ข่าว

อภิสิทธิ์ลั่นแก้ปัญหาพระวิหารยึดประโยชน์ชาติ

อภิสิทธิ์ลั่นแก้ปัญหาพระวิหารยึดประโยชน์ชาติ

30 ก.ย. 2552

“นายกฯ”ลั่นรัฐบาลไทยแก้ปัญหาปราสาทพระวิหารยึดประโยชน์ประเทศชาติเป็นหลัก ไม่ใช่ผลประโยชน์คนอื่น พร้อมยันไทยยึดข้อตกลงปี 43 สงวนสิทธิคำตัดสินศาลโลก

 (30ก.ย.)  ที่ทำเนียบรัฐบาล  เมื่อเวลา13.00น. นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี กล่าวถึงกระแสข่าวการปะทะกันระหว่างทหารไทยกับทหารกัมพูชาบริเวณพื้นที่ปราสาทพระวิหาร ว่า ตนเห็นข่าวอยู่เรื่องของการเสริมกำลังปรับกำลัง แต่มันจะมีการเปลี่ยนแปลงตลอดเวลา บางช่วงก็มีการถอน บางช่วงก็มีการเสริมนี้ พูดถึงฝ่ายกัมพูชา แต่ฝ่ายไทยขณะนี้ถ้าจะถอนก็ต่อเมื่อสภาให้ความเห็นชอบในกรอบของการเจรจา ไม่อย่างนั้นเราก็ไม่ถอน

 ผู้สื่อข่าวถามถึงกรณีที่คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ(ป.ป.ช.) ระบุในคำตัดสินโดยอ้างว่า การที่คณะรัฐมนตรีสมัยรัฐบาลนายสมัคร สุนทรเวช ออกแถลงการณ์ให้ขึ้นทะเบียนพระวิหารเท่ากับเป็นการเอื้อประโยชน์ในการเลือกตั้งของสมเด็จฮุนเซน นายกรัฐมนตรี นายกฯ กล่าวว่า ไม่ได้อ่านรายละเอียดเป็นเรื่องของป.ป.ช. ต้องไปถามป.ป.ช.ตนไม่ทราบ ตนก็เห็นแต่คำวินิจฉัยว่า นายสมัครเเละนายนพดล ปัทมะ อดีตรมว.ต่างประเทศ เท่านั้นเอง

 เมื่อถามว่า ปัญหาปราสาทพระวิหารจะมีแนวทางดำเนินการอะไรบ้างที่ทำให้ทุกอย่างดีขึ้น นายกฯ กล่าวว่า รัฐบาลยังยืนยันว่า สิ่งที่ดีที่สุดคือประเด็นปัญหาเรื่องเขตแดน ก็เดินไปตามกลไกที่เราตกลงกันไว้แล้ว 2 ฝ่ายไปแล้วตั้งแต่ปี 2543 คือใช้ JBC ระหว่างนี้ก็ให้ยึดเจตนารมณ์ว่า ไม่มีฝ่ายใดเข้าไปทำให้มีการเปลี่ยนแปลงพื้นที่นั้นในลักษณะที่จะมีผลกระทบต่อการอ้างสิทธิ ซึ่งดีที่สุดคือ ทำอย่างไรไม่ให้มีการปะทะกัน ถ้าจะมีลักษณะของพื้นที่ก็ให้เหมือนกับสมัยก่อน ถ้าเปิดให้ขึ้นไปท่องเที่ยวก็มีคนไทยก็อยู่ ถ้าคนกัมพูชาจะมาขายของ เพราะตัวปราสาทนั้น ศาลโลกบอกว่าเป็นของกัมพูชาก็ให้อยู่ในลักษณะนั้น ก็จะเป็นสภาพคล้ายๆกับ 10 ปีที่แล้ว

