ข่าว

คุก 2 ปีปรับ 2 หมื่น บ.เมก้า สารเคมีรั่ว SCB คร่า 8 ชีวิต

คุก 2 ปีปรับ 2 หมื่น บ.เมก้า สารเคมีรั่ว SCB คร่า 8 ชีวิต

21 ธ.ค. 2560

คุก 2 ปีปรับ 2 หมื่น "สองผู้บริหาร-วิศวกรบริษัท" ร่วมประมาทระบบดับเพลิง สารเคมีรั่วไหลปี59 ชดใช้ 3 ครอบครัวเสียชีวิต 2.1 ล้านบาท

 

          ที่ห้องพิจารณา 911 ศาลอาญา ถ.รัชดาภิเษก วันที่ 21 ธ.ค.60 เวลา 10.00 น. ศาลนัดฟังคำพิพากษาคดีสารเคมีระบบดับเพลิงไพโรเจนฟุ้งกระจายจนมีผู้เสียชีวิต ที่สำนักงานใหญ่ธนาคารไทยพาณิชย์ (SCB)คดีหมายเลขดำ อ.1764/2559 ที่พนักงานอัยการสำนักงานคดีอาญา 7 และครอบครัวของนายวิรัช ดีดพิณ , นายพีรพัฒน์ กอยประโคน , น.ส.กรรณิการ์ ประจิตร์ หรือสินศิริ คนงานที่เสียชีวิตระหว่างติดตั้งระบบป้องกันอัคคีภัย ร่วมกันเป็นโจทก์ ยื่นฟ้อง นายณพงษ์ สุขสงวน อายุ 45 ปี ประธานกรรมการบริษัท เมก้า แพลนเน็ต จำกัด , นายอดิศร โฟดา อายุ 51 ปี กก.บจก.เมก้าฯ , นายจิระวัฒน์ เปรมปรีดิ์ อายุ 30 ปี วิศวกรโครงการปรับปรุงระบบป้องกันอัคคีภัยของ บจก.เมก้าฯ, นายสมคิด ตันงาม อายุ 59 ปี กรรมการ บจก.โจนส์ แลง ลาซาลล์ แมนเนจเม้นท์ จำกัด , นายสมคิด จันทร์หอม อายุ 36 ปี หัวหน้าช่าง บจก.โจนส์ แลงฯ , นายตรีภพ ยังประเสริฐกุล อายุ 37 ปี ผู้จัดการดูแลอาคาร บจก.โจนส์ แลงฯ , น.ส.ขจรจิต พรหมดีราช อายุ 45 ปี พนักงานบริษัท เอบิต มัลติซิสเต็ม จำกัด ที่รับช่วงต่อจาก บจก.เมก้าฯ ควบคุมดูแลการวางท่อระบบดับเพลิงภายในอาคาร , นายบุญเสริม กระจาด อายุ 36 ปี วิศวกร บจก.เอบิตฯ ที่คุมคนงาน , บจก.เมก้า แพลนเน็ต , บจก.โจนส์ แลงฯ เป็นจำเลยที่ 1-10 ในความผิดฐานร่วมกันกระทำโดยประมาทเป็นเหตุให้ผู้อื่นถึงแก่ความตาย และได้รับอันตรายแก่กายและอันตรายสาหัส ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 291, 300, 390

