
แถลงรวบบริษัททัวร์ลอยแพ-แก๊งคอลเซ็นเตอร์
รอง ผบช.ท่องเที่ยว แถลงรวบบริษัททัวร์เถื่อนจัดทริปฮ่องกง ลอยแพลูกทัวร์ และขบวนการแก๊งคอลเซ็นเตอร์ไต้หวัน
18 ธ.ค. 60 เมื่อเวลา 17.30 น. ที่ กองกำกับการ 3 กองบังคับการตำรวจท่องเที่ยว 1 ท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ จ.สมุทรปราการ พล.ต.ต.ธัชชา ธาตุศาสตร์ รองผู้บัญชาการตำรวจท่องเที่ยว พล.ต.ต.สุรเชษฐ์ หักพาล รองผู้บัญชาการตำรวจท่องเที่ยว พล.ต.ต.ธรรมนูญ ไตรทิพยพงศ์ ผบก.ภ.จว.สมุทรปราการ นายธนิต วัฒน์ธนนันท์ ผอ.ส่วนควบคุมทางศุลกากรสำนักงานตรวจของผู้โดยสารท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ พร้อมด้วยเจ้าหน้าที่หน่วยงานเกี่ยวข้อง ร่วมกันแถลงผลการจับกุม นายไกรวุฒิ ไกรสรศิวเวท อายุ 38 ปี เจ้าของบริษัททัวร์ วีทราเวล พลัส จำกัด ที่ลอยแพลูกทัวร์กว่า 20 คน ที่จะเดินทางไปท่องเที่ยวฮ่องกง เมื่อวานนี้
ผู้ต้องหาตามหมายจับของศาลจังหวัดสมุทรปราการ ที่ จ.1018/2560 ในความผิดฐานประกอบธุรกิจนำเที่ยวโดยไม่ได้รับอนุญาต ถึงแม้ทางผู้ต้องหาจะคืนเงินให้ผู้เสียหายครบตามจำนวนแล้วก็ตาม แต่เนื่องจากเมื่อทำการตรวจสอบจากสารบบของสำนักทะเบียนกรมการท่องเที่ยวแล้ว พบว่า บริษัท วีทราเวล พลัส จำกัด ครบกำหนดชำระค่าธรรมเนียมในวันที่ 4 พฤศจิกายน ที่ผ่านมา แต่จากการประสานกับนายทะเบียนธุรกิจนำเที่ยวและมัคคุเทศก์ภาคเหนือ เขต 3 (พิษณุโลก) ได้รับแจ้งว่า บริษัททัวร์ดังกล่าวถูกยกเลิกทะเบียนบริษัทนำเที่ยวไปแล้ว เมื่อวันที่ 2 ตุลาคม ที่ผ่านมา และได้รับเงินประกันคืนเรียบร้อยแล้ว ดังนั้น การที่ผู้ต้องหารับจัดโปรแกรมนำเที่ยวทั้งที่ไม่มีใบประกอบธุรกิจนำเที่ยว จึงถือว่าเป็นความผิด ในข้อกล่าวหาว่า ประกอบธุรกิจนำเที่ยวโดยไม่ได้รับอนุญาต ก่อนควบคุมตัวส่งพนักงานสอบสวน สภ.ท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ สมุทรปราการ เพื่อดำเนินคดีตามกฎหมาย
นอกจากนี้ พล.ต.ต.ธัชชา พล.ต.ต.สุรเชษฐ์ ยังได้ร่วมกันแถลงผลการจับกุมตัว นายหวัง จิง ติง (Mr.Wang Jing-Ting) อายุ 20 ปี ชาวไต้หวัน พร้อมของกลาง บัตรเดบิตธนาคารต่างๆ ของประเทศจีน (Union Pay) จำนวน 58 ใบ เครื่องรับรหัสธุรกรรมทางการเงิน หรือ Token และซิมการ์ดโทรศัพท์อีกจำนวนหนึ่ง โดยจับกุมได้บริเวณช่องตรวจไม่มีสิ่งของต้องสำแดง (ช่องเขียว) ทางออก B ศุลกากรท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ สมุทรปราการ
