
ความงามแห่งฤดูใบไม้ร่วง ที่ปูซาน
สัมผัสความงดงามแห่งฤดูใบไม้ร่วงที่ปูซาน : เรื่องโดย ประดิษฐ์ พูลสาริกิจ
สายลมเย็นโชย แสงแดดอ่อนรอดทะลุใบไม้สีแดง ส้ม เหลือง ตัดกับท้องฟ้าสีคราม ขณะที่อีกหลายใบร่วงปลิวไปตามพื้น หนุ่มสาว เด็กเล็ก รวมทั้งผู้สูงอายุจูงมือคู่ชีวิตในชุดรัดกุมหลากสีเดินไปตามทางใต้ทิวแถวของต้นไม้ เป็นภาพที่สวยงามตระการตา กระตุ้นความรู้สึกให้นึกถึงภาพวาด Walking in Autumn ของ Paul Gauguin ศิลปินโพสต์อิมเพรสชั่นนิสม์ ที่เป็นภาพคนสามคนกำลังเดินเล่น ข้างทางเป็นต้นไม้สีส้ม ท้องฟ้าสีน้ำเงิน พื้นเขียวน้ำเงินเข้มเปื้ยนสีแดงของใบไม้ และอีกหลายๆ ภาพของเขาที่เต็มไปด้วยสีสันสดใสสวยงามเข้ากับฤดูกาล
ปูซาน เป็นเมืองขนาดใหญ่อันดับสองของเกาหลีใต้ เป็นเมืองตากอากาศที่คุณจะพบชายหาดทอดยาว เกาะแก่งหลากหลาย ธรรมชาติ ป่าไม้ที่มีสีสันสวยงาม รวมทั้งแหล่งอารยธรรม แหล่งรวมอาหารท้องถิ่นจากทุกภาคของประเทศ อีกทั้งที่พักและการคมนาคมก็สะดวกสบาย ทำให้การไปเยือนเป็นเรื่องง่าย
ทริปนี้ถือเป็นครั้งแรกของผมที่มาเที่ยวเมืองปูซาน แต่เป็นครั้งที่สองที่มาเกาหลีใต้ โดยครั้งแรกนั้นผมแค่มาต่อเครื่องที่นี่เพื่อไปที่เกาะเจจู แต่ทริปนี้ผมเป็นแขกเดินทางร่วมกับ HAPPY KOREA โดยรัฐบาลเกาหลีใต้ร่วมกับบริษัท HAPPY KOREA By KTCC ให้การสนับสนุนการเดินทาง
Mr. Shim Jeong-Bo, President of Busan Tourism Organisation ได้ให้การต้อนรับคณะของพวกเรา เขาเล่าว่า เมืองปูซานติด 1 ใน 52 เมืองน่าท่องเที่ยวของโลกในปี ค.ศ. 2017 ของเดอะนิวยอร์กไทม์ นอกจากความความทันสมัยแล้ว ที่นี่ยังมีธรรมชาติที่ยอดเยี่ยม เป็นเมืองท่าเรืออันดับ 1 ของเกาหลีใต้ และอันดับ 5 ของโลก ในช่วงสงครามเกาหลี คนเกาหลีทุกภูมิภาคอพยพมาที่ปูซาน ที่นี่จึงเป็นแหล่งรวมอาหารและวัฒนธรรมเกาหลีจากทุกภาค รัฐบาลเกาหลีใต้จึงพยายามประชาสัมพันธ์ให้นักท่องเที่ยวได้รู้จักเมืองนี้ และจากการสำรวจของ booking.com ปูซานติดอันดับหนึ่งด้านอาหารที่น่าสนใจจากทั้งหมดสิบเมืองในเอเชีย
นอกจากนี้ระบบขนส่งสาธารณะของปูซานยังสะดวก เข้าถึงแหล่งท่องเที่ยวและที่พักได้ง่าย ที่นี่มีงานเทศกาลทั้งปี เช่น เทศกาลภาพยนตร์ เทศกาลดอกไม้ไฟ และ Busan One Asia Festival ซึ่งเป็นเทศกาลเกี่ยวกับ K-POP เป็นต้น ซีรีส์เกาหลีที่เราติดตามกัน 50% นั้นก็ถ่ายทำที่ปูซาน
