ข่าว

ที่ประชุมใหญ่ศาลฎีกา ชี้ เลือก  กกต.สายศาล ทำโดยเปิดเผย

ที่ประชุมใหญ่ศาลฎีกา ชี้ เลือก กกต.สายศาล ทำโดยเปิดเผย

08 ธ.ค. 2560

เปิดเบื้องหลัง ลงคะแนนเลือก กกต.สายศาล ที่ประชุมใหญ่ศาลฎีกาวินัจฉัย ว่า การให้ผู้พิพากษากาลงคะแนนบนบัตร เป็นการลงคะแนนโดยเปิดเผย ไม่ใช่ลับตามที่ถูกท้วงติง

        กรณีที่นายสมชัย ศรีสุทธิยากร รักษาการ กกต.ได้ออกมาเปิดเผยว่าการประชุมใหญ่ศาลฎีกาเมื่อวันที่ 6 ธ.ค.ที่ผ่านมาเพื่อเลือกผู้สมควรเป็น กกต. 2 คนนั้นจะขัดกับมาตรา 12 วรรคสาม ของ พ.ร.ป.ว่าด้วย กกต. ที่กำหนดให้ในการสรรหาหรือคัดเลือกให้ใช้วิธีการลงคะแนนโดยเปิดเผย  แต่กลับเป็นการลงคะแนนลับนั้น

        จากการตรวจสอบของผู้สื่อข่าวพบว่า ในการประชุมใหญ่ศาลฎีกาในการลงคะแนนเลือกผู้สมควรได้เป็น กกต.นั้น มีการเรียกประชุมรวม 2 ครั้ง ซึ่งจำนวนผู้พิพากษาที่มีในศาลฎีกาและมีสิทธิเข้าประชุมตามจำนวนคือ 176 คน แต่ในการประชุมนั้นไม่ได้เข้าครบเต็มจำนวนเนื่องจากบางคนติดภารกิจ โดยการเข้าประชุมมีจำนวนผู้พิพากษา ประมาณ 95 % จากจำนวนทั้งหมด 176 คน
         โดยครั้งแรกประชุมเมื่อวันที่ 17 พ.ย.60 ซึ่งกระบวนการประชุมนั้น ก็ให้มีเฉพาะผู้พิพากษาที่มีสิทธิลงคะแนนและผู้เกี่ยวข้องในการคัดเลือกเท่านั้นได้ร่วมประชุม บุคคลภายนอกที่ไม่ได้เกี่ยวข้องไม่มีสิทธิเข้าร่วมประชุม

         ขณะที่ก่อนเริ่มกระบวนการเลือกผู้ถูกเสนอชื่อ ก็ได้หารือกันในที่ประชุมถึงความเห็นทางกฎหมายเกี่ยวกับวิธีการลงคะแนนโดยเปิดเผยว่าวิธีการลงคะแนนจะเป็นอย่างไรต่อระดับการเปิดเผย ซึ่งมีผู้พิพากษาอาวุโส เสนอการลงคะแนนโดยไม่ต้องระบุชื่อผู้พิพากษาที่ลงคะแนน ขณะที่เมื่อลงคะแนนให้นำบัตรนั้นหย่อนในตู้ที่ประชุมซึ่งผู้พิพากษาทุกคนจะมองเห็นได้โดยการประชุมนั่งตามลำดับอาวุโสอยู่แล้ว
         ซึ่งสุดท้ายรองประธานศาลฎีกา 6 คนที่อยู่ในที่ประชุมก็มีมติเสียงข้างมาก เห็นว่า การกาเครื่องหมายบนบัตรลงคะแนนที่ผู้พิพากษาแต่ละคนลงคะแนนโดยตรงจากจำนวนบัตรที่พิมพ์ตามจำนวนผู้พิพากษาเป็นการกระทำโดยเปิดเผยแล้ว

