ข่าว

กมธ.ถอยเพิ่มอำนาจป.ป.ช."ดักฟัง"(ฉบับ นสพ.คมชัดลึก)

กมธ.ถอยเพิ่มอำนาจป.ป.ช."ดักฟัง"(ฉบับ นสพ.คมชัดลึก)

23 ธ.ค. 2560

กมธ.เสียงข้างมากยอมถอย ถอนให้อำนาจป.ป.ช.ดักฟัง “บิ๊กตู่” ลงนาม ม.44 ขยายเวลาพรรคทำธุรกรรมแล้ว ปลดล็อคพรรคปีหน้า ไทยหนุนมติยูเอ็นค้านรับรองเยรูซาเลม

     วันที่ 22 ธันวาคม ที่รัฐสภามีการประชุมสภานิติบัญญัติแห่งชาติ(สนช.) โดยนายสุรชัย เลี้ยงบุญเลิศชัย รองประธานสนช.คนที่ 1 เป็นประธานการประชุมเพื่อพิจารณาร่างพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญ(พ.ร.ป.)ว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต วาระ 2 และ 3 ตามที่คณะกรรมาธิการ(กมธ.)วิสามัญพิจารณาร่างดังกล่าวพิจารณาเสร็จแล้ว ต่อจากเมื่อวันที่ 21 ธันวาคม ที่ผ่านมา โดยการพิจารณายังอยู่ที่มาตรา 37/1 ที่คณะกรรมาธิการร่างขึ้นมาใหม่ทั้งมาตรา ซึ่งเพิ่มอำนาจให้ป.ป.ช.สามารถดักฟังข้อมูลได้ โดยนายสุรชัยได้ชี้แจงว่า ขณะนี้มี 3 กลุ่มคือ กมธ.เสียงข้างมาก กมธ.เสียงข้างน้อย และสมาชิก สนช.ที่อภิปรายในประเด็น ดังนั้น จึงจะให้ตัวแทนแต่ละกลุ่มอภิปรายสรุปแต่ละครั้ง

     นายภัทระ คำพิทักษ์ กมธ.เสียงข้างน้อย อภิปรายว่า ป.ป.ช.เสนอกฎหมายให้อำนาจป.ป.ช.ดักฟังซึ่งละเมิดความเป็นส่วนตัวของประชาชน ละเมิดสิทธิเสรีภาพประชาชน โดยป.ป.ช.อ้างว่าเป็นไปตามอนุสัญญาว่าด้วยการต่อต้านการทุจริตของสหประชาชาติ ข้อที่ 50 ที่จะต้องทำ แต่ข้อที่ 50 จะต้องดูที่พื้นฐานและอยู่ภายใต้กฎหมายแต่ละประเทศ ซึ่งประเทศไทยก็มีหน่วยงานที่ดักฟังอยู่แล้ว สิ่งที่น่าวิตกคือหากใช้กฎหมายแล้วถูกครอบงำ ใช้อำนาจไปทำลายล้างการเมืองและเรื่องส่วนตัว 

     กมธ.เสียงข้างน้อยผู้นี้กล่าวอีกว่า เสรีภาพในการสื่อสารซึ่งเป็นหลักพื้นฐานของประชาชน แม้การดักฟังข่าวสารเป็นวิธีการสืบสวนพิเศษที่ทำให้ได้พยานหลักฐาน แต่ ป.ป.ช.และกมธ.เสียงข้างมากกลับปฏิเสธที่จะกำหนดการถ่วงดุลอำนาจของ ป.ป.ช.ลงในกฎหมายไปด้วย เช่น กฎเกณฑ์ในการขออนุญาตต่ออธิบดีผู้พิพากษาศาลอาญาคดีทุจริตและประพฤติมิชอบเพื่อดักฟังก็ไม่มีความชัดเจน ระบุไว้เพียงว่าเป็นเหตุอันควรเชื่อซึ่งเป็นดุลพินิจ แต่ไม่ได้ระบุวิธีการรับผิดชอบหากดักฟังผิดคน ไม่มีการระบุวิธีการทำลายข้อมูลที่ดักฟัง ไม่ระบุรายละเอียดของรายงานที่ต้องยื่นต่อศาลหลังมีการเข้าถึงข้อมูล  อีกทั้งระยะเวลา 90 วันที่จะต้องยื่นรายงานนานเกินไปเมื่อเปรียบเทียบกับกฎหมายในต่างประเทศ อย่างประเทศสหรัฐอเมริกาก็ยังกำหนดให้รายงานผลการดักฟังภายใน 10 วัน 