มีข้อมูลในปี ค.ศ. 2017 ช่วงเดือนมกราคมถึงสิงหาคมว่า มีนักท่องเที่ยวต่างชาติประมาณสองล้านสองแสนคนมาเที่ยวที่ปูซาน อันดับหนึ่งเป็นนักท่องเที่ยวชาวญี่ปุ่น รองลงมาเป็นจีนและเวียดนามตามลำดับ แต่ปีนี้เมื่อเทียบกับปีที่แล้ว จำนวนนักท่องเที่ยวลดลง 15% ในจำนวนนี้เป็นนักท่องเที่ยวจีนเสีย 50% เนื่องจากปัญหาการเมืองระหว่างประเทศ แต่นักท่องเที่ยวจากประเทศอื่นมีจำนวนเพิ่มขึ้น รวมทั้งนักท่องเที่ยวชาวไทยด้วย Mr. Shim กล่าว
คุณตุ๊กตา หรือ Hong Ji Hee, CEO ของ Korea Thailand Communication Centre เล่าว่าให้ฟังว่า ทัวร์เกาหลีที่แข่งขันกันทำราคาต่ำๆ นั้นได้ทำลายธุรกิจท่องเที่ยวเกาหลีไปเป็นอย่างมาก แต่กับทัวร์ระดับ incentive ที่เป็นตลาดที่ราคาสูงขึ้นมานั้นทำให้ลูกทัวร์ประทับใจได้จากการเที่ยวแบบเจาะลึก ได้กินอาหารดี ๆ ในแบบที่คนเกาหลีกินกันจริงๆ รวมทั้งโรงแรมที่พักชั้นดี
ในการเดินทางครั้งนี้เราไปกันในช่วงฤดูใบไม้ร่วง อากาศกำลังเย็นสบาย ทำให้ไม่เหนื่อยมากนักกับการเดินขึ้นลงเขา หลังจากลงเครื่องที่สนามบินกิมแฮ เมืองปูซาน พวกเรามุ่งหน้าลงใต้ไปที่ทงยอง (Tongyeong)
กระเช้าลอยฟ้าพาขึ้นเขามิรุกซา (Mt Mireusan) ป่าไม้เบื้องล่างที่นี่เพิ่งจะเร่ิม ๆ เปลี่ยนสี พอให้ได้เห็นสีส้ม สีแดงบ้างเป็นหย่อมๆ หากเรามาช้าอีกสัก 10 วันก็น่าจะได้เห็นผืนป่าเป็นสีส้มแดงทั้งผืน บนเขามิรุกซามีจุดชมวิว 4 จุด ระหว่างทางเดินรอดซุ้มต้นสน ใบไม้หลากสี มีจุดให้เราถ่ายภาพเป็นที่ระลึก เช่น ประติมากรรมเรียงหินรูปหัวใจ เรือรบเต่าก่อด้วยหิน และตุ๊กตามาสคอตตามจุดชมวิวน่ารักๆ
บนยอดสุดมีแท่งหินสลักตัวเลขความสูงของยอดเขามิรุกซาตั้งตระหง่านพร้อมด้วยทัศนียภาพ 360 องศา เห็นชายฝั่งทะเลใต้ของเมืองปูซาน ทางทิศใต้ของเมืองทงยองมีเกาะแก่งสวยงามมากมาย มองไปทางทิศตะวันออกเฉียงใต้อาจจะเห็นเกาะสึชิมะ (Tsushima) ของญี่ปุ่นที่อยู่ห่างออกไปประมาณ 80 กิโลเมตร รวมทั้งสมรภูมิรบทางทะเลในสมัยโบราณ ทิศเหนือเป็นเนินเขาที่ป่าไม้ยังอุดมสมบูรณ์
ใกล้ ๆ กันที่ตีนเขา Yeohwangsan ไม่ไกลจากเขามิรุกซาเป็นที่ตั้งของฐานบัญชาการเซเบียงกวาน (Sebyeonggwan) ศูนย์กลางของอดีตศูนย์บัญชาการกองทัพเรือ Samdosuguntongjeyeong สมัยราชวงศ์โชซ็อน ในอดีต เกาหลีและญี่ปุ่นทำสงครามกันมาอย่างยาวนาน ครั้งหนึ่งญี่ปุ่นยกกองเรือ 300 กว่าลำบุกมาที่นี่ นายพลอีซุนชินได้คิดค้นสร้างเรือเต่า หรือเรือโคบุกซอน 12 ลำ ซึ่งถือว่าเป็นเรือรบหุ้มเกราะลำแรกของโลก เพื่อใช้สู้รบกับกองทัพเรือญี่ปุ่นจนชนะหลายครั้ง