         และผลการนับคะแนนเสียงที่ประชุมผู้พิพากษาข้างมากกว่า 100 คน ลงคะแนนให้"นายฉัตรไชย จันทร์พรายศรี" ผู้พิพากษาหัวหน้าคณะในศาลฎีกา จากการลงคะแนนเพียงรอบแรกก็ผ่านด้วยเสียงเกินกึ่งหนึ่งของผู้พิพากษาที่เข้าประชุมจากครั้งนั้นมีผู้สมัครถูกเสนอรวม 5 คน ส่วนอีก 4 คนก็ให้ที่ประชุมลงคะแนนอีกในรอบที่ 2 ตามระเบียบการคัดเลือกฯแต่ปรากฏว่า ใน 4 คนยังไม่มีผู้ใดคะแนนเสียงเกินครึ่งหนึ่งจากที่ประชุม จึงต้องให้ดำเนินการรับสมัครใหม่เพื่อเลือกผู้ที่สมควรเป็น กกต.อีก 1 คนให้ครบตามจำนวน 
          หลังจากนั้นจึงได้ดำเนินเปิดรับสมัครใหม่ กระทั่งวันที่ 6 ธ.ค.ที่ผ่านมา จึงกำหนดนัดประชุมใหญ่ศาลฎีกา อีกครั้งที่ 2 เพื่อลงคะแนนเลือกผู้สมัครใหม่ที่สมควรได้เป็น กกต. ขณะที่เมื่อจะลงคะแนน ในที่ประชุมใหญ่ก็ได้พิจารณาประเด็นข้อกฎหมายถึงวิธีการลงคะแนนอีกเช่นกันแล้วว่าเป็นการกระทำการโดยเปิดเผยซึ่งที่ประชุมใหญ่มีมติด้วยเสียงข้างมากแล้วชัดเจน 86 ต่อ 77  และเมื่อได้ลงคะแนนเลือกผู้สมัครที่มีคุณสมบัติครบถ้วนก็ได้ "นายปกรณ์ มหรรณพ" ผู้พิพากษาศาลฎีกา ด้วยคะแนนเสียงประมาณ 106-107 คะแนนซึ่งเกินครึ่งหนึ่งจากที่ประชุม จากผู้สมัครที่ถูกเสนอชื่อครั้งนี้ มี 2 คน
         จากนั้นกระบวนการลงคะแนนเลือกผู้สมควรเป็นกกต.ทั้ง 2 คน จึงได้ดำเนินการเสร็จสิ้นตามข้อกำหนดแล้ว และรอเสนอรายชื่อให้ สนช.พิจารณาเห็นชอบรวมกับอีก 5 คนที่คณะกรรมการสรรรหาได้ลงมติเลือกไว้เรียบร้อยแล้วเมื่อวันที่ 5 ธ.ค.ที่ผ่านมา
         ซึ่งหลังจากนี้ สนช. ต้องดำเนินตามกระบวนการพิจารณาว่าจะเห็นชอบทั้ง 7 คนหรือไม่ หรือจะเห็นว่ามีข้อที่เป็นปัญหาตามการตั้งข้อสังเกตของนายสมชัย รักษาการ กกต. ซึ่งหากเป็นเช่นนั้นโดย สนช.ไม่เห็นชอบผู้ที่ได้รับคัดเลือกจากที่ประชุมใหญ่ศาลฎีกา จากความเห็นต่างข้อกฎหมายเกี่ยวกับวิธีการลงคะแนนแล้ว กระบวนการต้องกลับมาสู่การเปิดรับสมัครและลงคะแนนเลือกใหม่ต่อไป

         ก่อนหน้านี้นายสมชัย ศรีสุทธิยากร กกต. กล่าวถึงกรณีการลงมติเลือกผู้สมควรได้รับแต่งตั้งเป็น กกต. ของที่ประชุมใหญ่ศาลฎีกา ว่า ตามมาตรา 12  วรรคสาม ของ พ.ร.ป.ว่าด้วย กกต. กำหนดให้ในการสรรหาหรือคัดเลือกให้ใช้วิธีการลงคะแนนโดยเปิดเผย และให้กรรมการสรรหาแต่ละคนบันทึกเหตุผลในการเลือกไว้ด้วย หากตีความตามมาตรานี้ การสรรหาหมายถึง การสรรหาโดยกรรมการสรรหา ซึ่งต้องได้รับคะแนนเสียง 2 ใน 3 ส่วนในการคัดเลือก หมายถึงการเลือกจากที่ประชุมใหญ่ศาลฎีกา ซึ่งต้องได้คะแนนเสียงเกินกึ่งหนึ่งของที่ประชุม ทั้งสองกรณีกำหนดให้ใช้วิธีการลงคะแนนโดยเปิดเผย แต่ในการคัดเลือกตัวแทนจากศาลในครั้งแรกเมื่อ 17 พฤศจิกายน 2560 กลับเป็นการลงคะแนนลับ โดยเป็นผลการปรึกษาหารือของรองประธานศาลฎีกา 6 คน ว่าขอให้มีการลงคะแนนโดยลับ และการเลือกตัวแทนจากศาลในวันที่ 6 ธันวาคมที่ผ่านมา เป็นการลงคะแนนโดยลับอีกครั้งหนึ่ง แม้ว่าจะมีการทักท้วงแล้วว่า ต้องดำเนินการตามกฎหมายที่ต้องลงคะแนนโดยเปิดเผย ทำให้ที่ประชุมใหญ่ศาลฎีกา ต้องมีการลงมติกันก่อนว่าจะลงคะแนนโดยลับหรือเปิดเผย ซึ่งผลการลงมติฝ่ายต้องการให้ลงคะแนนลับชนะไป 86:77 จึงทำให้การลงคะแนนในวันนั้นเป็นการลงคะแนนลับอีกเช่นกัน
          " คำถามคือ ที่ประชุมรองประธานศาลฎีกา และที่ประชุมใหญ่ศาลฎีกา สามารถมีมติให้การคัดเลือกเป็นการคัดที่ขัดกับวิธีกำหนดในกฎหมายได้หรือไม่ คำตอบก็คือไม่ได้เพราะองค์กรต่างๆต้องทำตามกฎหมาย " สมชัย กล่าว