 “ ดูจากคำพูด คำอภิปรายของผมได้ตอนเป็นฝ่ายค้านว่า ให้ยึดตามข้อตกลงปี 2543 เราถือสันปันน้ำ เมื่อมีเขตที่ต่างฝ่ายต่างอ้างสิทธิอยู่ ก็จะแก้ปัญหาด้วยสันติวิธี แต่ก็ไม่ไปยอมรับอะไรที่เกินเลยกว่าที่ศาล และคำวินิจฉัยของศาลโลกนั้น เราก็ยังสงวนสิทธิตามคำตัดสินของศาลโลก ว่าถ้ามีข้อมูลใหม่เราจำเป็นต้องโต้แย้ง ” นายกฯ กล่าว เมื่อถามว่า จะเป็นไปได้อย่างไรหากให้กลับไปเหมือนเมื่อ 10 ปีก่อน เพราะทุกอย่างเปลี่ยนไปแล้ว นายอภิสิทธิ์ กล่าวว่า ที่จริงเปลี่ยนแปลงไปไม่มาก ถ้าไปดูจริงๆ มัน มีบางช่วงเท่านั้นเองที่เกิดการเปลี่ยนแปลงด้วยเหตุผลต่างๆ นานา เช่น สิ่งแวดล้อม

 เมื่อถามต่อว่า แต่กัมพูชาพยายามหยิบยกปัญหาเข้าสู่เวทีโลก แต่ดูเหมือนไทยเองไม่พยายามทำอะไรที่จะปกป้อง นายอภิสิทธิ์ กล่าวว่า "ถูกต้องและนี้ก็เป็นเหตุผลที่แนวของเราก็ยังยืนยันว่า ให้ยกระดับแรกนี้ ตอนเป็นฝ่ายค้านก็บอกอย่างนี้ครับ ไม่ควรยกระดับเรื่องนี้ไม่ว่าจะเป็นสู่อาเซียนหรืออะไร เป็นข้อตกลงของทั้ง 2 ฝ่ายอยู่ เพราะฉะนั้นเวลาที่มีความพยายามของกัมพูชาที่จะให้เป็นประเด็น รัฐบาลถึงได้ระมัดระวังประเด็นไม่ให้นำไปสู่เวทีที่อยู่ที่อื่น"

 ผู้สื่อข่าวถามว่า แล้วคิดว่าในเวทีโลกจะเข้าใจตรงนี้หรือไม่ นายกฯ กล่าวว่า ก็น่าจะเข้าใจ เราก็ต้องทำความเข้าใจตลอดเวลา ช่วงที่ตนไปสหรัฐฯก็ทำความเข้าใจกับนายบัน คี มูน เลขาธิการองค์การสหประชาชาติในเรื่องนี้ อย่างที่เล่าให้ฟังว่า ไปพูดปัญหายูเนสโกที่ทำให้เกิดปัญหานี้ขึ้น นายบันก็รับทราบ แต่นายบันคงต้องไปสอบถามข้อมูลกับยูเนสโกด้วย เราก็ต้องยืนยันจุดยืนของเราไป ส่วนนายสุวิทย์ คุณกิตติ รมว.ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมก็ดำเนินการอยู่ รวมถึงนายกษิต ภิรมย์ รมว.ต่างประเทศก็กำลังดำเนินการอยู่เช่นกัน

 เมื่อถามว่า จะให้ความมั่นใจกับสังคมได้อย่างไรการที่ป.ป.ช. กล่าวอ้างว่า เอาผลประโยชน์ประเทศชาติไปช่วยการเมืองภายนอก นายกฯ กล่าวว่า ยืนยันว่า ทุกเรื่องที่เราทำ และแนวที่กำหนดอยู่ในขณะนี้ไม่มีประโยชน์ของคนอื่น นอกจากประโยชน์ของประเทศ และตนต้องขอเรียนว่า หลายเรื่องที่พยายามอธิบายก็ไม่สามารถอธิบายได้ทั้งหมด เพราะไม่อยากเสียเปรียบ เพราะว่าเรื่องนี้มีเทคนิค มีความสลับซับซ้อน ละเอียดอ่อนของมันอยู่ ยืนยันว่า ไม่มีประโยชน์อะไรที่รัฐบาลนี้จะไปแลก