ข่าว

คุก "7 โจ๋" รุมแทง "ชายพิการ" ดับ (ฉบับละเอียด)

คุก "7 โจ๋" รุมแทง "ชายพิการ" ดับ (ฉบับละเอียด)

26 ธ.ค. 2560

คุก " 7 โจ๋" โหดคนละ 12-19 ปี ฆ่า-สนับสนุนฆ่า "ชายพิการขายขนมปังวัย 36" เหตุโกรธแซวตอนเมา พร้อมชดใช้ 5 แสน 2 ฝ่ายเล็งอุทธรณ์ ด้านแม่ เตรียมเผาศพลูกชาย

 

          ที่ห้องพิจารณา 813 ศาลอาญา ถ.รัชดาภิเษก วันที่ 26 ธ.ค.60 เวลา 10.00 น. ศาลนัดอ่านคำพิพากษาคดีฆ่าชายพิการ หมายเลขดำ อ.2186/59 ที่พนักงานอัยการฝ่ายคดีอาญา 9 และนางทองคำ ศรีจันทร์ อายุ 67 ปี มารดาผู้ตาย ร่วมกันเป็นโจทก์ ยื่นฟ้องนายพีรพล หรือเปา ยศพงศ์อนันต์ อายุ 22 ปี , นายอัครเดช หรืออั๋น ทัศนะ อายุ 23 ปี , นายมนต์มนัส หรือเต้ย แสงโพธิ์ อายุ 22 ปี , นายจตุพร หรือเบียร์ จันทร์โสภา อายุ 19 ปีเศษ , นายเมฆ พลไกรษร อายุ 20 ปีเศษ , นายอรินทร์ หรือเตอร์ ยศพงศ์อนันต์ อายุ 20 ปีเศษ และน.ส.ณัฐณิชา หรือเกมส์ ฤทธิ์ล้ำเลิศ อายุ 19 ปีเศษแฟนสาวของนายมนต์มนัส เป็นจำเลยที่ 1-7 ในความเป็นผิดฐานร่วมกันฆ่าผู้อื่นโดยเจตนา , ร่วมกันบุกรุกโดยใช้กำลังประทุษร้าย หรือขู่เข็ญว่าจะใช้กำลังประทุษร้ายโดยมีอาวุธ และร่วมกันพาอาวุธมีดไปในเมืองฯโดยไม่มีเหตุอันควร ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 288 , 362 , 364 , 365 , 371 ซึ่งมารดาผู้ตาย โจทก์ร่วม ก็ได้เรียกค่าเสียหายทางแพ่งด้วย 2.3 ล้านบาท 
          ตามฟ้องเมื่อวันที่ 13 ก.ค.59 บรรยายพฤติการณ์ความผิดสรุปว่า เมื่อวันที่ 1 พ.ค.59 เวลากลางวัน จำเลยที่ 1-6 ร่วมกันพาอาวุธมีดปลายแหลม 1 เล่ม ใบมีดกว้าง 1 นิ้ว ความยาว 27 นิ้ว , มีดหัวตัดยาว 1 เล่ม ยาว 21 นิ้ว และมีดปลายแหลม 1 เล่ม ยาว 6 นิ้ว ติดตัวไปที่ ซ.โชคชัย 4 แยก 69 แขวง-เขตลาดพร้าว กทม. แล้วจำเลยที่ 2 ,4-6 ได้บุกรุกเข้าไปบ้านของ "นางธันยชนก ศรีจันทร์" ผู้เสียหายที่ 1 ซึ่งเป็นภรรยาของนายสมเกียรติ อายุ 36 ปีผู้ตาย โดยไม่ได้รับอนุญาต 

คุก "7 โจ๋" รุมแทง "ชายพิการ" ดับ (ฉบับละเอียด)