กมธ.ถอยเพิ่มอำนาจป.ป.ช."ดักฟัง"(ฉบับ นสพ.คมชัดลึก)

ถอยตัดให้อำนาจป.ป.ช.ดักฟัง

     “ผลงานชิ้นโบแดงของป.ป.ช.ที่ผ่านมา คือ คดีทุจริตโครงการรับจำนำข้าว ซึ่งถือเป็นคดีประวัติศาสตร์ที่ป.ป.ช.ทำ จับคนทุจริต ทั้งนักการเมือง ข้าราชการมาลงโทษได้ โดยปราศจากเครื่องมือดักฟัง แต่ป.ป.ช.ก็สามารถทำได้” นายภัทระ กล่าว และว่า หลักการเดิมที่เป็นหัวใจของกฎหมาย ป.ป.ช. คือการถ่วงดุลอำนาจ โดยให้สำนักงานการตรวจเงินแผ่นดินตรวจสอบ ป.ป.ช.ได้ แต่ก็ถูกถอดออกจากร่างกฎหมายฉบับนี้ไปแล้ว ดังนั้นร่างกฎหมายฉบับนี้จึงให้อำนาจเบ็ดเสร็จแก่ ป.ป.ช.จนเกินไป ซึ่งในอนาคตอาจถูกใช้เป็นเครื่องมือทำลายคู่แข่งทางการเมืองหรืออาจถูกยุบควบรวมกับหน่วยงานอื่น เนื่องจากมีอำนาจมากจนเป็นภัยต่อรัฐบาล และเห็นว่า ป.ป.ช.เป็นองค์กรกึ่งตุลาการ ไม่ใช่หน่วยงานสืบสวนเบื้องต้น

     ด้าน พล.ต.อ.วัชรพล ประสารราชกิจ ประธาน ป.ป.ช. ในฐานะตัวแทนกมธ.เสียงข้างมาก อภิปรายยืนยันว่า ป.ป.ช.ไม่ได้มีผลประโยชน์ทับซ้อนเนื่องจากอำนาจดังกล่าวเป็นการเพิ่มประสิทธิภาพในการดำเนินงานของ ป.ป.ช. จึงต้องแสวงหาเครื่องมือใหม่มาใช้ให้การทำงานมีประสิทธิภาพ และผู้ที่เกี่ยวข้องก็สามารถร้องคัดค้านได้ตลอดเวลาทุกขั้นตอน อีกทั้งเหตุอันควรในการยื่นขอเข้าถึงข้อมูล ไม่ใช่ดุลพินิจของคนคนเดียว แต่ต้องเป็นมติของคณะกรรมการป.ป.ช. ซึ่งป.ป.ช.ไม่ใช่องค์กรกึ่งตุลาการ ดังนั้นสมาชิกสนช.กรุณามองประเด็นที่เราเอากฎหมายจริงๆ มาเสนอ แต่จะให้หรือไม่ขอให้เป็นดุลพินิจของสมาชิก

     นายตวง อันทะไชย ตัวแทนสมาชิกสนช. กล่าวว่า ถ้าหน่วยงานอื่นต้องการอำนาจเช่นเดียวกับ ป.ป.ช. และมาขอสภา โดยอ้างว่าเพื่อให้ตัวเองทำงานได้รวดเร็วมีประสิทธิภาพ ถามว่าจะปฏิเสธได้หรือไม่ อย่างไรก็ตามที่ผ่านมาหัวใจสำคัญของความขัดแย้งตั้งแต่ปี 2549-2557 คือสังคมไม่เชื่อใจกันและหวาดระแวง ประเทศชาติจะอยู่ได้อย่างไร และขณะนี้เรากำลังจะเติมเชื้อและนำสู่วิกฤติอีกครั้ง เพราะมาตรา 37/1 คือการให้อำนาจคนคนเดียวละเมิดสิทธิใครก็ได้ จะทำให้เกิดการทุจริตแบบซับซ้อน อำนาจอยู่ที่ใครแล้วปราศจากการถ่วงดุลก็จะทำทุจริตเสียเอง ทั้งนี้ การแก้ไขปัญหาการทุจริตคอร์รัปชั่นไม่ใช่ใช้เครื่องมือนี้อย่างเดียวเท่านั้น แต่มีวิธีอื่นอีกมากมาย ดังนั้น หวังว่าสภาจะเป็นที่พึ่งสุดท้ายของประชาชนในการออกปกป้องสิทธิเสรีภาพของประชาชน 