แต่ท้ายสุดในช่วงที่ญี่ปุ่นเข้ายึดครองเกาหลี สถานที่แห่งนี้ถูกทหารญี่ปุ่นทำลาย อาคารต่าง ๆ นับร้อยหลังในค่ายเหลือเพียงอาคารหลักหลังใหญ่ (Sebyeonggwan Hall) เพียงหลังเดียว เพื่อเอาไว้ใช้เป็นโรงเรียนสอนภาษาญี่ปุ่น เป็นอาคารโถงเปิดโล่งใช้เสาไม้ขนาดใหญ่ ตกแต่งลวดลายเขียนสีตามขื่อและคานสีสันสวยงามตามแบบสมัยโชซ็อน ป้ายชื่อ Sebyeonggwan เขียนโดยนายพลอีซุนชิน ในภาษาเกาหลีแปลว่า การล้างทำความสะอาดอาวุธ เป็นการสื่อความหมายถึงความหวังและสันติภาพ ปัจจุบันได้มีการสร้างและบูรณะอาคารขึ้นมาใหม่ ได้กลับมา 43 หลัง ใช้เวลา 13 ปี และขึ้นทะเบียนเป็นโบราณสถานสำคัญของประเทศ
พวกเรานั่งรถย้อนกลับขึ้นมาที่ปูซาน
ที่เขากึมจองซาน (Geumjeongsan) ใบไม้เปลี่ยนสีเกือบจะทั่วทั้งป่าแล้ว ที่นี่เป็นที่เดินป่าฝ่าทะเลหิน (Sea of Rock) ชมหน้าผา และความงามทางธรรมชาติ และเป็นที่ตั้งของวัดบอมอซา (Beomeosa) ระหว่างทางเดินขึ้นเนินเขาไปวัดนั้นถูกปกคลุมด้วยต้นไม้ใหญ่หลากสีสันสวยงามร่มรื่น ทั้งใบเมเปิ้ล ใบแปะก๊วย และใบอื่น ๆ อีกหลายชนิดเปลี่ยนเป็นสีแดง ส้ม เหลือง สวยงามตื่นตาตื่นใจเป็นอย่างมาก จำนวนผู้คนที่นี่ค่อนข้างคึกคัก เพราะมาที่เดียวได้สองเด้งคือได้ทั้งชมธรรมชาติและเข้าวัดไหว้พระสวดมนต์ ปฏิบัติธรรม ชมความงามของวัดเก่าแก่อายุ 1,300 ปี ที่สร้างขึ้นช่วงสมัยอาณาจักรชิลลา
การที่วัดตั้งอยู่บนเขาก็เพื่อหลีกเร้นจากความวุ่นวายของสังคมเมือง และอาศัยความสงบบนป่าเขาเพื่อสวดมนต์ภาวนาสงบจิตใจ วัดเก่าแก่แห่งนี้เคยถูกญี่ปุ่นทำลายไปบางส่วนเมื่อปี ค.ศ.1592 แต่ได้รับการบูรณะขึ้นมาใหม่ในปี ค.ศ.1713 งานสถาปัตยกรรมของที่นี่ละเอียดอ่อน สีสันสวยงาม อาจเรียกได้ว่าเป็นที่สุดหรืออันดับต้น ๆ ของเกาหลีเลยก็ว่าได้
สถานที่ตั้งที่สวยงามท่ามกลางหุบเขาและธรรมชาติกับลายเขียนสีบนสถาปัตยกรรมของวัดต่างเกื้อหนุนกัน ส่งผลทางความงามให้เป็นหนึ่งเดียว ภายในวัดมีวิหารต่างๆ และกุฏิสงฆ์ตั้งเรียงรายลดหลั่นอยู่ตามเชิงเขาหลายหลัง เเต่ละหลังมีพระพุทธรูปประดิษฐาน ภายใน มีภาพจิตรกรรมฝาผนังเล่าเรื่องราวพุทธประวัติ ในวันที่เราไปนั้นมีพุทธศาสนิกชนเข้าไปสวดมนต์อยู่ในวิหารต่างๆ จำนวนมาก บางวิหารผู้คนล้นออกมาที่ระเบียงด้านนอก บ้างก้มกราบ บ้างพนมมือถือหนังสือสวดมนต์ท่ามกลางแดดอ่อนๆ ดูแล้วน่าศรัทธาเลื่อมใสยิ่งนัก
