ข่าว

ซิ่งจยย.เสยท้าย22ล้อดับ1สาหัส1

ซิ่งจยย.เสยท้าย22ล้อดับ1สาหัส1

30 ธ.ค. 2560

หนุ่มซิ่งรถจักรยานยนต์ดวงถึงฆาต พุ่งชนท้ายรถพ่วง 22 ล้อ ย่านเทพารักษ์ดับคาที่ ส่วนสาวคนซ้อนอาการสาหัส

 

            เมื่อเวลา 00.30 น. วันที่ 30 ธันวาคม 2560 พ.ต.ท.ธนันท์ชัย สืบศรีขจรรัฐ  สารวัตรสอบสวน  สภ.สำโรงเหนือ สมุทรปราการ  ได้รับแจ้งมีอุบัติเหตุรถจักรยานยนต์ชนท้ายรถพ่วง 22 ล้อ ทำให้มีผู้ได้รับบาดเจ็บและเสียชีวิต บริเวณหน้าบริษัทไทยน้ำทิพจำกัด ถนนเทพารักษ์ หลักกิโลเมตรที่  8 ขามุ่งหน้าบางพลี ตำบลเทพารักษ์ อำเภอเมือง จังหวัดสมุทรปราการ หลังรับแจ้งจึงพร้อมด้วยเจ้าหน้าที่มูลนิธิปอเต็กตึ๊ง เดินทางเข้าตรวจสอบ

           

            ที่เกิดเหตุพบศพชายไม่ทราบชื่อ อายุประมาณ  25-30 ปี ในตัวไม่พบเอกสาร นอนหงายเสียชีวิตอยู่กลางถนน สภาพใบหน้ายุบกะโหลกแตกสมองกระจาย แขนและขาหัก ใกล้กันพบรถจักรยานยนต์ ยี่ห้อ ฮอนด้า คลิก สีขาว-ดำ หมายเลขทะเบียน  ยยก 986 กรุงเทพมหานคร ล้มอยู่ ในสภาพพังยับเยิน  ห่างออกไปเล็กน้อยพบรถพ่วง 22 ล้อ ยี่ห้อ อีซูซุ สีขาว  หัวลากทะเบียน 61-6860 กรุงเทพมหานคร  หางพ่วงทะเบียน 61-6872 กรุงเทพมหานคร  ของบริษัท โลจิสติกส์ เอเชีย จำกัด จอดอยู่กลางถนน ด้านท้ายหางพ่วงยุบ และที่ตู้คอนเทรนเนอร์มาคราบเลือดเปื้อนอยู่พร้อมเศษสมอง  ส่วนผู้ได้รับบาดเจ็บถูกนำส่งโรงพยาบาลบางพลีไปก่อนหน้านี้แล้ว ทราบชื่อคือ นางสาวณัฐทริกา พูลสวัลส์ อายุ 30 ปี ซึ่งอยู่ในอาการมึนงง ปวดเจ็บซี่โครงและแขนขวา

           

            จากการสอบถามนายกฤษฎา  อีหม่าน อายุ 57 ปี  โชเฟอร์รถพ่วง ได้เล่าว่า ตนขับรถพ่วงคันดังกล่าวออกมาจากโรงงานย่านจังหวัดปทุมธานี  เพื่อมาส่งน้ำอัดลมที่โรงงานดังกล่าว และขณะเปิดไฟเลี้ยวและชะลอความเร็ว พร้อมกับจอดรถรอเพื่อจะเลี้ยวเข้าโรงงาน ระหว่างนั้นรถจักรยานยนต์คันดังกล่าว ซึ่งขี่มาด้วยความเร็วได้พุ่งเข้ามาชนท้ายอย่างแรง ตนจึงรีบเปิดประตูลงมาดูเห็นผู้ตายและผู้บาดเจ็บนอนอยู่กลางถนน จึงโทรศัพท์แจ้งเจ้าหน้าที่ให้มาช่วยเหลือ

           

            เบื้องต้นเจ้าหน้าที่ตำรวจสันนิฐาน ผู้ตายน่าจะขับขี่จักรยานยนต์มาด้วยความเร็วโดย ไม่เห็นว่ามีรถพ่วงชะลอความเร็ว และรอจะเลี้ยวเข้าโรงงาน จึงพุ่งชนท้ายรถพ่วงเข้าอย่างจัง ทำให้ศีรษะผู้ตายโหม่งเข้ากับท้ายตู้คอนเทรนเนอร์จนเป็นเหตุให้เสียชีวิตและมีผู้บาดเจ็บ อย่างไรก็ตามเจ้าหน้าที่จะได้ทำการสอบสวนข้อเท็จจริงอีกครั้ง เพื่อดำเนินการตามกฎหมายต่อไป