     ขณะที่ พล.ต.อ.ชัชวาล สุขสมจิตร์ ประธานกมธ. กล่าวว่า การดักฟังถือเป็นเครื่องมือที่มีความจำเป็น แต่กมธ.ไม่ต้องการให้สภาเสียเวลากับปัญหาดังกล่าว และเห็นว่าเวลายังไม่เหมาะสมจึงขอถอนมาตรา 37/1 รวมถึงมาตรา 37/2 และมาตรา 37/3 ออกไป ประกอบกับที่จะมีแนวคิดแก้ไขประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา (ป.วิอาญา) ซึ่งจะมีประเด็นดังกล่าวอยู่แล้ว และเมื่อถอนมาตราดังกล่าวออกไป ร่างพ.ร.ป.ฉบับนี้จึงไม่จำเป็นต้องมีมาตรา 36 ของรัฐธรรมนูญอยู่ในคำปรารภ จึงขอให้ตัดออกจากร่างพ.ร.ป.ฉบับนี้ออกไปด้วย

เชื่อนาฬิกา-แหวนไม่เป็นปัญหา

     ที่สโมสรทหารบก ถ.วิภาวดีรังสิต พล.อ.บุณยวัจน์ เครือหงส์ กรรมการป.ป.ช. กล่าวถึงการพิจารณาร่าง พ.ร.ป.ว่าด้วยการป้องกันและการปราบปรามการทุจริต ของสนช.ว่า เรื่องการรีเซตกรรมการ ป.ป.ช.หรือไม่นั้น เป็นเรื่องที่ สนช.จะพิจารณา เราก็ต้องยึดตามกฎหมาย หากกฎหมายให้อยู่ต่อก็อยู่ หากกฎหมายไม่ให้อยู่ก็ไม่เป็นไร เพราะองค์กรยังอยู่ก็ให้คนใหม่เข้ามาทำงานต่อได้  

     พล.อ.บุณยวัจน์ ยังกล่าวถึงความคืบหน้าในการตรวจสอบทรัพย์สินของ พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรี และรมว.กลาโหม กรณีไม่มีการแจ้งนาฬิกาและแหวนเพชรในบัญชีทรัพย์สินที่ยื่นแสดงต่อ ป.ป.ช.ว่า ยังไม่ทราบว่า พล.อ.ประวิตรส่งหนังสือชี้แจงมาแล้วหรือไม่ เพราะทางสำนักตรวจสอบทรัพย์สินที่รับผิดชอบในเรื่องดังกล่าวยังไม่ได้รายงาน แต่เรื่องดังกล่าวมีกรอบเวลาอยู่แล้ว และการยื่นบัญชีทรัพย์สินนั้นก็กำหนดให้ยื่นแค่ตอนเข้ารับตำแหน่งและตอนพ้นตำแหน่ง ซึ่งในช่วงที่ยังดำรงตำแหน่งไม่ได้กำหนดให้ยื่นบัญชีทรัพย์สิน อย่างไรก็ตามเมื่อเรื่องดังกล่าวเป็นเรื่องที่มีการร้องเรียน ก็เป็นเรื่องที่เจ้าหน้าที่จะต้องตรวจสอบ ก็คงไม่มีปัญหาเพราะท่านเป็นผู้ใหญ่แล้ว รู้ว่าควรทำอะไร ไม่ควรทำอะไร ไม่ต้องห่วง

