
อภิสิทธิ์สั่งอุทธรณ์ศาลปค.คดีมาบตาพุด1ต.ค.
"อภิสิทธิ์ สั่งหน่วยงานรัฐเตรียมยื่นอุทธรณ์ศาลปกครองวันพรุ่งนี้ ยืนยันปฏิบัติตามรธน.ทุกประการ โครงการมาบตาพุดที่ผ่านมาผ่านผลการศึกษาผลกระทบสวล.แล้ว"
(30 ก.ย.) เมื่อเวลา 13.00 น. นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี แถลงหลังการประชุมครม.เศรษฐกิจ กรณีที่ศาลปกครองสั่งคุ้มครองชั่วคราวในนิคมอุตสาหกรรมมาบตาพุด ตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 67 ว่า ที่ประชุมรับทราบและมอบให้กระทรวงอุตสาหกรรม และกระทรวงต่างๆ สำนักงานอัยการสูงสุดรวมทั้งสำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกาไปหารือเพื่ออุทธรณ์คำสั่งดังกล่าวใน 1 - 2 วันนี้ โดยหลักปฏิบัติของรัฐบาล คือ อุทธรณ์เฉพาะโครงการที่อนุญาตไปแล้วเพื่อให้โครงการเดินต่อไปได้ และมีปัญหาที่ต้องสอบถามศาลปกครองว่า ถ้าจะออกคำสั่งระงับกิจกรรมต่างๆ จะให้ใช้เหตุผลและอำนาจตามกฎหมายลักษณะใดเพราะสิ่งที่ทำไปก่อนหน้านี้ 14 โครงการและมีการออกใบอนุญาตจากการนิคมอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทยที่อนุญาตให้ก่อสร้างและเกิดการประกอบการเมื่อก่อสร้างเสร็จ รวมทั้งอีกส่วนหนึ่งได้รับใบอนุญาตจากกรมโรงงานนั้น คำถามคือมาตรการชั่วคราวนั้นจะเพิกถอนหรือระงับรูปแบบใด เพราะตรงนี้ไม่มีความชัดเจน ซึ่งจะยื่นอุทธรณ์ไปพร้อมกัน
นายกฯ กล่าวต่อว่า โครงการที่กำลังดำเนินการอนุมัตินั้นจะชะลอไว้ก่อนจนกว่าศาลจะมีความชัดเจนในเรื่องที่ยื่นอุทธรณ์ไป และสิ่งที่ดำเนินไปก่อนหน้านี้คำวินิจฉัยของศาลนั้น ศาลเห็นว่าบรรดาโครงการใดๆก็ตาม โครงการที่มีความจำเป็นต้องศึกษาผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมนั้น ศาลก็ใช้มาตรการชั่วคราวเพื่อระงับโครงการเหล่านี้เพื่อให้มีความชัดเจนและปฏิบัติตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 67 แต่สิ่งที่รัฐบาลยืนยันคือรัฐบาลปฏิบัติตามมาตราดังกล่าวอยู่แล้ว โครงการที่เดินหน้าไปนั้น คือ โครงการที่รัฐบาลเห็นว่าไม่มีผลกระทบรุนแรงกับชุมชน โดยอาศัยการศึกษาวิเคราะห์ผลกระทบทางสิ่งแวดล้อมเป็นเกณฑ์การกำหนดโครงการ นอกจากนั้นพื้นที่มาบตาพุดก็ยึดถือตามมติที่ออกมาเมื่อปี 2550 ว่าการขยายหรือเปิดกิจการ มันมีเงื่อนไขในการไปปรับลดผลกระทบสิ่งแวดล้อมจากโครงการเดิมที่มีอยู่ รัฐบาลยึดถือแนวปฏิบัตินี้บนความเข้าใจว่าการให้ดำเนินการตรงนี้ได้มันเป็นการลดผลกระทบกับสิ่งแวดล้อม แต่เมื่อศาลมีคำวินิจฉัยแบบนี้ก็ต้องขอความชัดเจนถึงแนวปฏิบัติ เพราะแม้แนวปฏิบัติจะเป็นเช่นใดแต่รัฐบาลปฏิบัติตามรัฐธรรมนูญและต้องการให้ได้ข้อยุติอย่างเร็ว เพราะจะเป็นปัญหาความไม่แน่นอนและความเชื่อมั่นกับการลงทุน เพราะนักลงทุนให้ความสำคัญกับกฎและกติกา
