ข่าว

"ชาญเชาวน์" ชี้ปฏิรูปกระบวนการ ยธ. ต้องลดทำความผิดซ้ำ

"ชาญเชาวน์" ชี้ปฏิรูปกระบวนการ ยธ. ต้องลดทำความผิดซ้ำ

07 ธ.ค. 2560

"ชาญเชาวน์" ชี้ปฏิรูปกระบวนการยุติธรรม เป้าหมายต้องลดทำความผิดซ้ำ ด้านตุลาการศาล รธน. ระบุ ต้องนำหลักคดีทุจริต ใช้กับคดีอาญาด้วย

         เมื่อวันที่ 7 ธ.ค. ที่ โรงแรมเซ็นทารา ศูนย์ราชการแจ้งวัฒนะ คณะกรรมการปฏิรูปประเทศด้านกระบวนการยุติธรรม จัดงานสัมมนารับฟังความคิดเห็นเพื่อทำแผนปฏิรูป จัดเวทีเสวนา "การปฏิรูปกระบวนการยุติธรรม และข้อเสนอแนะต่อร่างแผนปฏิรูปประเทศด้านกระบวนการยุติธรรม" 

         โดยนายชาญเชาวน์ ไชยานุกิจ ผู้ตรวจราชการพิเศษประจำสำนักนายกรัฐมนตรี และอดีตปลัดกระทรวงยุติธรรม กล่าวตอนหนึ่งว่า ความแตกต่างระหว่างรัฐธรรมนูญ 40 ที่เน้นการปฏิรูปส่งเสริมสิทธิขั้นพื้นฐาน หรือสิทธิมนุษยชนในกระบวนการยุติธรรมทางอาญา ขณะที่ รธน. 60 ตามมาตรา 258 เน้นเรื่องความรวดเร็ว และช่วยเหลือผู้ด้อยโอกาส การบังคับกฎหมายเพื่อลดความเหลื่อมล้ำและความไม่เป็นธรรมในสังคม นอกจากนี้การปรับปรุงระบบงานยุติธรรมทางอาญา โดยช่วงก่อนฟ้องคดีการทำงานร่วมกันระหว่างตำรวจกับอัยการจะทำอย่างไรไม่ให้คดีขาดอายุความ รวมถึงบทบาทของนิติวิทยาศาสตร์ ด้วย

         นายชาญเชาวน์ ไชยานุกิจ กล่าวอีกว่า ในภาพรวมของแผนคือการปรับปรุงการพัฒนากลไกและระบบของกระบวนการยุติธรรม โดยเฉพาะมุ่งขจัดระบบอุปถัมภ์ และวัฒนธรรมเชิงอำนาจในกระบวนการยุติธรรมและให้มีการสังคมสงเคราะห์ในกระบวนการยุติธรรมเข้ามา เพื่อให้เกิดความยุติธรรมเท่าเทียมเสมอภาคและสิทธิมนุษยชนในกระบวนการทางอาญา ซึ่งบุคลากรในกระบวนการยุติธรรมที่เน้นเรื่องคดีอาญามีความเป็นอิสระในการทำงาน ที่รัฐธรรมนูญระบุว่า ในชั้นสอบสวน ใช้คำว่าตรวจสอบและถ่วงดุลระหว่างอัยการกับตำรวจ ซึ่งความเป็นอิสระจะชัดเจน

          นายชาญเชาวน์ ยังกล่าวอีกว่า ทุกหน่วยต้องมีเป้าหมายเดียวกันคือการลดคนทำผิดซ้ำ ปัญหาคนล้นคุกไม่ใช่ปัญหาของกรมราชทัณฑ์อย่างเดียว แต่แผนปฏิรูปนี้มองเห็นว่าปัญหาคนล้นคุกเป็นปัญหาของชาติ และเป็นสิ่งที่กระบวนการยุติธรรมจะต้องไปคิดและเปลี่ยนแปลง ทุกหน่วยต้องมีเป้าหมายเดียวกันคือต้องลดคนทำผิดซ้ำให้ได้ โดยการประเมินความเสี่ยงรายบุคคล ที่มากกว่า 3 แสนคน ระบบกำหนดโทษทางอาญาต้องเปลี่ยนให้ได้สัดส่วนกับความร้ายแรงกับการกระทำผิด รวมถึงการพิจารณาของศาลจะตอบสนองกำหนดใหม่นี้ ทั้งการไต่สวน การกำหนดโทษ ซึ่งจะต้องมีบัญชีกำหนดให้ชัดเจนด้วย

          ด้านนายจรัญ ภักดีธนากุล ตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ กล่าวว่า ตนเคยมีส่วนร่วมปฏิรูปกระบวนการยุติธรรมเมื่อ 30 ปีที่แล้ว ตั้งแต่เป็นแผนงานเล็กๆ แต่ว่าไม่มีครั้งไหนลงรายละเอียดชัดเจนเท่าครั้งนี้ ตนตั้งความหวังว่า เพียงแค่ทำได้ 80% ก็เป็นการปฏิรูปใหญ่แล้ว ซึ่งรัฐบาลที่ผ่านมากล้ายุ่งเรื่องเหล่านี้ เพราะไม่อยากให้เกิดปัญหา อีกทั้งมีเรื่องอื่นๆที่ต้องทำเยอะแยะ แต่ตนขอเรียนเพิ่มเติมว่า โดยปัญหาในกระบวนการยุติธรรม ปัญหาแรกคือ เราไม่มีผู้รับผิดชอบในการกำหนดมาตรฐานทิศทางของกระบวนการยุติธรรม ที่ไม่ใช่การแทรกแซงกระบวนการยุติธรรม ทำให้ไม่มีใครแก้ปัญหาในภาพรวมได้ แต่วันนี้มีคณะกรรมการปฏิรูปประเทศ ด้านกระบวนการยุติธรรมเข้ามาทำหน้าที่นี้แล้ว และยังเป็นผู้คอยติดตามประเมินผลด้วย ตนเชื่อว่าคณะกรรมการนี้จะทำหน้าที่ได้ในระดับหนึ่ง