“บิ๊กตู่”เซ็นม.44ขยายเวลาพรรค

     ที่ทำเนียบรัฐบาล พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและหัวหน้าคสช. ร่วมรับฟังสรุปผลการปฏิบัติงานประจำปี 2560 และแถลงแผนการปฏิบัติงาน ประจำปี 2561 ของกองอำนวยการรักษาความมั่นคงภายในราชอาณาจักร (กอ.รมน.) ที่ตึกสันติไมตรี โดยมี พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรีและรมว.กลาโหม พล.อ.อนุพงษ์ เผ่าจินดา รมว.มหาดไทย และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องร่วมงาน 

     ทั้งนี้ พล.อ.ประยุทธ์ ได้ทักทายผู้สื่อข่าวอย่างอารมณ์ดีว่าวันนี้อากาศเย็นดีนะ ก่อนทักทายกับ พล.อ.ประวิตร ซึ่งมีอาการบาดเจ็บที่บริเวณมือด้านขวา โดยสอบถามว่า “ล้มมาหรือพี่” ด้าน พล.อ.ประวิตรชี้แจงว่า เกิดอาการนิ้วล็อก จากนั้นได้เข้าไปในงานโดยไม่อนุญาตให้สื่อมวลชนเข้าร่วมสังเกตการณ์แต่อย่างใด ทั้งนี้ เมื่อผู้สื่อข่าวสอบถาม พล.อ.ประวิตรว่าเกิดอะไรขึ้นกับมือด้านขวา พล.อ.อนุพงษ์ตอบแทนอย่างอารมณ์ดีว่า “ท่านต่อยผมมา” ทำให้ พล.อ.ประวิตรถึงกับหัวเราะอย่างอารมณ์ดีโดยไม่ตอบโต้อะไร

      พล.อ.ประยุทธ์ ให้สัมภาษณ์ว่า ได้ลงนามในคำสั่งหัวหน้าคสช.ตามมาตรา 44 เรื่องการขยายกรอบเวลาดำเนินการตามพ.ร.ป.ว่าด้วยพรรคการเมือง ให้สามารถดำเนินงานธุรการแล้ว ซึ่งตนเป็นคนเจอปัญหาก็ต้องแก้ไข โดยแก้ไขด้วยวิธีการของตน ไปอ่านเอาเอง สงสัยก็ถามมา

กมธ.ถอยเพิ่มอำนาจป.ป.ช."ดักฟัง"(ฉบับ นสพ.คมชัดลึก)

วิษณุแจงเวลา3ระดับก่อนปลดล็อก

     นายวิษณุ เครืองาม รองนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า คาดว่าในวันนี้ (22 ธ.ค.) จะมีการประกาศคำสั่งมาตรา 44 เรื่องการขยายเวลาให้พรรคการเมืองได้ดำเนินการในเรื่องต่างๆ โดยเป็นการแก้ไข พ.ร.ป.พรรคการเมือง ทั้งนี้สาระสำคัญจะกำหนดให้พรรคการเมืองทั้งเก่าและใหม่ได้ดำเนินการตามกรอบเวลา 3 ระดับ 1.นับตั้งแต่วันประกาศคำสั่งมาตรา 44 ไปจนถึงวันที่ 1 มีนาคม 2561 2.จากวันที่ 1 มีนาคม 2561 ไปจนถึง 1 เมษายน 2561 3.จากวันที่ 1 เมษายน เป็นต้นไป และหลังจากนั้นจะมีการปลดล็อกพรรคการเมือง โดยจะยกเลิกประกาศ คสช.และคำสั่งหัวหน้า คสช. ที่เป็นปัญหาและอุปสรรคต่อการเลือกตั้งโดยเสรี

