
รมว.ท่องเที่ยวฯ ปล่อยแถวสร้างเชื่อมั่นคริสต์มาส-ปีใหม่
ปล่อยแถว ตร.-หน่วยงานภาครัฐ สร้างความเชื่อมั่นนักท่องเที่ยว เทศกาลคริสต์มาส-ปีใหม่ 2561 ตามนโยบาย “ปีท่องเที่ยววิถีไทย เก๋ไก๋อย่างยั่งยืน”
22 ธ.ค. 60 เมื่อเวลา 17.30 น. ที่ เอเชียทีค เดอะ ริเวอร์ฟร้อนท์ นายวีระศักดิ์ โควสุรัตน์ รัฐมนตรีว่าการท่องเที่ยวและกีฬา เป็นประธานในการปล่อยแถวสร้างความเชื่อมั่นในเทศกาลคริสต์มาสและปีใหม่ 2561 เพื่อพัฒนาเศรษฐกิจการท่องเที่ยวอย่างยั่งยืน โดยมี พล.ต.ท.สาคร ทองมุณี ผบช.ทท. พล.ต.ต.คัชชา ธาตุศาสตร์ รอง ผบช.ทท. พล.ต.ต.สุรเชษฐ์ หักพาล รอง ผบช.ทท. ให้การต้อนรับ และนำตรวจแถวกำลังเจ้าหน้าที่ตำรวจ และหน่วยงานภาครัฐที่เข้าร่วมแสดงกำลัง พร้อมทั้งนำประธานและแขกผู้มีเกียรติที่เข้าร่วม ลงเรือตรวจการณ์ตำรวจท่องเที่ยว ณ ท่าเรือเอเชียทีค เดอะ ริเวอร์ฟร้อนท์ เพื่อประกาศความยิ่งใหญ่แห่งการเริ่มศักราชปีการท่องเที่ยวไทย 2561
นายวีระศักดิ์ กล่าวว่า ตามที่ทางรัฐบาลไทยโดยคณะกรรมการนโยบายท่องเที่ยวแห่งชาติมีมติให้ ปี 2561 เป็น “ปีท่องเที่ยววิถีไทย เก๋ไก๋อย่างยั่งยืน” หรือ “Amazing Thailand Tourism Year 2018” โดยเริ่มตั้งแต่ วันที่ 1 พฤศจิกายน 2560 - 1 มกราคม 2561 เพื่อเป็นการเน้นย้ำให้การท่องเที่ยวเป็นอุตสาหกรรม ที่เกื้อกูลเรื่องความมั่นคง เศรษฐกิจ สังคม จิตวิทยา และการต่างประเทศ ซึ่งเป็นอุตสาหกรรมที่ต้องบูรณาการทุกภาคส่วน เพื่อนำประเทศไทยไปสู่การเป็นแหล่งท่องเที่ยวคุณภาพที่เจริญเติบโตอย่างมีดุลยภาพ บนพื้นฐานของความเป็นไทย โดยนำรายได้สู่ประชาชนทุกภาคส่วนอย่างยั่งยืน เพื่อบรรลุวิสัยทัศน์ให้ประเทศไทยเป็นแหล่งท่องเที่ยวคุณภาพชั้นนำของโลกที่เติบโตอย่างแข็งแรง และในปี 2560 องค์กรการท่องเที่ยวโลกแห่งสหประชาชาติ (UNWTO) ได้จัดอันดับประเทศไทยเป็นประเทศที่มีรายได้จากการท่องเที่ยวเป็นอันดับ 3 ของโลก โดยปี 2560 ประเทศไทยมีรายได้จากการท่องเที่ยวกว่า 1.7 ล้านล้านบาท (อ้างอิงจากข้อมูลสถิติการท่องเที่ยว ปี 2559 - 2560)
พล.ต.ท.สาคร กล่าวว่า กองบัญชาการตำรวจท่องเที่ยว เป็นหน่วยงานที่มีภารกิจหลักในด้านการให้บริการช่วยเหลืออำนวยความสะดวกรักษาความปลอดภัยในชีวิต และทรัพย์สินให้กับนักท่องเที่ยวชาวต่างชาติ ที่เดินทางเข้ามาท่องเที่ยวภายในประเทศไทย และนักท่องเที่ยวชาวไทยทุกคน รวมถึงการป้องกันปราบปรามอาชญากรรมที่มีผลกระทบต่ออุตสาหกรรมการท่องเที่ยว อีกทั้งเป็นหน่วยงานสนับสนุน ส่งเสริมอุตสาหกรรมการท่องเที่ยวในประเทศ ตามนโยบายรัฐบาลที่ให้ความสำคัญในการส่งเสริมและสนับสนุนอุตสาหกรรมการท่องเที่ยวในประเทศ ทำให้สถานการณ์การท่องเที่ยวในประเทศไทยในปัจจุบัน มีจำนวนนักท่องเที่ยวเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง โดยในปี 2560 จากสถิติของสภาอุตสาหกรรมท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย หรือ สทท. ระบุว่า มีจำนวนนักท่องเที่ยวเข้ามาในประเทศไทยเกือบ 35 ล้านคน ซึ่งจำนวนนักท่องเที่ยวที่เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องดังกล่าว เป็นผลจากประเทศไทยมีปัจจัยบวกด้านการท่องเที่ยวหลายๆ ด้าน รวมถึงด้านผู้ประกอบการด้านท่องเที่ยวต่างๆ ที่มีส่วนผลักดันให้นโยบายของรัฐบาลด้านการท่องเที่ยวขับเคลื่อนจนบรรลุเป้าหมาย ประกอบกับปัจจัยบวกที่สำคัญอีกด้านหนึ่งคือ ปัจจัยเรื่องความปลอดภัยของนักท่องเที่ยว
กองบัญชาการตำรวจท่องเที่ยว ได้เล็งเห็นความสำคัญในปัจจัยด้านความปลอดภัย ในชีวิตและทรัพย์สินให้กับนักท่องเที่ยวทั้งชาวไทยและชาวต่างชาติ จึงได้กำหนดนโยบายด้านการปฏิบัติ ให้สอดคล้องกับนโยบายของรัฐ และยุทธศาสตร์ของสำนักงานตำรวจแห่งชาติ คือ ยุทธศาสตร์ด้านการดูแลรักษาความปลอดภัยและให้บริการแก่นักท่องเที่ยวต่างชาติ (พ.ศ. 2559 - 2562) โดยได้บูรณาการปฏิบัติกับทุกภาคส่วน ในช่วงเทศกาลคริสต์มาส และปีใหม่ 2561 ซึ่งเป็นช่วงที่มีนักท่องเที่ยวต่างชาติเข้ามาท่องเที่ยวประเทศไทย อย่างหนาแน่น เหมือนทุกๆ ปี พล.ต.ท.สาคร จึงได้ริเริ่มโครงการสร้างความเชื่อมั่นในเทศกาลคริสต์มาสและปีใหม่ 2561 เพื่อรองรับนักท่องเที่ยวในช่วง Holiday season ของปีนี้ โดยทำพิธีปล่อยแถวแสดงกำลังสร้างความเชื่อมั่นในเทศกาลคริสต์มาสและปีใหม่ 2561 เพื่อการพัฒนาเศรษฐกิจด้านการท่องเที่ยวอย่างยั่งยืน ตามเจตนารมณ์ ที่จะให้การบริการด้านการอำนวยความสะดวกและความปลอดภัยแก่นักท่องเที่ยวช่วงเทศกาลคริสต์มาสและปีใหม่ พ.ศ. 2561 ให้เกิดประสิทธิภาพยิ่งขึ้น และเพื่อสร้างความร่วมมือระหว่างภาครัฐและภาคประชาชน บริษัท ห้างร้าน และประชาชน ร่วมมือช่วยเหลือดูแลนักท่องเที่ยว และเพื่อให้นักท่องเที่ยวตระหนักความปลอดภัยในชีวิต และทรัพย์สินของตนเองขณะเดินทางท่องเที่ยวในช่วงเทศกาล เกิดการดูแลตนเองมากขึ้น ลดความเสี่ยงในการเกิดเหตุระหว่างช่วงเทศกาล และนักท่องเที่ยวมีทัศนคติที่ดี เกิดความประทับใจในการท่องเที่ยวในประเทศไทย ทั้งด้านการได้รับบริการ และด้านความปลอดภัย และมีความเชื่อมั่นในความปลอดภัยที่จะได้รับตลอดการมาเยือนประเทศไทย โดยพิธีปล่อยแถวในครั้งนี้ได้เชิญภาครัฐ และภาคเอกชน รวมทั้งเอกอัครราชทูตจากประเทศต่างๆ เข้าร่วมพิธีกันอย่างคับคั่ง



