ข่าว

ภาพลวงตาเมล์เอ็นจีวี

ภาพลวงตาเมล์เอ็นจีวี

30 ก.ย. 2552

ในที่สุดที่ประชุมคณะรัฐมนตรีก็มีมติเช่ารถเมล์เอ็นจีวี 4,000 คัน ตามที่กระทรวงคมนาคมเสนอ หลังจากให้ "สภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ" (สภาพัฒน์) ไปศึกษาข้อดี-ข้อเสียในการเช่า-ซื้อ-เปิดสัมปทาน จนได้ข้อสรุปของแต่ละแนวทาง

หลังการประชุม "อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ" นายกรัฐมนตรี แถลงเหตุผลของที่ประชุม ครม.ที่มีมติเห็นชอบโครงการดังกล่าว โดยอ้างผลการศึกษาของ "สภาพัฒน์" ที่ระบุว่า "การเช่า" มีความเสี่ยงน้อยกว่าการจัดซื้อ และดูจากประวัติ ขสมก.จะพบว่าค่าซ่อมบำรุงต้องใช้เงินจำนวนมาก

 โครงการดังกล่าวจะจัดเช่าในเวลา 10 ปี รถเมล์ลอตแรกจะมาถึงในอีก 15 เดือนข้างหน้า และจะครบ 4,000 คัน ภายใน 2 ปี นอกจากนี้ได้มอบให้  "โสภณ ซารัมย์" รมว.คมนาคม ไปจัดทำแผนการบริหารจัดการเรื่องโครงการเกษียณอายุก่อนราชการของพนักงาน ขสมก.กว่า 7,000 คน ให้เรียบร้อย เนื่องจากโครงการนี้จะนำรถติดระบบตั๋วอิเล็กทรอนิกส์มาใช้ ซึ่งจะกระทบกับพนักงานอย่างแน่นอน

 นอกจากนี้ ต้องไปจัดหาอู่หรือสถานีเอ็นจีวี รวมทั้งขั้นตอนการเช่าต้องโปร่งใส แล้วให้นำเรื่องกลับมาเสนอยัง ครม.เพื่ออนุมัติแผนการบริหารงานอีกครั้ง

 หากดูรายละเอียดทั้งหมดแล้ว โครงการรถเมล์เอ็นจีวีที่เคยเสนอต่อที่ประชุมคณะรัฐมนตรี แทบไม่มีอะไรต่างจากที่ "โสภณ" เคยเสนอมาก่อนหน้านี้

 ต่างกันเพียงครั้งนี้มี "สภาพัฒน์" เป็นตัวการันตีโครงการนี้ เหมือนเป็น "คนกลาง" ไปศึกษาก่อนเสนอ ครม.ไม่ใช่ความเห็นของ "นักการเมือง" เหมือนที่ผ่านมา

 โครงการรถเมล์เช่าใช้ก๊าซเอ็นจีวี 4,000 คัน เป็นส่วนหนึ่งของแผนปรับปรุงการบริหารจัดการและบริการขององค์การขนส่งมวลชนกรุงเทพ (ขสมก.) ได้ผ่านความเห็นชอบจาก ครม.ช่วงปลาย "รัฐบาลสมัคร สุนทรเวช" เมื่อวันที่ 2 กันยายน 2551 ภายหลังผ่านการทบทวนของคณะกรรมการพิเศษระดับรัฐมนตรีที่มี "พล.ต.สนั่น ขจรประศาสน์" รองนายกรัฐมนตรี จากพรรคชาติไทยพัฒนา เป็นประธานถึง 3 รอบ

 ตั้งแต่เริ่มต้นโครงการนี้กระทรวงคมนาคมตั้งเรื่องให้มีการเช่ารถเมล์ปรับอากาศใช้ก๊าซเอ็นจีวี จำนวน 6,000 คัน วงเงิน 111,690 ล้านบาท ระยะเวลา 10 ปี ตามที่ ขสมก.คาดว่าเมื่อสิ้นสุดโครงการในปี 2563 จะมีกำไร 30,136.41 ล้านบาท