     นายวิษณุ กล่าวว่า คำสั่งมาตรา 44 ฉบับดังกล่าวจะเป็นการผ่อนคลาย โดยเห็นว่าพรรคการเมืองใหม่หากให้เดินหน้าพร้อมกับพรรคการเมืองเก่า จะทำให้เสียเปรียบ เพราะว่ายังไม่ถือเป็นพรรคการเมือง จึงต้องร่นเวลาเผื่อสำหรับให้ดำเนินการเตรียมการ 1 เดือน เพื่อจองชื่อพรรค หากสมาชิกพรรคไม่ต่ำกว่า 500 คน ก่อนประชุมเพื่อจัดตั้งพรรค จากนั้นจึงยื่นขอจดทะเบียนพรรค นายทะเบียนจะใช้เวลาประมาณ 30 วันพิจารณาว่าจะให้ตั้งพรรคได้หรือไม่ ส่วนพรรคการเมืองเก่า คสช.จะคลายล็อกให้ตั้งแต่วันที่ 1 เมษายน เป็นต้นไป เพื่อให้ดำเนินการตาม พ.ร.ป.พรรคการเมือง ในการตรวจสอบสมาชิกภาพพรรค หาทุนประเดิมพรรค แต่ยังไม่อนุญาตให้พรรคใหญ่ เพราะจะประชุมใหญ่ได้ต้องรอให้มีการปลดล็อกเสียก่อน แต่จะปลดล็อกเมื่อไรต้องดูในคำสั่งมาตรา 44 ข้อสุดท้ายแล้วจะเข้าใจ เพราะการปลดล็อกได้ผูกกับเงื่อนไขตามที่ได้ชี้แจงไปแล้ว

     “พรรคการเมืองเก่าหากมีความจำเป็นจะต้องเปิดประชุมกรรมการบริหารเพื่อดำเนินการเรื่องต่างๆ ก็สามารถขออนุญาตมายัง คสช.ได้ คำสั่งมาตรา 44 ฉบับดังกล่าว ขอให้ค่อยๆ อ่านเพื่อความเข้าใจ อ่านไปอย่ายัวะไป มีความยาวเหมือนวิทยานิพนธ์ 1 เล่ม ต้องอ่านตั้งแต่หน้าแรกถึงหน้าสุดท้ายจึงจะเข้าใจเหตุผลและขั้นตอนทั้งหมด ซึ่งก่อนออกคำสั่ง คสช.ได้ประเมินแรงกระเพื่อมทางการเมืองไว้แล้ว หากพรรคการเมืองให้ความร่วมมือดี ทุกอย่างน่าจะเรียบร้อยไม่มีปัญหา เพราะจากคำสั่งดูแล้วไม่ทำให้ใครเดือดร้อน หรือเสียประโยชน์ และคำสั่งนี้ประชาชนได้ประโยชน์” นายวิษณุ กล่าว

     นายวิษณุ กล่าวว่า คสช.ได้พิจารณาแล้วว่า การขยายกรอบเวลาให้พรรคการเมืองในครั้งนี้ ยังไม่มีอะไรที่ทำให้เหลื่อมล้ำเวลาของโรดแม็พที่วางเอาไว้ ยืนยันว่าการเลือกตั้งยังอยู่ในโรดแม็พเดิมที่ได้แจ้งเอาไว้ เว้นแต่จะมีตัวแปรอย่างอื่น ซึ่งไม่มีใครรู้ และไม่อยากพูดว่าจะมีอะไรเกิดขึ้น

ผบ.ทบ.ห่วงปลุกระดมทางโซเชียล

     ที่กองบัญชาการกองทัพบก พล.อ.เฉลิมชัย สิทธิสาท ผู้บัญชาการทหารบก (ผบ.ทบ.) ให้สัมภาษณ์ถึงการดูแลการเคลื่อนไหวทางการเมืองในปี 2561 ว่า ในกรอบหลักคงไม่เปลี่ยนแปลงไปจากปีนี้ การใช้กำลังในการดูแลจะเน้นในเรื่องการบังคับใช้กฎหมายและเจ้าหน้าที่ตำรวจเป็นหลัก ที่เหลือเป็นการสร้างความเข้าใจซึ่งกันและกัน ซึ่งมีกรอบอยู่แล้วว่าอะไรที่ทำได้และทำไม่ได้ แต่สิ่งที่ตนห่วงใยไม่ใช่การเคลื่อนไหวของกลุ่มบุคคล แต่เป็นการเคลื่อนไหวทางโซเชียลมีเดีย เพราะสร้างความกดดัน ความเกลียดชัง ปลุกปั่นยุยง ซึ่งตนก็ต้องดำเนินการตามกฎหมาย ซึ่งขณะนี้ได้มีการติดตามตรวจสอบ

กมธ.ถอยเพิ่มอำนาจป.ป.ช."ดักฟัง"(ฉบับ นสพ.คมชัดลึก)