อีกสถานที่หนึ่งที่ไม่เอ่ยถึงไม่ได้คือ พิพิธภัณฑ์ศิลปะ Clayarch Gimhae Museum เป็นสถาปัตยกรรมสไตล์โมเดิร์นแต่กลมกลืนกับธรรมชาติ ชื่อ “Clayarch” เป็นคำประสมของ clay และ arch ซึ่งเป็นคำย่อของ “architecture” รวมเป็น Clayarch มีเป้าหมายเพื่อค้นพบความสัมพันธ์ระหว่างเซรามิกและสถาปัตยกรรม ซึ่งเป็นทิศทางใหม่สำหรับงานศิลปะเซรามิก
พิพิธภัณฑ์นี้ประกอบด้วยอาคารหลายอาคารแต่ที่สำคัญคือ Dome House เป็นห้องนิทรรศการทรงโดม และ Clayarch Tower เป็นแลนด์มาร์กของที่นี่ ผนังภายนอกประดับด้วยกระเบื้องเคลือบ (Fired Painting) เขียนสีสีสันสดใสไม่ซ้ำกันจำนวน 5,036 แผ่น ออกแบบโดย Sang Ho Shin ศิลปินชื่อดังของเกาหลีใต้ บ่งบอกถึงการเปลี่ยนแปลงเครื่องแต่งกายของงานสถาปัยกรรม (Fired Painting - Architecture Changing its Attire) เบื้องหลังสุนทรียภาพแห่งการแสดงออกนี้ค่อย ๆ ส่งผ่านอย่างเป็นธรรมชาติผ่านกระบวนการเผาดินเป็นกระเบื้องเคลือบเขียนสีสีสันสดใส
ภาพวาดที่วาดบนกระดาษหรือบนผืนผ้าใบอาจไม่ยั่งยืน แต่ภาพวาดบนกระเบื้องเซรามิกคงอยู่ตลอดไป
ตัวอาคารและลวดลายประดับมีลักษณะเป็นรูปทรงเรขาคณิต มีความขัดแย้งอยู่ในทีกับต้นไม้และธรรมชาติภายนอก แต่ถูกผูกประสานรวมกันได้ด้วยสีสันทั้งจากกระเบื้องและใบไม้หลากสี โดยเฉพาะในช่วงฤดูใบไม้ร่วงนี้
วันที่เราเข้าชมเป็นช่วงเวลาที่ห้องนิทรรศการทรงโดมจัดแสดงนิทรรศการศิลปะจากเซรามิก From, In, To Jingdezhen; Eight Experiences โดย 8 ศิลปิน Derek Au, Felicity Aylieff, Jin Zhenhua, Lee Seunghee, Thomas Schmidt + Jeffrey Miller, Takeshi Yasuda, Wang Jian, Zhang Ming
นิทรรศการนี้รวบรวมวิสัยทัศน์ของศิลปินเก้าคน (ศิลปินเดี่ยวเจ็ดคน และศิลปินคู่หนึ่งคู่) ที่โชคชะตาพาให้ได้ทำเวิร์กชอปร่วมกันที่ Jingdezhen ซึ่งถือว่าเป็นเมืองหลวงของเครื่องลายครามของประเทศจีน และได้นำผลงานศิลปะเซรามิกร่วมสมัยมาจัดแสดงที่นี่ โดยนิทรรศการนี้จัดแสดงไปจนถึงเดือนมีนาคม 2018
