
รายงาน-ล้างบาง"ระบอบทักษิณ"
การโยกย้ายประจำปี 8 ตำแหน่ง ระดับ 10 ซึ่งเป็นตำแหน่งสำคัญๆ ในกระทรวงยุติธรรม แม้จะยัง "ขยักเหลือ" ไว้อีก 2 ตำแหน่ง
แต่ก็ถือเป็นการโชว์ความกล้าของ "รัฐบาลพรรคประชาธิปัตย์" หลังจากเงื้อง่าราคาแพง "ขู่ฟ่อ" มาตั้งแต่ต้นปี จนชาวบ้าน "เซ็ง" ไปตามๆ กัน
การย้ายครั้งนี้เป็นผลพวงที่ตกผลึกมาจากพรรค ไม่ใช่ไอเดียของ "พีระพันธุ์ สาลีรัฐวิภาค เจ้ากระทรวงตาชั่ง" เพียงคนเดียว
เพราะที่ผ่านมามีกระแสข่าวเป็นระยะว่า การไม่ตัดสินใจย้ายล้างขั้วอำนาจเก่าเช่นเดียวกับกระทรวงอื่นๆ เป็นเพราะเจ้ากระทรวงถูกดักฟังโทรศัพท์ และนำข้อมูลไป "แบล็กเมล์"
การจัดทำบัญชีรายชื่อแต่งตั้งโยกย้ายครั้งนี้จึงต้องพินิจพิเคราะห์อย่างถี่ถ้วน ทำกันแบบข้ามคืนข้ามวัน และเสร็จพอเหมาะพอดีก่อนเริ่มประชุมคณะรัฐมนตรี 29 กันยายน ไม่ถึงชั่วโมง
ในส่วนของ 2 ตัวเต็งที่อย่างไรก็ต้องย้ายให้ได้ คนแรกเป็น "พ.ต.อ.ทวี สอดส่อง" อธิบดีกรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ) ซึ่งรายนี้แม้จะพยายามประสานสิบทิศ วิ่งเข้าออกหลายสาย รวมถึงการต่อสายเพื่อวิ่งในไลน์เดียวกับ "พล.ต.อ.จุมพล มั่นหมาย" รอง ผบ.ตร. แต่ในที่สุดยังทำได้แค่พลิกโผเข้ามาเป็นรองปลัดกระทรวง ดูแลภารกิจยุติธรรมส่วนหน้าใน 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ แทนที่จะเข้ามานั่งตบยุงในกรุผู้ตรวจ
ต้องยอมรับว่า "ดีเอสไอ" เป็นหน่วยบังคับใช้กฎหมายสำคัญ ซึ่งการเมืองต้องการเข้าไปควบคุมเพื่อใช้งานเช่นเดียวกับสำนักงานตำรวจแห่งชาติ ขณะที่ พ.ต.อ.ทวี ก็มีความสัมพันธ์ลึกซึ้งกับขั้วอำนาจเก่าสายสีแดง จึงสั่งได้บ้างไม่ได้บ้าง
นอกจากนี้ในห้วงที่คดีซึ่งมีความเกี่ยวพันกับพรรคประชาธิปัตย์ถูกกล่าวโทษร้องทุกข์มากมาย จึงจำเป็นอย่างยิ่งที่ต้องเข้าไปดูแลให้เกิดความเป็นธรรม
และถ้าลากยาวไปถึงการเลือกตั้ง ยิ่งจำเป็นต้องกำกับดูแลการใช้เครื่องมือพิเศษให้เป็นไปอย่างถูกต้องตามกฎหมาย
ทั้งหมดทั้งปวงจึงเป็นเหตุผลที่ต้องเลือก "ธาริต เพ็งดิษฐ์" เลขาธิการสำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตในภาครัฐ (ป.ป.ท.) ซึ่งจัดเป็นคนที่ไว้ใจได้ แม่นข้อกฎหมาย ผิดพลาดน้อย มีดีกรีเป็นอดีตอัยการที่เคยเป็นรองอธิบดีดีเอสไอถึง 5 ปี ให้เข้าไปบริหารดีเอสไอแทนสายกากี
ซึ่ง "ธาริต" ก็ได้ฝากผลงานโดดเด่น โดนใจ "พีระพันธุ์ สาลีรัฐวิภาค" เจ้ากระทรวงตาชั่ง มาตลอด ไล่ตั้งแต่การสืบสวนคดีเพลิงไหม้ซานติก้าผับจนขยายผลไปถึงเครือข่ายปลอมใบอนุญาตประกอบวิชาชีพของวิศวกรผู้ควบคุมงานก่อสร้างและการหลบเลี่ยงภาษีหลายรายการ คดีทุจริตการประมูลจัดซื้อนมโรงเรียน
และล่าสุดกับการตรวจสอบกองทุนบำเหน็จบำนาญข้าราชการ (กบข.) ที่ดึงดันตรวจสอบแบบ "ถึงลูกถึงคน" จนกฤษฎีกาต้องยอมถอยยกเลิกการตีความอำนาจ ป.ป.ท. ส่งผลให้ "ขาใหญ่" อย่าง "วิสิฐ ตันติสุนทร" ต้องพ้นจากตำแหน่งเลขาธิการ กบข.
ส่วนอีกหนึ่งตัวเต็งที่เจ้าตัวเตรียมใจเก็บของใช้ส่วนตัวมานานเป็นสัปดาห์คือ "นัทธี จิตสว่าง" อธิบดีกรมราชทัณฑ์ ซึ่งรายนี้แม้จะพยายามโชว์ผลงานไม่หยุด
แต่ก็ไม่เข้าตาเจ้ากระทรวง โดยเหตุผลของการย้ายอ้างว่าต้องการปราบปรามเครือข่ายยาเสพติดในเรือนจำ ซึ่งต้องยอมรับว่าครั้งนี้ "อธิบดีนัทธี" โดนของแรง เพราะเคยเป็นอธิบดีกรมใหญ่ มีกำลังคนมากกว่าสำนักงานปลัดกระทรวงเสียอีก
อีกทั้งตำแหน่ง "รองปลัด" ยังว่างอีก 1 เก้าอี้ แต่การเมืองกลับเลือกโยน "นัทธี" ไปนั่งใน "กรุผู้ตรวจ"
สำหรับ "นัทธี" ถือว่าเป็นคนหนึ่งที่มีสายสัมพันธ์กับ "พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร" อดีตนายกรัฐมนตรี และที่ผ่านมา "พีระพันธุ์" รัฐมนตรียุติธรรม รู้สึกอึดอัดมาตลอดกับการทำงานของเขาที่ไม่สนองนโยบายเท่าที่ควร
สำหรับตำแหน่งสุด "เซอร์ไพรส์" หนีไม่พ้น "อธิบดีกรมบังคับคดี" ของ "ชูจิรา กองแก้ว" รองปลัดกระทรวงยุติธรรม ซึ่งเป็นที่รู้กันดีว่าใกล้ชิดแนบแน่นกับขั้วอำนาจเก่า ถือว่าเป็นกลุ่มสีแดงมากกว่าใครๆ เพราะสามีของ "ชูจิรา" เป็นเพื่อนสนิทของ "สมชาย วงศ์สวัสดิ์" ตั้งแต่ครั้งรับราชการเป็นผู้พิพากษา
ส่วน "ชูจิรา" ที่ผ่านมา ก็ได้รับความไว้วางใจจาก "สมชายและเยาวภา วงศ์สวัสดิ์" อย่างมาก
ขณะที่กรมบังคับคดีเป็นกรมใหญ่ซึ่งเป็นที่หมายปองของข้าราชการระดับ 10 และรองอธิบดีอาวุโส ระดับ 9 หลายคนของกระทรวงยุติธรรม ซึ่งทำให้มีแคนดิเดตให้เลือกมากมาย
การแต่งตั้ง "ชูจิรา" ให้นั่งคุม "ถังเงินใหญ่" ของกระทรวงยุติธรรม จึงสร้างความประหลาดใจเป็นอย่างยิ่งให้แก่คนในวงการตาชั่ง
อย่างไรก็ตาม การโยกย้ายครั้งนี้ถือว่าเป็นการ "ล้างบางระบอบทักษิณ" ครั้งใหญ่ในกระทรวงยุติธรรม
และเป็นครั้งแรกของ "รัฐบาลมาร์ค" ที่เข้าไปจัดการกับ "กลุ่มอำนาจเก่า" อย่างชัดเจน
และเป้าต่อไปที่ต้องจับตามองก็คือ การเข้าไป "สลายรัฐตำรวจ" ในสำนักงานตำรวจแห่งชาติ ที่ "กลุ่มอำนาจเก่า" ฝังรากลึกอยู่เช่นกัน หลังจากที่มีการแต่งตั้ง "พล.ต.อ.ปทีป ตันประเสริฐ" จเรตำรวจแห่งชาติ เป็นรักษาการ ผบ.ตร.
** ปิยะนุช ทำนุเกษตรไชย **



