ข่าว

จะไปแบบเน่าๆ อีกหรือ

จะไปแบบเน่าๆ อีกหรือ

30 ก.ย. 2552

การต่อรองทางการเมืองในสภาเรื่องการแก้ไขรัฐธรรมนูญ โดยเฉพาะมี 6 ประเด็นหลัก ซึ่งรายละเอียดต่างๆ ได้ถูกถกและนำเสนอต่อประชาชนไปแล้วนั้น จะเห็นได้ว่าเป็นเรื่องของนักการเมืองและผลได้ทั้งสิ้น การตรวจสอบจะถูกลดทอน

 นักการเมืองจะมีโอกาสเข้าไปยุ่มย่ามกับข้าราชการประจำ แสดงอิทธิพลในด้านต่างๆ สร้างความยำเกรง และผลสุดท้ายก็คือการแสวงหาผลประโยชน์ในรูปแบบต่างๆ อันมิควรได้ เป็นรากเหง้าของการเมืองแบบน้ำเน่า โดยมีเงินจากการทุจริต คอรัปชั่นเป็นน้ำเลี้ยง สร้างความร่ำรวยให้นักการเมือง ทำให้การลงทุนทางการเมืองเป็นวิธีที่ให้ผลตอบแทนอย่างรวดเร็วที่สุด

 ไม่น่าประหลาดใจว่านักการเมืองจึงต้องดิ้นรนขอแก้ไขรัฐธรรมนูญ ซึ่งเหมือนเขียนกฎ กติกาใหม่ หรือชงเอง กินเอง ลดทอนการตรวจสอบ ดังนั้นจะหวังให้การเมืองไทยพ้นจากน้ำเน่า มีความโปร่งใส คงยากเย็นแสนเข็ญ เมื่อระบบการเมืองน้ำเน่ามีตัวตายตัวแทน ทายาทอสูร สืบทอดเจตนา วิธีการ และยุทธวิธีกลโกงต่างๆ ปราศจากจิตสำนึกและยางอาย เป็นการเมืองซึ่งขาดคุณธรรม ไม่มุ่งเน้นการทำงานเพื่อประชาชน

 การแก้ไขรัฐธรรมนูญไม่ได้รับประกันว่านักการเมืองหรือการเมืองจะดีขึ้น พ้นจากวงจรอุบาทว์ หรือน้ำเน่า เพราะหน้าเดิมยังอยู่ แม้บางส่วนถูกห้ามยุ่งกับการเมืองเต็มตัว ก็เป็นระยะเวลา 5 ปี ยิ่งอยู่นานยิ่งพิสูจน์ให้เห็นการสะสมอำนาจ บารมีทางการเงิน การยอมรับ รวมทั้งวิธีการต่างๆ เพื่อให้รอดพ้นจากความผิดในคดีอาญาและการกล่าวโทษอื่นๆ ดังนั้น การเร่งให้แก้ใขรัฐธรรมนูญเท่ากับการเร่งให้การเมืองหวนคืนสู่ระบบเก่าอีกนั่นเอง

 นายอภิชาต สุขัคคานนท์ ประธานคณะกรรมการการเลือกตั้ง กล่าวเมื่อเร็วๆ นี้ว่า แม้ว่าตัวเองได้ดำรงตำแหน่งมาสามปีก็รู้สึกว่าการซื้อสิทธิขายเสียงยังมีมากอยู่ ไม่ทราบว่าเมื่อไหร่จะหมดไปและจากการที่ได้ไปดูงานในต่างประเทศ ก็พบว่าไทยแทบจะเป็นประเทศเดียวที่ยังหลงเหลือเรื่องการซื้อเสียงขายเสียงอยู่ได้ มาวันนี้ฝรั่งยังแปลกใจว่าเมืองไทยยังมีเรื่องแบบนี้อยู่อีกหรือ ทำอย่างไรจะหมดเรื่องนี้ไปได้ และยังเรียกร้องให้ทุกฝ่ายช่วยกันหามาตรการทางสังคมเพื่อให้ได้นักการเมืองที่พึงปรารถนา และทำให้การเมืองมีธรรมาภิบาล

 คงเป็นการยากที่จะประสบความสำเร็จ ตราบใดที่สังคมทุนนิยมและการเมืองไร้จิตสำนึกยังครอบงำบ้านเมือง ทุกวันนี้เกือบจะหาคนแสดงออกด้านความรักชาติไม่ได้ ดังเช่นกรณีเรียกร้องให้รัฐบาลและกองทัพจัดการเอาที่ดิน 4.6 ตารางกิโลเมตรคืนจากการครอบครองของกัมพูชา รวมทั้งการขายแผ่นดินให้ต่างชาติเข้ามาเป็นเจ้าของเพื่อทำเกษตรกรรม ปลูกข้าว โดยที่คนไทยซึ่งเห็นแก่เงิน ไม่เห็นแก่ชาติเป็นตัวตั้งตัวตีจัดการให้ต่างชาติเลี่ยงกฎหมายในรูปแบบต่างๆ

 ดังนั้น การแก้ไขรัฐธรรมนูญคงไม่สมควรจำกัดเฉพาะ ส.ส. หรือนักการเมือง เพราะประชาชนต้องมีส่วนร่วมทุกขั้นตอน เนื่องจากเป็นผู้มีส่วนได้ส่วนเสียโดยตรง และนักการเมืองยังต้องยกมือไหว้ประชาชนให้ลงคะแนน และบางคนยังใช้วิธีซื้อเสียงเพื่อจรรโลงการเมืองแบบน้ำเน่าเพื่อผลประโยชน์ส่วนตนและพวกพ้อง ทำให้การเมืองไทยแทบไม่เห็นอนาคตเพราะการไม่ยอมรับกฎ กติกานั่นเอง ดังนั้นผู้นำรัฐบาลจำเป็นต้องฟังเสียงประชาชนเมื่อมีแรงกดดันให้แก้ไขรัฐธรรมนูญ เพื่อรักษาผลประโยชน์ของบ้านเมือง