Mr. Kim Jinho, manager of PR & support เล่าว่า ในอดีต Gimhae เป็นที่ตั้งของหมู่บ้านที่ผลิตเครื่องเซรามิก Buncheong ในสมัยโชซ็อน และ Gaya ซึ่งเป็นเซรามิกคุณภาพดี ดินที่ใช้มีสีสันหลากหลาย จึงเลือกสถานที่แห่งนี้เป็น Clayarch Gimhae Museum
ด้วยสถาปัตยกรรมที่โดดเด่นและธรรมชาติที่สวยงาม ที่นี่จึงมีมุมสวย ๆ สำหรับถ่ายภาพ รวมทั้งเป็นที่ถ่ายทำซีรีส์เหมือนกับหลาย ๆ สถานที่ที่เราไป
เรื่องของสีสันยังไม่จบ คราวนี้ไปดูอะไรออกจะพาสเทลหน่อย เราไปกันที่หมู่บ้านวัฒนธรรมกัมชอน (Gamchoen Culture Village) หรือเรียกว่า “Korea’s Santorini” หรืออีกชื่อคือ Machu Picchu of Busan ชื่อเรียกนี้มาจากลักษณะอันโดดเด่นของหมู่บ้านสีสันสดใสที่ตั้งอยู่บนเนินเขา เรียงตัวสลับกันไปมา
ต้องขอเล่าย้อนไปในช่วงสงครามเกาหลี เกาหลีเหนือรุกคืบยึดกรุงโชล คนเกาหลีใต้อพยบหนีสงครามลงใต้มาถึงปูซาน ปักหลักที่หุบเขาที่มีลักษณะเป็นแอ่งกระทะ สร้างบ้านเรือนเบียดเสียดเรียงรายสลับไปมาตามทางเดินเป็นขั้นบันได พอสงครามสิ้นสุดลง นักท่องเที่ยวที่มาเที่ยวทะเลที่อยู่ใกล้ๆ มองขึ้นมาบนเนินเขาเห็นหลังคาบ้านสีฟ้าสดใสจึงเริ่มมีคนขึ้นมาเที่ยว
ต่อมารัฐบาลจึงส่งเสริมให้เป็นแหล่งท่องเที่ยว มีการพัฒนาปรับปรุงทัศนียภาพให้น่าอยู่มากยิ่งขึ้น โดยปรับเปลี่ยน หมู่บ้านให้มีสีสันโดดเด่นด้วยการทาสี วาดภาพตามกําแพงและตัวบ้านให้ดูสดใสน่ารัก รวมทั้งนำศิลปินเข้ามาสร้างผลงานศิลปะ บ้านเรือนหลายหลังเปลี่ยนเป็นสตูดิโอและแกลเลอรี บางจุดเป็นร้านขายสินค้า ทั้งสินค้าพื้นเมือง สินค้าสมัยใหม่ รวมไปถึงอาหาร ร้านกาแฟ ถือเป็นหนึ่งในลิสต์ของชาวฮิปสเตอร์ที่ห้ามพลาด
อากาศเย็นสบายเหมาะกับการสันทนาการ
ทีมงานพาเรานั่งรถออกไปนอกตัวเมืองกิมแฮ สองข้างทางเป็นทุ่งนาและภูเขา เราไปปั่นจักรยานบนรางรถไฟ (Bridge rail bike) ที่ Gimhae Nakdong-gang Railpark เป็นจักรยานสี่ล้อสี่ที่นั่ง ใช้คนปั่นสองคนไปตามรางรถไฟที่ไม่ได้ใช้งานแล้ว เขาดัดแปลงมาใช้กับจักรยานซึ่งมีหลายคัน เราปั่นรอดซุ้มสะพานโครงเหล็กที่ทอดยาวข้ามแม่น้ำ แสงแดดอ่อนไม่ทำให้ร้อน แต่แสงทำให้เกิดเงาของโครงสะพานเป็นสายไขว้ไปมาบนพื้น แม่น้ำกว้าง มองเห็นสะพานโครงเหล็กคู่ขนาน ยอดหญ้าไหวตามลม ทิวเขาลิบ ๆ และท้องฟ้าสีครามสดใส ช่างปลอดโปร่งโล่งสบาย