         นายจรัญ กล่าวต่อไปว่า ปัญหาที่สองคือ เรายังปล่อยคนชั่วลอยนวล ถือเป็นปัญหาเรื้อรังมานาน โดยคนที่ทำผิดร้ายแรง ที่เป็นผู้มีอำนาจ ทั้งในการเมือง ราชการ อำนาจทุน มักจะหลุดลอยไปที่ไม่ต้องมีใครรับผิดชอบ ซึ่งใน 10 แผน พูดแก้เรื่องนี้แต่ไม่สุด วิธีหนึ่งที่จะเสนอ คือเอาความพยายามของการต่อสู้ระบบทุจริต มาใส่กับเรื่องนี้ด้วย เช่นถ้าจำเลยจะอุทธรณ์ ก็ต้องมาแสดงตัวต่อศาลก่อน เป็นต้น รวมถึงระบบอายุคดีความที่มีในคดีทุจริตเช่นกัน ปัญหาที่สาม คือการหนีจากประกัน ซึ่งระบบทุจริตถ้าหนีประกัน คือผิดอาญา เรื่องนี้ก็ต้องเข้าอยู่ในกระบวนการยุติรรมด้วย ถือเป็นอุปสรรคต่อกระบวนการยุติธรรม

          "ปัญหาอีกเรื่องคือการกันคนเป็นพยาน ที่ควรมีกฎหมายเฉพาะ เพราะที่ผ่านมาตำรวจจอาจจะใช้วาทะศิลป์ เช่นว่า ถ้าเป็นพยานให้ จะไม่ดำเนินคดีด้วย ทำให้พยานบางคนศาลไม่รับฟังทั้งๆที่ เป็นคำให้การที่สำคัญ  ดังนั้นควรมีมาตรฐานหรือข้อกำหนดที่ในเรื่องนี้ เพื่อกันพยาน โดยไม่ต้องหลอกลวงสัญญา หรือว่ามีระบบคุ้มครองพยาน ทำให้เขารู้สึกปลอดภัยจากการฆ่าตัดตอน เป็นต้น"

          ตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ กล่าวอีกว่า ปัญหาที่ 3 คือ ที่เรายังเป็น 1.0 คือ ก็คือความเชี่ยวชาญเฉพาะด้าน ของคนในกระบวนการยุติธรรม  เช่น ระบบยุติธรรมพาณิชย์ของเรา ที่ไม่มีวิธีพิจารณาคดีแบบนี้ เพราะเราเข้าใจว่าพาณิชย์คือคดีแพ่งชนิดหนึ่ง เพราะไม่ใช่อาญา โดยเป็นเรื่องใหญ่ที่เชื่อมโยงการค้าระหว่างประเทศ เพื่อให้เราขยับจาก 1.0 ไล่ตามประเทศอื่นๆทัน โดยไม่ต้องเสียเงินมาก ก็แค่ทำให้ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศ เพิ่มเรื่องของพาณิชย์เข้าไปด้วย

            ขณะที่นายสุรศักดิ์ ลิขสิทธิ์วัฒนกุล อาจารย์คณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ กล่าวว่าอย่างแรก จุดเริ่มต้นการปฏิรูปคือเราต้องยอมรับว่าเรามีปัญหา เวลาขึ้นเวทีเสวนาเรื่องแบบนี้ทีไร ตัวแทนจากศาล หรือตำรวจเอง ก็มักจะบอกว่า งานเขาไม่มีปัญหา พอพูดแบบนี้การปฏิรูปก็พับจบ กลับบ้านได้ ทั้งนี้ตนได้ดูแผนปฏิรูปทั้ง 10 แผนแล้ว เหมือนเป็นงานที่ไม่เสร็จในเวลาสั้นๆแน่ ซึ่งเรื่องเหล่านี้เป็นเรื่องที่ต้องทำเรื่อยๆใช้เวลา แต่ว่าตนมีข้อสังเกตบางประการเกี่ยวกับแผนปฏิรูปที่อาจขอให้เพิ่มเติมเล็กน้อย เช่น การระบุให้กำหนดระยะเวลาการดำเนินการแต่ละคดีให้ชัดเจนแล้ว การลดระยะเวลาดำเนินคดีในชั้นศาลจะทำได้หรือไม่  เพราะว่าในแต่ละปีมีการฟ้องคดีเป็นล้าน ขณะที่กำลังพลของศาลมีไม่เกิน 4,500 คน 

           นายสุรศักดิ์ กล่าวต่อไปว่า ในเรื่องการถ่วงดุลระบบสอบสวน จริงