดือน (เท่ากับ 15 ปี) ไม่ว่าจะติดต่อกันหรือไม่ก็ตาม อายุครบ 55 ปีบริบูรณ์ และความเป็นผู้ประกันตนสิ้นสุดลง
คคสส. ตั้งคำถามถึงเรื่องการแก้กฎหมายขยายอายุรับเงินชราภาพของผู้ประกันตนเพิ่มขึ้นจาก 55 ปี ไปเป็น 60 ปี ถึงแม้ว่าตอนนี้ยังไม่มีข้อสรุปที่ชัดเจน
“เรื่องนี้ใครได้ประโยชน์ รัฐอธิบายเหตุผลของการขยายเวลาดังกล่าวว่าจะเป็นการสร้างความมั่นคงให้กับผู้ประกันตน อนาคตจะสามารถอยู่ในระบบได้จนถึงอายุ 60 ปี ทั้งๆที่แทบไม่เกี่ยวกันเลยกับประเด็นด้านการทำงานของแรงงาน เป็นเรื่องที่นายจ้างและลูกจ้างจะตกลงกัน และการดำเนินการขยายอายุออกไปนั้นทำให้มีคนเสียสิทธิเพราะสิทธิดังกล่าวเกิดขึ้นและรับรู้กันนับตั้งแต่วันเข้าสู่ระบบประกันสังคม ในขณะที่กระบวนการแก้กฎหมายดังกล่าวไม่มีส่วนร่วมของผู้ประกันตน ทั้งๆที่เป็นคนที่จ่ายเงินสมทบด้วย” คคสส. ระบุ
(อ่านต่อ...ขยายเงินชราภาพ55ปีเป็น60ปี ใครได้ : ใครเสีย?)
4.สิทธิข้าราชการ เหนือสิทธิพลเมือง
จากข้อมูลปี 2560 มีผู้ใช้สิทธิในกองทุนสุขภาพ 3 กองทุน คือ กองทุนสวัสดิการรักษาพยาบาล สำหรับ ข้าราชการประมาณ 5 ล้านคน คิดเป็น 8 เปอร์เซนต์ ของผู้ใช้สิทธิ์ทั้ง 3 กองทุน ผู้ประกันตนในกองทุนประกันสังคม ประมาณ 12 ล้านคน คิดเป็น 18% ,กองทุนประกันสุขภาพถ้วนหน้า ประมาณ 48 ล้านคน คิดเป็น 74% โดยงบประมาณในการรักษาพยาบาลในส่วนของข้าราการ ประจำปีงบประมาณ 2560 มีการเบิกจ่ายรวมทั้งสิ้น 73,658 ล้านบาท เพิ่มขึ้นจากปีก่อน 2,642 ล้านบาท เท่ากับมีงบรายหัวประมาณ 14,700 บาท ขณะที่ระบบหลักประกันสุขภาพถ้วนหน้ามีค่าใช้จ่ายต่อหัว ปี 2560 เพียง 3,109 บาท และระบบประกันสังคมมีค่าใช้จ่ายต่อหัว ปี 2560 ต่อคนต่อปี 3,160 บาท
“เมื่อเฉลี่ยค่าใช้จ่ายต่อหัวต่อปีแล้ว ในส่วนของข้าราชการจะได้งบประมาณมากกว่าส่วนอื่นอย่างชัดเจน เป็นการตอกย้ำความเหลื่อมล้ำในระบบสวัสดิการด้านสุขภาพ ในระยะยาวจึงควรรวมสิทธิการรักษาพยาบาลมาอยู่ในกองทุนเดียวกัน” รายงานของ คคสส. ระบุ
5.ยกเลิกนโยบายรถเมล์-รถไฟฟรี
คคสส. ระบุว่า แม้ว่ารัฐบาลอ้างว่าได้โยกโครงการนี้ไปไว้กับบัตรสวัสดิการแห่งรัฐที่ได้รับสิทธิรถเมล์ 500 บาท รถไฟ 500 บาทต่อเดือน แต่จะเห็นได้ว่า เดิมคนได้ประโยชน์จากการโดยสารเป็นใครก็ได้ สามารถโดยสารได้ฟรีหมด ถ้าหากคิดเช่นนี้พลเมืองไทยทั้ง 67 ล้านคน ก็สามารถโดยสารได้ แต่พอยกเลิกเปลี่ยนให้เป็นบัตรสวัสดิการแห่งรัฐแล้ว มีแต่คนที่มีบัตรเท่านั้นที่ได้รับสิทธิ ซึ่งครอบคลุมคนเพียง 11.67 ล้านคน และสิทธินั้น และสิทธิต้องหมดลงหากใช้ครบ 500 บาท.