เมื่อปั่นข้ามสะพานแล้วก็ขึ้นจุดหมุนวนแล้วปั่นกลับ รวมระยะทาง 3 กิโลเมตร ไม่ไกลเกินไป แต่ก็เล่นเอาแข้งขาอ่อนไปได้เหมือนกันครับ ดีที่อากาศสดชื่นเย็นสบายทำให้หายใจกันได้เต็มปอด พอลงจักรยานที่จุดเดิม เราเดินต่อตามรางรถไฟไปอีกไม่กี่ก้าวก็ถึงปากทางเข้าอุโมงค์ ที่นี่คือ Raspberry Wine Cave ซึ่งเป็นอุโมงค์รถไฟเก่าที่แปรสภาพมาเป็นที่บ่มและขายไวน์ราสเบอร์รีรสชาติเยี่ยมขึ้นชื่อของกิมแฮ เราเดินเข้าไปในอุโมงค์ลึกหลายร้อยเมตร ที่นี่ตกแต่งด้วยไฟสวยงาม มีจุดสลัว จุดสว่าง มีไฟส่องให้เราถ่ายรูปได้ ในนี้มีเคาน์เตอร์บาร์ให้นั่งดื่มไวน์ท่ามกลางบรรยากาศสลัว ๆ โรแมนติก แน่นอนเราต้องลอง มันช่างเป็นไวน์ที่ดื่มง่าย มีความหอมหวานของราสเบอร์รี ให้ความสดชื่นสนุกสนานขึ้นมาเลยทีเดียว น่าประทับใจครับ
สุดท้ายจะไม่พูดถึงเรื่องอาหารได้ยังไง
อาหารเกาหลีนั้นมีรสชาติอ่อนๆ เน้นความเป็นธรรมชาติ ความสด ทั้งอาหารทะเลอย่างปูยักษ์ Snow Crab ที่นึ่งใหม่ๆ สด หวาน อร่อย หรือ Galmi Shabu Shabu หอยนางนวลชาบูที่จับจากธรรมชาติ ทำกันสดๆ ต้มพร้อมผักสดชนิดต่าง ๆ เช่น ผักกาด กะหล่ำปลี หัวไช้เท้า ให้รสชาติหอมหวานของเนื้อหอยมาก
ไก่ตุ๋นสมุนไพร เป็นไก่สดทั้งตัวที่ถูกเลี้ยงตามธรรมชาติตุ๋นรวมกับสมุนไพรอยู่ในหม้อดินเผา ตั้งบนเตาไฟกลิ่นหอมฉุย พร้อมเครื่องเคียงแบบเกาหลีมากมาย
เมนูปิ้งย่างเช่น เมนูคาลบี เป็นอาหารแบบปิ้งย่างที่มีชื่อเสียงของเกาหลี ใช้ซี่โครงหมูหมักกับเครื่องปรุงจนเนื้อนุ่มแล้วนำไปย่างบนตะแกงโลหะซี่เล็กๆ บนเตาไฟร้อนๆ กินกับเครื่องเคียง
เซ็ตปลาย่าง (Roasted fish)
สมกับเป็นเมืองที่โอบล้อมด้วยทะเล ปลาซาบะและปลาคังฉิย่างชิ้นโตเบ้อเร่อ แบะเห็นเนื้อที่ผ่านความร้อนสีน้ำตาลสวยน่ากิน ทั้งหมดล้วนกินกับเครื่องเคียงประเภทกิมจิ
อาหารเกาหลีถือเป็นอาหารสุขภาพ นอกจากกิมจิจะเต็มไปด้วยวิตามิน ยังอัดแน่นไปด้วยจุลินทรีย์แล็กโตบาซิลัส (Lactobacillus) ที่ให้กรดแล็กติก ที่เกิดขึ้นจากการกระบวนการหมักดอง ซึ่งเป็นประโยชน์กับสุขภาพของช่องท้องอย่างมาก กิมจิมีกว่า 200 ชนิดครับ 5 อันดับแรกที่นิยมกันคือ กิมจิผักกาด กิมจิหัวไช้เท้า กิมจิแตงกวา กิมจิคะน้า กิมจิต้นหอม
แม้อาหารเกาหลีจะรสชาติค่อนข้างอ่อน แต่เราเพิ่มความเข้มข้นได้จากเครื่องเคียงทั้งกิมจิ เต้าเจี้ยว น้ำจิ้มต่างๆ เท่านี้ก็ช่วยเสริมรสชาติความอร่อยได้แล้ว ผมกินอาหารเกาหลีแล้วรู้สึกได้ถึงความโล่งสบายตัวนะ…
แล้วพบกันใหม่ครับ ปูซาน