ทั้งนี้ สืบเนื่องจากเวลาประมาณ 10.30 น. ของวันนี้ เจ้าหน้าที่ศุลกากรประจำท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ ได้พบเห็นชายลักษณะคล้ายชาวจีน เดินถือกระเป๋าสัมภาระผ่านช่องตรวจไม่มีสิ่งของต้องสำแดง (ช่องเขียว) ทางออก B อาคารผู้โดยสารขาเข้าระหว่างประเทศ ต้องสงสัยว่าจะมีสิ่งของผิดกฎหมายซุกซ่อนมาในกระเป๋าสัมภาระ เจ้าหน้าที่จึงแสดงบัตรขอตรวจค้น ซึ่งจากการตรวจค้นสัมภาระในกระเป๋าล้อลาก ได้พบสินค้าประเภทอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ สำหรับทำธุรกรรมทางการเงิน พร้อมบัตรอิเล็กทรอนิกส์ของบุคคลอื่นๆ และเอกสาร โดยสินค้าทั้งหมดถูกจัดแบบเป็นชุด บรรจุในซองพลาสติกอีกทอดหนึ่ง โดยไม่มีเสื้อผ้าของชายคนดังกล่าวเลยแม้แต่ชิ้นเดียว ซึ่งสิ่งของทั้งหมดที่ตรวจพบเป็นสิ่งของที่ยังไม่ได้ชำระค่าภาษีอากร ของต้องห้าม ต้องจำกัด หรือของที่ยังมิได้ผ่านศุลกากรโดยถูกต้องเข้ามาในราชอาณาจักร เจ้าหน้าที่จึงคุมตัวมาทำการสอบสวน
จากการสอบสวนเบื้องต้น ทราบว่า ผู้ต้องหารายนี้ชื่อ นายหวัง จิง ติง เป็นชาวไต้หวัน ได้เดินทางมาจากเมืองไทเป ด้วยสายการบินไทย เที่ยวบิน ทีจี 637 ส่วนกระเป๋าใบดังกล่าว นายหวัง จิง ติง อ้างว่า มีคนที่รู้จักกันว่าจ้างให้หิ้วกระเป๋ามาส่งลูกค้าในประเทศไทย โดยจะมีคนมารอรับที่ท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ ตนไม่ทราบว่าในกระเป๋าใบดังกล่าวมีอะไร และเมื่อส่งมอบกระเป๋าเสร็จ ตนก็จะบินกลับทันที เพื่อไปรับค่าจ้างจากผู้ว่าจ้างที่เมืองไทเป
พล.ต.ต.สุรเชษฐ์ กล่าวว่า จากการสืบสวนและตรวจสอบของกลางทั้งหมด เชื่อว่ามีส่วนเกี่ยวข้องกับเครือข่ายแก๊งคอลเซ็นเตอร์ในประเทศไต้หวัน ที่มาใช้ไทยเป็นฐานในการกระทำความผิด เนื่องจากบัตรที่พบเป็นของจริง ลักษณะเป็นการว่าจ้างให้เปิดบัญชีและนำบัตรมาให้แก๊งคอลเซ็นเตอร์นำไปใช้หลอกลวงเหยื่อที่ประเทศไต้หวันหลงเชื่อและโอนเงินเข้ามายังบัญชีเหล่านี้ เบื้องต้น จึงยึดของกลางทั้งหมดไว้ตรวจสอบ และแจ้งข้อกล่าวหาว่า นำเข้ามาในราชอาณาจักรไทยซึ่งของที่ยังมิได้ผ่านพิธีการศุลกากร และมีไว้เพื่อนำออกใช้ซึ่งบัตรอิเล็กทรอนิกส์ของผู้อื่นโดยมิชอบ ก่อนคุมตัว นายหวัง จิง ติง ส่งพนักงานสอบสวน สภ.ท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ สมุทรปราการ เพื่อสอบสวนดำเนินคดีตามกฎหมายต่อไป



