
มั่นใจ "ร่าง พ.ร.ป.ปราบโกง" ช่วยหนุนต้านโกง ตามเจตนา รธน.
"วุฒิศักดิ์"เผย "ร่าง พ.ร.ป.ปราบโกง" เสร็จทันเวลา ยันเพิ่มกลไกตรวจสอบ - ปม เผยบัญชีทรัพย์สินคงโดยสรุป-ไม่เพิ่มขั้นตอนแจ้งทรัพย์สินเพิ่มระหว่างรับตำแหน่ง
เมื่อวันที่ 10 ธันวาคม 2560 นายวุฒิศักดิ์ ลาภเจริญทรัพย์ รองประธานคณะกรรมาธิการวิสามัญพิจารณาพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญ (พ.ร.ป.) ว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต พ.ศ... สภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) กล่าวถึงความคืบหน้าการพิจารณาร่าง พ.ร.ป.ปราบทุจริต ว่า ภายในวันที่ 15 ธันวาคมนี้ กมธ.จะพิจารณาเนื้อหาทั้งหมดเสร็จสิ้น และเตรียมเสนอให้ที่ประชุมสนช. พิจารณา วาระสองและวาระสามได้ทันตามกรอบเวลา 60 วันซึ่งจะสิ้นสุดวันที่ 29 ธันวาคม นี้แน่นอน โดยสาระสำคัญของร่าง พ.ร.ป.ปราบทุจริต ยังให้ความสำคัญต่อบทบาทของภาคประชาชนด้านการมีส่วนร่วมเพื่อตรวจสอบการทุจริต ขณะที่ระบบการทำงานของ ป.ป.ช. นั้นเพิ่มความรัดกุม โดยการกำหนดระยะเวลาของการทำแต่ละคดีให้ชัดเจน ซึ่งเชื่อว่าประเด็นดังกล่าวจะไม่คั่งค้าง อีกทั้งกลไกที่เพิ่มอำนาจประชาชนร่วมตรวจสอบจะเป็นส่วนสนับสนุนรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ให้มีประสิทธิภาพต่อต้านการโกงได้
นายวุฒิศักดิ์ ยังกล่าวถึงข้อถกเถียงประเด็นการตรวจสอบและเปิดเผยบัญชีทรัพย์สินและหนี้สินของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองและบุคคลที่มีต้องยื่นตามกฎหมายกำหนดว่า ยังคงบทบัญญัติที่ให้เปิดเผยโดยสรุปไว้ในเนื้อหา แต่เพื่อให้ประชาชนสามารถตรวจสอบได้ กมธ.ฯ ทำข้อสังเกตไปยัง ป.ป.ช. ต่อแนวทางปฏิบัติด้วยว่า ข้อมูลส่วนบุคคล อาทิ เลขบัตรประจำตัวประชาชน, ที่อยู่ของบ้านพัก, เลขโฉนดที่ดิน ไม่ควรถูกเปิดเผย แต่รายละเอียดของทรัพย์สินที่ยื่นต่อ ป.ป.ช. ควรเปิดเผยทั้งหมด เหตุผลที่กมธ.ฯ ไม่ตัดถ้อยคำโดยสรุปออกจากกฎหมายเพราะเป็นบทบัญญัติที่รัฐธรรมนูญกำหนดไว้ ดังนั้นจะแก้ไขหรือเปลี่ยนแปลงอาจมีผลขัดแย้งกับรัฐธรรมนูญได้ และเรื่องที่เกี่ยวข้องกันเกี่ยวกับการเปิดเผยบัญชีทรัพย์สินและหนี้สิน ตามร่างกฎหมายจะกำหนดให้ประกาศในช่วงระยะเวลาใดเวลาหนึ่ง ตามที่ ป.ป.ช.จะกำหนดระเบียบต่อไป
นายวุฒิศักดิ์ กล่าวด้วยว่าสำหรับการยื่นบัญชีทรัพย์สินและหนี้สิน ร่างกฎหมายกำหนดให้ข้าราชการทุกระดับต้องแจ้งบัญชีของตนผ่านหน่วยงานและให้เก็บเป็นความลับ ขณะที่การยื่นบัญชีของผู้มีตำแหน่งทางการเมือง กมธ.ฯ คงรายละเอียดไว้เดิม คือ ยื่นเมื่อเข้ารับตำแหน่งและยื่นเมื่อพ้นจากตำแหน่งภายใน 30 วัน และพ้นจากตำแหน่งไปแล้ว 1 ปี โดยไม่มีเนื้อหาใหม่เพิ่มเติม เพราะมองว่ากรณีดังกล่าวไม่มีช่องโหว่ที่ทำให้เกิดการทุจริตหรือใช้อำนาจในทางมิชอบ และที่สำคัญเมื่อพ้นจากตำแหน่งผู้มีหน้าที่ต้องยื่นแจ้งทรัพย์สินให้ ป.ป.ช.ตรวจสอบอยู่แล้ว หากใครจะใช้หน้าที่เพื่อแสวงหาความร่ำรวย สุดท้าย ป.ป.ช.ต้องตรวจสอบข้อเท็จจริง นอกจากนั้นแล้วแม้กฎหมายจะกำหนดให้ยื่นบัญชีทรัพย์สินและหนี้สินก่อนรับตำแหน่งและหลังพ้นตำแหน่ง แต่ไม่มีข้อห้ามใดที่ ไม่ให้ผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองแจ้งรายการทรัยพ์สินที่ได้เพิ่มมาระหว่างดำรงตำแหน่ง ดังนั้นกรณีที่เป็นประเด็นวิจารณ์ในสังคม เช่น กรณีของพล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกฯ และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม ที่ใส่แหวนเพชร และสวมนาฬิกาแพงนั้น จึงไม่ใช่ประเด็นที่ต้องเขียนกฎหมายใดๆเพิ่มเติม.