     “การดูแลความเคลื่อนไหวทางการเมืองในปีหน้า ยังคงใช้มาตรการเดิมตามปกติ ไม่มีอะไรน่ากังวล อยากขอร้องว่าไม่อยากให้มีการสร้างความเกลียดชังในสังคม โดยเฉพาะการปลุกระดม” ผบ.ทบ.ยืนยัน

     เมื่อถามว่า หากยังมีการเคลื่อนไหวทางโซเชียลมีเดีย ปีหน้ายังจะมีการเลือกตั้งหรือไม่ พล.อ.เฉลิมชัย กล่าวว่า นายกรัฐมนตรียืนยันแล้ว คงเป็นไปตามนั้นทุกอย่างเป็นไปตามกรอบเวลาและขั้นตอนตามโรดแม็พ แม้ว่าในปีหน้าตนจะเกษียณอายุราชการ แต่เชื่อว่าก็จะมีคนใหม่ที่เข้ามาสานงานต่อตามกรอบความคิดแนวทางของคสช.และกองทัพบก ยังไม่มีอะไรเปลี่ยนแปลง ทุกอย่างยืนอยู่บนหลักการและเหตุผล ซึ่งเราดูแลด้านความมั่นคงเป็นหลัก ส่วนการบริหารงานเป็นหน้าที่ของกระทรวง กรม หากมีปัญหาในพื้นที่จะจัดกำลังในการสนับสนุนในบางเรื่อง ไม่มีอะไรที่น่าวิตกกังวลเป็นไปตามขั้นตอน และเวลาที่เหลืออยู่ตนก็อยากทำหน้าที่ ผบ.ทบ.ให้ดีที่สุด

ปฏิทินปีใหม่รูป“แม้ว-ปู”โผล่

     มีรายงานแจ้งว่า ได้มีกลุ่มคนจัดทำปฏิทินสวัสดีปีใหม่ 2018 จำนวน 2 แบบ โดยแบบแรกเป็นรูปนายทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกฯ อุ้ม ด.ช.ชินวาคิณ คุณากรวงศ์ หลานชาย พร้อมข้อความ “นายกฯ ของประชาชน” พร้อมทั้งระบุโครงการที่เกิดขึ้นสมัยนายทักษิณเป็นนายกฯ เช่น โครงการ 30 บาทรักษาทุกโรค บ้านเอื้ออาทร หนึ่งตำบลหนึ่งผลิตภัณฑ์ เป็นต้น และแบบที่สองเป็นรูป น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร อดีตนายกฯ พนมมือไหว้ พร้อมข้อความ “ขอขอบคุณทุกกำลังใจที่ให้ดิฉันเสมอมา” 

     ทั้งนี้ จากการสอบถามแกนนำและเจ้าหน้าที่ของพรรคเพื่อไทยได้ปฏิเสธว่าไม่ทราบเรื่องดังกล่าวและไม่ใช่ปฏิทินที่ทางพรรคเพื่อไทยจัดทำขึ้นอย่างแน่นอน เชื่อว่าคนที่จัดทำปฏิทินดังกล่าวยังคงรักและคิดถึงตระกูลชินวัตรอยู่ เช่นเดียวกับ นพ.เหวง โตจิราการ แกนนำนปช. ก็ปฏิเสธว่านปช.ไม่ได้จัดทำเช่นกัน 

คสช.แจ้งเอาผิด“หมวดเจี๊ยบ”เพิ่ม

     ที่กองบังคับการปราบปรามการกระทำความผิดเกี่ยวกับอาชญากรรมทางเทคโนโลยี(บก.ปอท.) พ.อ.บุรินทร์ ทองประไพ นายทหารปฏิบัติการ ประจำกองบัญชาการกองทัพบก ปฏิบัติหน้าที่ฝ่ายกฎหมาย คสช. เข้าแจ้งความต่อ ร.ต.อ.ปัสสิทธิ์ ศรีสุโพธิ์ รอง สว.(สอบสวน) กก.2 ช่วยราชการ กก.3 บก.ปอท. ให้ดำเนินคดี ร.ท.หญิง สุณิสา ทิวากรดำรง หรือหมวดเจี๊ยบ อดีตรองโฆษกพรรคเพื่อไทย ฐานความผิดเข้าข่ายนำเข้าข้อมูลเท็จ เข้าสู่ระบบคอมพิวเตอร์ ในฐานความผิดตาม พ.ร.บ.ว่าด้วยการกระทำความผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ 2550