          ตามฟ้องอัยการโจทก์เมื่อวันที่ 3 มิ.ย.59 สรุปว่า เมื่อวันที่ 13 มี.ค.59 เวลากลางคืน จำเลยทั้งหมด ซึ่งมีนายณพงษ์ จำเลยที่ 1 และนายอดิศร จำเลยที่ 2 เป็นกรรมการผู้จัดการ มีอำนาจหน้าที่ในการบริหารงานต่างๆ ของ บจก.เมก้าฯ จำเลยที่ 9 ควบคุม สั่งการ และมอบนโยบายในการดำเนินงานแก่พนักงานของจำเลยที่ 9 เมื่อวันที่ 21 ธ.ค. 2558 จำเลยที่ 9 ได้ทำสัญญากับธนาคารไทยพาณิชย์ จำกัด (มหาชน) รับจ้างปรับปรุงและบำรุงรักษาระบบ Fire Risk Assessment โดยให้จำเลยที่ 9 ทำการติดตั้งระบบดับเพลิงแบบไนโตรเจน ที่ห้องเอกสารสำคัญชั้นบี 2 (ใต้ดิน) ประตู 5 อาคารไทยพาณิชย์ สำนักงานใหญ่ แขวงจตุจักร เขตจตุจักร กทม.จำเลยที่ 1-3 รู้อยู่แล้วว่าเป็นสถานที่มีการติดตั้งระบบดับเพลิงไพโรเจนที่ใช้สารเคมีแอโรซอลซึ่งเป็นสารเคมีอันตราย จำเลยที่ 1-3 มีหน้าที่ต้องดูแลความปลอดภัย แต่จำเลยที่ 1-3 ไม่ได้แจ้งให้ลูกจ้างและบุคคลอื่นที่ว่าจ้างมาทำงานทราบถึงการทำงานของระบบดับเพลิงไพโรเจนที่อาจเป็นอันตรายซึ่งเกิดขึ้นจากการทำงานเจาะกำแพง , เพดาน อีกทั้งไม่ได้จัดให้มีการฝึกอบรมความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับระบบการทำงานของเครื่องดับเพลิงไพโรเจน และอุปกรณ์เพื่อให้ลูกจ้างสวมใส่คุ้มครองความปลอดภัย , ไม่ได้แจ้งถึงวิธีการออกจากสถานที่เมื่อเกิดเหตุระบบดับเพลิงทำงานที่จะปล่อยสารแอโรซอลออกมา รวมทั้งไม่ได้หาอุปกรณ์ตรวจจับควัน

          ดังนั้นเมื่อลูกจ้างของจำเลยที่ 1-3 และบุคคลอื่นที่จำเลยว่าจ้างมา ได้ใช้สว่านไฟฟ้าเจาะกำแพง , เพดาน ภายในห้องเก็บเอกสารสำคัญที่เป็นสถานที่ปิด จึงเกิดควันและฝุ่นจำนวนมากสะสมอยู่ภายในห้อง แล้วเมื่อเครื่องตรวจจับควัน สามารถตรวจจับฝุ่นควันได้ จึงทำให้ระบบดับเพลิงไพโรเจนทำงานแล้วปล่อยสารแอโรซอลออกมา เป็นผลให้ลูกจ้างของจำเลยสูดหายใจเอาสารแอโรซอลเข้าไปในร่างกายจำนวนมาก กระทั่งนายวิรัช ดีดพิณ , นายพีรพัฒน์ กอยประโคน , นายสายฝน แล่นโคตร , นายยุทธนา คนการ , นายเพชร มหาสนิท , นายนัฒฐวุฒิ นาสมพงษ์ , น.ส.วิลัย ขันทอง และ น.ส.กรรณิการ์ ประจิตร์ หรือสินศิริ รวม 8 รายถึงแก่ความตาย เนื่องจากขาดอากาศหายใจเพราะพิษก๊าซคาร์บอนมอนอกไซด์ และทำให้นายฉัตรชัย ขันทอง ได้รับอันตรายสาหัส เหตุเกิดที่แขวงจตุจักร เขตจตุจักร กทม. ชั้นพิจารณาจำเลยทั้ง 10 คนให้การปฏิเสธต่อสู้คดี โดยระหว่างพิจารณาคดีจำเลยทั้งหมดได้ประกันตัวไป คนละ 500,000 บาท

          โดยวันนี้ จำเลยทั้ง 10 พร้อมทนายความ เดินทางมาศาลพร้อมฟังคำพิพากษา โดยมีญาติและบุคคลใกล้ชิดมาร่วมให้กำลังใจ ขณะที่เดียวกันมารดาของนายวิรัช ดีดพิณ ที่เสียชีวิต ซึ่งพิการนั่งรถวิลแชร์ ก็เดินทางมาพร้อมบุตรสาว 2 คน ของนายวิรัช เพื่อร่วมรับฟังคำพิพากษาด้วย