          จากนั้นร่วมกันใช้กำลัง ใช้มีดที่ติดตัวมา และอิฐบล็อกสีแดงเป็นอาวุธประทุษร้ายนายสมเกียรติด้วยการฟัน แทง โดยจำเลยมีเจตนาฆ่า ซึ่งก่อนจะเสียชีวิต "นายสมเกียรติ" ใช้มีดปลายแหลม (มีดตัดขนมปัง) ยาว 32 นิ้วเข้าต่อสู้ป้องกันตัว แต่นายสมเกียรติถูกทำร้ายที่ใบหน้า ศีรษะ ลำคอ ไหล่ซ้าย แขนซ้าย ข้อมือซ้าย สะบักขวาซึ่งเป็นอวัยวะสำคัญ โดยคมมีดถูกสมองและเส้นเลือดใหญ่ที่ลำคอ กระทั่งเป็นเหตุให้ "นายสมเกียรติ" ถึงแก่ความตายในเวลาต่อมา ภายหลังกระทำความผิดตำรวจจับกุมจำเลยที่ 1-5 ได้พร้อมมีดปลายแหลม 2 เล่ม , อิฐบล็อก 1 ก้อนที่ใช้ทำผิด , เสื้อเชิ้ตของจำเลยที่ 2 ใส่กระทำผิด และมีดยาว 32 นิ้วที่นายสมเกียรติใช้ต่อสู้ป้องกันตัว ส่วนจำเลยที่ 6 ได้เข้ามอบตัว ขณะที่จำเลยที่ 7 ถูกจับกุมตามหมายจับเมื่อวันที่ 7 พ.ค.59 ซึ่งชั้นสอบสวนและชั้นพิจารณา จำเลยทั้งหมดให้การปฏิเสธ โดยการก่อเหตุสืบเนื่องจากการโต้เถียงกันที่มีการแซวร้านขนมปังขณะผู้ก่อเหตุมีอาการมึนเมาสุรา 
          โดยชั้นพิจารณาตลอดเวลาปีเศษ จำเลยทั้ง 7 คนไม่ได้รับการประกันตัว ซึ่งวันนี้ศาลได้เบิกตัวจำเลยมาจากเรือนจำพิเศษกรุงเทพฯ และทัณฑสถานหญิงกลาง ซึ่งญาติของจำเลยกว่า 10 คนก็มาให้กำลังบุตรหลานด้วย 
          ขณะที่วันนี้ "นางทองคำ ศรีจันทร์" อายุ 67 ปีมารดาผู้ตาย ก็เดินทางมาร่วมฟังคำพิพากษาพร้อมกับนายอนันต์ชัย ไชยเดช ทนายความ กับญาติและคนใกล้ชิดจำนวนหนึ่ง ก็มาให้กำลังใจ
          ซึ่งศาลพิเคราะห์คำเบิกความพยานและหลักฐานที่โจทก์-จำเลยนำสืบโดยละเอียดแล้ว เห็นว่า มีทั้งพยานบุคคล และพยานวัตถุที่เป็นภาพถ่ายภาพเคลื่อนไหวเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น ซึ่งเป็นพยานหลักฐานมั่นคงมีน้ำหนักน่าเชื่อถือสอดคล้องต้องกันกับคำเบิกความพยานโจทก์ 6 ปากว่า ขณะเกิดเหตุเป็นเวลาช่วงเช้า 08 .00 น-09.00 น. มีแสงสว่างเพียงพอ อีกทั้งมีกล้อง CCTV ของกรุงเทพมหานคร และภาพจากกล้องมือถือของพยานซึ่งเป็นบุคคลภายนอกไม่มีส่วนเกี่ยวข้องกับฝ่ายใด จึงเชื่อว่าพยานโจทก์ต่างเบิกความไปตามจริง
          ว่าจำเลยที่ 1, 2, 3, 6 ร่วมกันรุมทำร้ายผู้ตาย โดยจำเลยที่ 1-3 ร่วมกันใช้มีดฟันเข้าที่ใต้แขนซ้ายด้านหลังและศีรษะผู้ตายอย่างต่อเนื่องจนผู้ตายถอยล่น ส่วนจำเลยที่ 6 ปาก้อนหินใส่ผู้ตาย ขณะที่ผู้ตายใช้มีดที่ทำขนมปังกวัดแกว่งเพื่อต่อสู้ไปโดนข้อมือจำเลยที่ 1 จากนั้นกลุ่มจำเลยจึงสลับการใช้มีด สลับปาหินและก้อนอิฐรุมใส่จำเลยอย่างต่อเนื่อง จนผู้ตายมีแผลแตกที่ศีรษะ กระทั่งมีตำรวจมา กลุ่มผู้ตายก็ยังไม่หยุด โดยหนึ่งในกลุ่มจำเลยได้ใช้มีดแทงเข้าที่ลำคอผู้ตาย ซึ่งผลการเสียชีวิตพบว่ามีบาดแผลลึกถึงสมองที่ทำให้ถึงแก่ความตาย 