เมื่อถามถึงความคืบหน้าการตั้งองค์กรอิสระตามรัฐธรรมนูญเพื่อมาดูแลโครงการต่างๆที่อาจสร้างผลกระทบกับสิ่งแวดล้อมจากข้อร้องเรียนของประชาชนมาบตาพุดที่เคยยื่นไว้กับนายกฯ นายอภิสิทธิ์ กล่าวว่า ตอนนี้สิ่งที่ต้องปฏิบัติตามรัฐธรรมนูญมาตรา 67 คือการปรับขบวนการประเมินผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมที่ต้องให้ครอบคลุมทางด้านการประเมินผลกระทบกับสุขภาพให้ชัดเจนขึ้น โดยความเห็นจากองค์กรอิสระนั้นกำลังดำเนินการอยู่เพื่อกำหนดแนวทาง แต่การตั้งองค์กรอิสระที่ตนได้รับข้อร้องเรียนมานั้นไม่ได้ระบุชัดว่าต้องทำด้วยวิธีใด เพราะแต่ละวิธีมันมีข้อดีและข้อเสียเพราะบทบัญญัติที่เขียนอยู่ไม่ได้เขียนลักษณะที่ว่าต้องมีองค์กรอิสระตามที่หลายคนเข้าใจและไม่ได้บังคับว่าต้องเป็นแบบนั้น แนวทางที่เสนอมานั้นอาจจะเป็นการขึ้นทะเบียนองค์กรอิสระที่ไม่ได้อยู่ในระบบราชการ โดยองค์กรเหล่านี้จะให้ความเห็นและมีส่วนร่วมในขบวนการประเมินผลกระทบต่างๆ โดยพร้อมที่จะดำเนินการแต่ตอนนี้ปัญหาส่วนใหญ่คือการตีความกฎหมายที่ไม่ตรงกันว่ารูปแบบที่ควรจะทำนั้นควรจะเป็นเช่นใด ยืนยันว่ารัฐบาลปฏิบัติตามรัฐธรรมนูญคือโครงการใดที่มีผลกระทบรุนแรง ก่อนดำเนินโครงการนั้นจะขอความเห็นจากองค์กรอิสระก่อน
เมื่อถามว่าความไม่แน่นอนในสิ่งที่เกิดขึ้น นักลงทุนอาจย้ายฐานและถอนการลงทุนจากไทย นายกฯกล่าวว่า หากยืดเยื้อมันก็เป็นเรื่องหนักใจ หากได้ข้อยุติเร็วก็อธิบายได้ เพราะธุรกิจต้องคำนึงถึงผลกระทบกับสิ่งแวดล้อม แต่หากเกิดความไม่แน่นอนสูงนั้นย่อมส่งปผลกับการตัดสินใจ และต้องอธิบายว่าเมื่อกฎหมายกำหนดไว้รัฐบาลต้องปฏิบัติตาม ผู้ที่จะชี้ขาดว่าอะไรเป็นไปตามกฎหมายหรือไม่คือระบบศาล ฉะนั้นต้องเคารพ แต่รัฐบาลไม่ได้นิ่งนอนใจและยังมั่นใจว่าปฏิบัติตามรัฐธรรมนูญ ฉะนั้นวันที่ 1 ต.ค.จะเร่งเรื่องการยื่นอุทธรณ์
เมื่อถามว่า ศาลระบุว่าควรนำหลักเศรษฐกิจพอเพียงมาเเก้ปัญหา นายกฯ กล่าวว่า ตอนนี้กระบวนการพิจารณาตามมาตรา 67 ของรัฐธรรมนูญเป็นกลไกที่ดูแลอยู่แล้วเพื่อไม่ให้เกิดผลกระทบที่รุนแรง และพื้นที่มาบตาพุดนั้นนอกจากการศึกษาผลกระทบด้านสิ่งแวดล้อม ยังมีมติในการลดผลกระทบด้านสิ่งแวดล้อมด้วย ฉะนั้นมันคือการล็อกในภาพรวมไปแล้ว วันนี้ยังปรับโครงสร้างให้คณะกรรมการชายฝั่งทะเลภาคใต้ให้มาดูแลเรื่องนี้ทั้งหมดด้วยเพราะมองเห็นปัญหาว่าการขยายตัวของอุตสาหกรรมนั้นส่งผลกระทบกับชุมชน และการบริหารจัดการจะเป็นปัญหาไปเรื่อยๆหากไม่มีการทบทวนแนวทางการพัฒนาทั้งหมด มันจึงเป็นการตั้งโจทย์ขึ้นใหม่เพื่อให้สำนักงานคณะกรรมกาการพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาตินำไปศึกษาและรายงานกลับมา โดยนายอำพน กิตติอำพน เลขาธิการสำนักงานคณะกรรมกาการพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติขอเวลาหนึ่งเดือน
“ ผมให้การบ้านสภาพัฒน์หนึ่งเดือน สมมติว่าจะหยุดเลยผลกระทบจะเป็นเช่นใดทั้งการขยายตัวทางเศรษฐกิจ การจ้างงานรายได้ และเทียบเคียงกับสิ่งที่จะมาทดแทนเช่นรายได้จากภาคบริการ การท่องเที่ยว ครีเอทีฟอีโคโนมี่ ที่ผ่านมาแต่ละหน่วยงานดึงการลงทุนเข้ามาโดยไม่ได้หารือกันในภาพรวมจริงๆว่าเราต้องการอุตสาหกรรมแบบใด แค่ไหน”นายกฯกล่าว