     พ.อ.บุรินทร์ กล่าวว่า มาแจ้งความดำเนินคดีกับรายเดิม แต่คราวนี้ไม่มีความผิดมาตรา 116 มีแค่ความผิดตาม พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ อย่างเดียว โดยเป็นการโพสต์ในโซเชียลใหม่ ไม่ใช่โพสต์เก่า

     ก่อนหน้านี้ คสช. แจ้งความเอาผิด ร.ท.หญิง สุณิสา ในความผิดตาม พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ และมาตรา 116 จากกรณีโพสต์ข้อความในเฟซบุ๊กส่วนตัว ที่ได้นำเสนอบทความหรือข้อความอันเป็นความเท็จและนำเข้าสู่ระบบคอมพิวเตอร์ และเผยแพร่ทางเฟซบุ๊ก รวมแล้ว 9 กระทง

“ลุงตู่”มอบคำขวัญวันเด็กปี61

     ผู้สื่อข่าวรายงานว่าเว็บไซต์ www.thaigov.go.th ได้เผยแพร่คำขวัญวันเด็กประจำปี 2561 โดย พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ว่า “รู้คิด รู้เท่าทัน สร้างสรรค์เทคโนโลยี” ซึ่งนายกรัฐมนตรีต้องการให้เด็กและเยาวชนทุกคนได้ตระหนักถึงความสำคัญของตนเองว่าเป็นทรัพยากรบุคคลที่มีคุณค่าของประเทศ ขอให้ตั้งใจใฝ่ศึกษาเล่าเรียน หมั่นฝึกฝนพัฒนาตนเองอยู่เสมอ และพร้อมเรียนรู้สิ่งใหม่ๆ มีความรับผิดชอบต่อสังคมส่วนรวม และเป็นคนดีของสังคม ตลอดจนเป็นผู้ที่มีความกตัญญูรู้คุณต่อพ่อแม่ ผู้มีพระคุณและพร้อมจะเติบโตเป็นผู้ใหญ่ที่มีคุณภาพและคุณธรรมของประเทศชาติต่อไป

ไทยหนุนมติค้านรับรองเยรูซาเลม

     ที่ประชุมสมัชชาใหญ่แห่งสหประชาชาติ ซึ่งมีจำนวนสมาชิก 193 ประเทศลงมติเมื่อวันที่ 21 ธันวาคม ด้วยคะแนนเสียง 128 เสียง ซึ่งรวมทั้งประเทศไทยด้วย เห็นชอบให้การประกาศของสหรัฐในการรับรองให้นครเยรูซาเลมเป็นเมืองหลวงของอิสราเอล ถือเป็นโมฆะ และไม่มีผลบังคับทางกฎหมาย ขณะที่ 9 เสียงลงมติคัดค้าน และ 35 เสียงของดออกเสียง

     น.ส.บุษฎี สันติพิทักษ์ อธิบดีกรมสารนิเทศ และโฆษกกระทรวงการต่างประเทศ กล่าวถึงกรณีที่ไทยโหวตสนับสนุนข้อมติคัดค้านการประกาศรับรองนครเยรูซาเลมเป็นเมืองหลวงของอิสราเอลว่า ในภาพรวมไม่ได้มีผลกระทบกับความสัมพันธ์ไทย-สหรัฐ เพราะการสนับสนุนข้อมติของไทยเป็นไปตามท่าทีที่เรายึดถือมาโดยตลอดในกรอบของพัฒนาการของข้อมติที่เกี่ยวกับเรื่องดังกล่าวในยูเอ็น ขณะที่ความสัมพันธ์ระหว่างกันในภาพรวมมีหลายมิติ

     น.ส.บุษฎี กล่าวว่า ไทยไม่ได้รับความช่วยเหลือจากสหรัฐตั้งแต่ปี 2546 เนื่องจากระดับการพัฒนาของไทย ส่วนความร่วมมือที่มีระหว่างกันในขณะนี้จะเป็นในกรอบโครงการความร่วมมือระดับภูมิภาค