          โดยระหว่างที่มีการรุมทำร้ายผู้ตายนั้น จำเลยที่ 7 ซึ่งเป็นผู้หญิงนั่งแท็กซี่ตามมาภายหลังแล้วเห็นเหตุการณ์เกิดขึ้นตั้งแต่ก่อนจะเสียชีวิต แม้จำเลยที่ 7 ไม่ได้มีส่วนร่วมลงมือทำให้ผู้ตายถึงแก่ความตาย แต่ตะโกนว่า "เอามันเลย เอามันให้ตาย" สาเหตุเนื่องจากความไม่พอใจเพราะจำเลยที่ 1 ถูกมีดผู้ตายที่แขนซ้ายซึ่งเป็นเหตุการณ์ก่อนที่ผู้ตายจะล้มลงเสียชีวิต การกระทำของจำเลยที่ 7 จึงเป็นการให้กำลังใจสนับสนุนให้เกิดการกระทำผิดเกิดขึ้น 
          ส่วนจำเลยที่ 4-5 แม้จะไม่ได้เข้าร่วมทำร้ายผู้ตาย แต่จากพยานหลักฐานภาพถ่าย แสดงให้เห็นว่าจำเลยทั้งสองรับรู้การกระทำของกลุ่มจำเลยที่ลงมือทำร้าย ซึ่งลักษณะท่าทางการเดินตามกลุ่มผู้ก่อเหตุในเหตุการณ์ และมีการยกมือ ก็แสดงออกถึงสัญลักษณ์มาโดยตลอด อีกทั้งขณะที่จำเลยที่ 6 กำลังใช้โทรศัพท์ จำเลยที่ 5 ก็อยู่ใกล้กัน จึงย่อมรู้ถึงการกระทำและผลที่จะเกิดขึ้น จำเลยจึงมีส่วนรู้เห็นการกระทำของจำเลยที่ทำร้ายผู้ตาย อันเป็นการสนับสนุนเช่นกัน 
          จึงพิพากษาว่า จำเลยที่ 1-7 มีความผิดจริง ซึ่งเป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน ให้ลงโทษทุกกรรม โดยจำคุกที่ 1,2,3,6 คนละ 18 ปีฐานร่วมกันฆ่าผู้อื่นโดยเจตนา, จำคุกจำเลยที่ 4 ,5,7 คนละ 12 ปี ฐานช่วยเหลืออำนวยความสะดวก และให้จำคุกจำเลยที่ 2,4,5,6 คนละ 1 ปี ฐานบุกรุกเข้าไปในเคหะสถานผู้อื่น พร้อมทั้งให้ปรับจำเลยที่ 1-6 อีกคนละ1,000 บาทฐานข้อหาพกพาอาวุธไปในเมืองหมู่บ้านหรือทางสาธารณะโดยไม่มีเหตุอันควร 
          เมื่อรวมโทษจำคุกทุกกรรมแล้ว จำคุก นายพีรพล หรือเปา ยศพงศ์อนันต์ อายุ 22 ปี จำเลยที่ 1 และนายมนต์มนัส หรือเต้ย แสงโพธิ์ อายุ 22 ปี จำเลยที่ 3 คนละ18 ปี และปรับคนละ1,000 บาท 
          ส่วนนายอัครเดช หรืออั๋น ทัศนะ อายุ 23 ปี จำเลยที่ 2 และนายอรินทร์ หรือเตอร์ ยศพงศ์อนันต์ อายุ 20 ปีเศษ จำเลยที่ 6 จำคุกคนละ 19 ปีและปรับคนละ 1,000 บาท 
          นายจตุพร หรือเบียร์ จันทร์โสภา อายุ 19 ปีเศษ จำเลยที่ 4 จำคุก 13 ปีและปรับ1,000 บาท , นายเมฆ พลไกรษร อายุ 20 ปีเศษ จำเลยที่ 5 จำคุก 12 ปีและปรับ 1,000 บาท ส่วนน.ส.ณัฐณิชา หรือเกมส์ ฤทธิ์ล้ำเลิศ อายุ 19 ปีเศษแฟนสาวของนายมนต์มนัส จำเลยที่ 7 จำคุกคนละ 12 ปี และให้จำเลยทั้ง 7 คนร่วมกันชดใช่ค่าเสียหายอันเป็นการกระทำละเมิดและค่าขาดไร้อุปการะให้กับนางทองคำ มารดาผู้ตาย จำนวน 360,000 บาท และค่าปลงศพอีก 140,000 บาท รวมทั้งสิ้น 500,000 บาท 
          ด้าน "นางทองคำ ศรีจันทร์" มารดาผู้ตาย กล่าวขอบคุณที่ศาลตัดสินให้ความเป็นธรรม และจากนี้จะหารือ กับญาติว่าจะฌาปนกิจศพบุตรชายในวันใด เพราะตั้งใจไว้ว่าเมื่อศาลมีคำพิพากษาคดีแล้วจึงจะกำหนดวันเผาศพของนายสมเกียรติต่อไป ซึ่งครอบครัวพร้อมรับคำตัดสินของศาลเพราะผ่านมากว่า 1 ปีครอบครัวก็ทำใจยอมรับสิ่งที่เกิดขึ้น ขณะนี้ก็รู้สึกโกรธ เกลียดอาฆาต กลุ่มจำเลยน้อยลงทั้งที่ไม่เคยแสดงคำขอโทษหรือชดใช้ค่าเสียหาย จึงได้เพียงทำใจให้อภัยในสิ่งที่ผ่านมา แต่ก็อยากฝากบอกว่าอย่าไปก่อเหตุลักษณะนี้อีกเพราะทำให้ผู้อื่นเดือดร้อน 