          ทั้งนี้ ศาลพิเคราะห์พยานหลักฐานแล้ว มีประเด็นต้องวินิจฉัยว่า จำเลยที่ 1-10  กระทำความผิดตามฟ้องหรือไม่นั้น เห็นว่า เมื่อวันที่ 21 ธ.ค.58 "บจก.เมก้าฯ" จำเลยที่ 9 ได้ทำสัญญากับ ธ.ไทยพาณิชย์ฯ รับจ้างปรับปรุงและบำรุงรักษาระบบ Fire Risk Assessment เพื่อทำการติดตั้งระบบดับเพลิงแบบไนโตรเจน โดยระหว่างติดตั้งนั้นในห้องที่เกิดเหตุไม่ได้มีการปิดระบบดับเพลิงเดิมแบบไพโรเจน เป็นเหตุให้มีสารเคมีแอโรซอลที่ใช้ดับเพลิงฟุ้งกระจายออกมา โดย บจก.เมก้าฯ จำเลยที่ 9 เป็นผู้มีวิชาชีพเฉพาะต้องมีความรู้ความเชี่ยวชาญอย่างดีว่ามีการใช้สารเคมีที่เป็นอันตราย มีหน้าที่ดูแลความปลอดภัย แต่กลับปล่อยให้คนงานเสี่ยงภัยโดยไม่ได้ปิดระบบดับเพลิงเดิม

          ส่วน "นายณพงษ์ และนายอดิศร" ผู้บริหาร บจก.เมก้าฯ จำเลยที่ 1-2 แม้ไม่มีส่วนเกี่ยวข้องโดยตรง แต่มีหน้าที่กำกับดูแลให้บริษัทจำเลยที่ 9 รักษาความปลอดภัย ขณะที่ "นายจิระวัฒน์" จำเลยที่ 3 เป็นหัวหน้างานมีหน้าที่ต้องควบคุมดูแลความปลอดภัย แต่กระทำโดยประมาทไม่ปิดระบบดับเพลิงเดิม ไม่ควบคุมในที่เกิดเหตุ จำเลยที่ 1, 2 , 3 , 9 จึงมีความประมาทร่วมด้วยทำให้เกิดอันตรายต่อชีวิตขึ้น

          สำหรับ "นายบุญเสริม" จำเลยที่ 8 เป็นผู้ประสานงานได้รับมอบหมายจากจำเลยที่ 3 ไม่ได้เป็นหัวหน้าควบคุมสั่งการ เป็นผู้ควบคุมแผนงานเจาะยึดท่อทั่วไป ไม่ได้มีหน้าที่ป้องกันอันตรายจากระบบดับเพลิงเดิม จึงไม่ได้กระทำการที่เป็นเหตุประมาท เช่นเดียวกับ "นายสมคิด ตันงาม จำเลยที่ 4, นายสมคิด จันทร์หอม จำเลยที่ 5, นายตรีภพ จำเลยที่ 6 และ บจก.โจนส์ แลงฯ จำเลยที่ 10" มีหน้าที่ควบคุมดูแลสถานที่ตามปกติ โดยจำเลยที่ 10 ต้องประสานงานสอดคล้องกับแบบขออนุญาตเข้าทำงานจึงไม่มีหน้าที่ปรับปรุงหรือแต่งเติมระบบ ส่วน "น.ส.ขจรจิตร" จำเลยที่ 7 ไม่มีฐานะเป็นนายจ้าง ไม่มีหน้าที่จัดหาคนงานและฝึกอบรม เพียงแต่แจ้งให้ทราบถึงระบบดับเพลิงเดิม จึงไม่ผิดตามฟ้อง