 แต่ "พล.ต.สนั่น" ได้คัดค้านใน ครม.จนมีการตั้งคณะกรรมการพิเศษระดับรัฐมนตรีขึ้นมาพิจารณาโครงการเป็นการเฉพาะ และที่ประชุมมอบหมายให้ "พล.ต.สนั่น" เป็นประธาน

 จากนั้นจึงมีการปรับลดจำนวนการเช่ารถเมล์ปรับอากาศใช้ก๊าซเอ็นจีวีลงเหลือ 4,000 คัน พร้อมกับลดวงเงินลงมาเหลือ 62,598.33 ล้านบาท โดยอัตราค่าเช่ารถจะอยู่ที่วันละ 5,100 บาทต่อคัน ครอบคลุม 145 เส้นทาง พร้อมทั้งได้มอบหมายให้ ขสมก.ไปดำเนินขั้นตอนเปิดประมูล ซึ่งในขณะนั้นคาดว่าจะสามารถให้บริการได้ในเดือนกรกฎาคม 2552

 ต่อมาใน "รัฐบาลสมชาย วงศ์สวัสดิ์" ได้ตกลงกันตั้งแต่ช่วงตั้งรัฐบาลแล้วว่า จะต้องมีการทบทวนการดำเนินโครงการนี้โดยหยิบยกประเด็นที่สำนักงานคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ตั้งข้อสังเกตถึงการจัดหาอู่โดยวิธีการเช่าซื้อหรือจัดหาพื้นที่ที่เป็นทรัพย์สินของทางราชการวงเงินประมาณ 5,000 ล้านบาท ที่กำหนดให้รัฐบาลจะต้องจ่ายค่าเช่าเป็นระยะเวลา 10 ปี จากนั้นที่ดินจะตกเป็นของเอกชน ซึ่งทำให้รัฐบาลเสียเปรียบ อีกทั้งใน 10 ปีข้างหน้ามูลค่าที่ดินจะเพิ่มขึ้นและในกรณีที่รัฐจะต้องจัดหาที่ดินจากอู่ในระยะต่อจากนั้นจะต้องหาที่ดินจากที่ใด

 จนกระทั่ง "รัฐบาลอภิสิทธิ์" โครงการนี้ได้ถูกนำมาเสนออีกครั้งโดย "โสภณ ซารัมย์" รมว.คมนาคม จากพรรคภูมิใจไทย ช่วงแรกโครงการนี้ถูกตีกลับหลายครั้ง

 สร้างความไม่พอใจให้แก่สมาชิก "พรรคภูมิใจไทย" เรียงหน้าออกมาให้สัมภาษณ์ "เอาคืน" โครงการของ "พรรคประชาธิปัตย์"

 เริ่มจาก "ชวรัตน์ ชาญนุกูล" รมว.มหาดไทย หัวหน้าพรรคภูมิใจไทย ที่ระบุว่าโครงการเช่าที่ดินของ "ถาวร เสนเนียม" รมช.มหาดไทย ต้องได้รับความเห็นชอบจาก "ชวรัตน์" ก่อน

 จนกลายเป็นประเด็นทางการเมืองระหว่าง "ประชาธิปัตย์" และ "ภูมิใจไทย" โดยมี "ชาติไทยพัฒนา" ถูกลากโยงมาเกี่ยวข้องด้วยการส่ง พล.ต.สนั่น เข้ามาร่วมตัดสินใจและดูรายละเอียดโครงการ

 ถูกคัดค้านตีกลับไปถึง 3 รอบ

 แต่สุดท้าย "โครงการรถเมล์เอ็นจีวี 4,000 คัน" เข้าสู่การพิจารณาของ ครม.อีกครั้งโดยใช้เวลาพิจารณาเพียง 30 นาทีเท่านั้น ด้วยรายละเอียดที่แทบจะไม่ผิดเพี้ยนไปจากเดิม

 จึงมีคำถามตามมาว่า เสียงคัดค้านโครงการนี้ตั้งแต่แรก เพราะความไม่ลงตัวของอะไร ของใคร พรรคไหน !