คุก "7 โจ๋" รุมแทง "ชายพิการ" ดับ (ฉบับละเอียด)


          โดย "นายอนันต์ชัย ไชยเดช" ทนายความของครอบครัวผู้ตาย ก็ระบุว่า ตนเคยชี้แจงตั้งแต่ต้นแล้วว่า พฤติการณ์ของกลุ่มจำเลยเป็นการฆ่าโดยไตร่ตรองไว้ก่อน แต่พนักงานสอบสวนกลับไม่แจ้งข้อหานี้แต่ต้น ทำให้กลุ่มจำเลยได้รับโทษน้อยกว่าที่ควร อย่างไรก็ดีน้อมรับในคำพิพากษาของศาลโดยเตรียมจะอุทธรณ์ คดีในประเด็นของอัตราโทษที่น้อยเกินไปซึ่งอยากให้ศาลมีการเพิ่มโทษมากกว่านี้ โดยช่วง 1 ปีที่ผ่านมาทั้งหมดไม่เคยแสดงความรับผิดชอบกับครอบครัวผู้เสียชีวิต และยังคงปฏิเสธทุกข้อกล่าวหา 
          ขณะที่ "นายคมเพชร จันทร์ปุ่ม" ทนายความของกลุ่มจำเลย กล่าวว่า เมื่อศาลมีคำพิพากษามาเราก็เคารพ แต่ก็เตรียมศึกษาคำพิพากษาเพื่อยื่นอุทธรณ์คดีเนื่องจากยังมีหลายข้อที่เรายังเห็นไม่ตรงกับคำพิพากษา ซึ่งคิดว่าจำเลยทั้งหมดก็คงประสงค์ยื่นอุทธรณ์คดี 
          ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ระหว่างที่ศาลอ่านพฤติการณ์ของจำเลย ขณะรุมทำร้ายร่างกาย พี่สาวของผู้ตายที่นั่งฟังคำพิพากษาถึงกับกลั้นน้ำตาไว้ไม่อยู่ ร้องไห้ออกมา ขณะที่ญาติของจำเลยเมื่อศาลพิพากษาจำคุกแล้วถึงกับก้มหน้าร้องไห้เช่นเดียวกัน.