          พิพากษาว่า นายณพงษ์ จำเลยที่ 1, นายอดิศร จำเลยที่ 2 และนายจิระวัฒน์ จำเลยที่ 3 มีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 291, 300 , 390 ซึ่งเป็นกระทำกรรมเดียวแต่ผิดกฎหมายหลายบท ให้ลงโทษฐานร่วมกันกระทำโดยประมาทเป็นเหตุให้ผู้อื่นถึงแก่ความตาย และได้รับอันตรายแก่กายและอันตรายสาหัส ตามมาตรา 291 ซึ่งเป็นบทหนักสุด จำคุกจำเลยที่ 1, 2,3 คนละ 2 ปี และปรับ 20,000 บาท ส่วน บจก.เมก้าฯ จำเลยที่ 9 ให้ปรับ 20,000 บาท

          แต่เมื่อพิเคราะห์พฤติการณ์แล้ว จำเลยที่ 1, 2 และ 3 ไม่เคยต้องโทษมาก่อน อีกทั้งความประมาทที่เกิดขึ้นในการปิดระบบดับเพลิงเดิมก็นอกเหนือจากความสามารถของจำเลย ซึ่งขณะเกิดเหตุจำเลยก็ได้ใช้ความระมัดระวัง ดังนั้นจึงเห็นควรให้โอกาสจำเลยโดยรอลงอาญาคนละ 2 ปี และให้ร่วมกันชดใช้ค่าสินไหมทดแทนแก่ครอบครัวผู้เสียชีวิต 3 ราย ในส่วนที่เป็นค่าขาดไร้อุปการะ รวม 2.1 ล้านบาทพร้อมดอกเบี้ยร้อยละ 7.5 ต่อปี นับจากวันเกิดเหตุ 13 มี.ค. 2559 ส่วนค่าปลงศพที่โจทก์ร่วมร้องขอนั้น ศาลเห็นว่าที่ผ่านมา บจก.เมก้าฯ จำเลยที่ 9 ได้ชดใช้แล้วครอบครัวละประมาณ 1.5-1.6 แสนบาท จึงไม่พิจารณาให้อีกในส่วนนี้

          ส่วนจำเลยที่ 4-8 และ 10 ซึ่งเป็นกลุ่มผู้บริหาร บจก.โจนส์ แลงฯ ที่ดูแลบริหารอาคารสถานที่ และพนักงานบริษัทเอบิตฯ ซึ่งรับช่วงมาจาก บจก.เมก้าฯ ในการจัดหาคนงานนั้น ให้ยกฟ้อง

          ภายหลัง นายณพงษ์, นายอดิศร ผู้บริหาร บจก.เมก้าฯ, นายจิระวัฒน์ และ บจก.เมก้าฯ ก็ได้ชำระค่าปรับ 20,000 บาท โดยนายณ.พงษ์ ประธานกรรมการ บจก.เมก้าฯ ปฏิเสธที่จะให้ความเห็นถึงคดีว่าจะมีการยื่นอุทธรณ์คดีต่อไปหรือไม่ โดยกล่าวเพียงสั้นๆ ว่าจะต้องรอเอกสารทางคดีจากศาลก่อน

          ด้านนายสุริเยศ ทรงมีชัย ทนายความของกลุ่ม บจก.เมก้าฯ ก็กล่าวเพียงว่า ไม่ขอกล่าวถึงบทลงโทษที่ศาลตัดสิน ส่วนจะมีการอุทธรณ์หรือไม่ต้องหารือกับคู่ความก่อน โดยที่ผ่านมาระหว่างการถูกดำเนินคดี บริษัทก็ได้เยียวยาครอบครัวของผู้เสียชีวิตและบาดเจ็บไปด้วย

          ผู้สื่อข่าวรายงานว่า สำหรับจำเลยที่ยกฟ้อง หากอัยการพิจารณาเห็นว่าควรต้องยื่นอุทธรณ์ต่อไปก็จะต้องดำเนินการยื่นอุทธรณ์ภายใน 30 วัน นับจากวันนี้ หรือขอขยายอุทธรณ์.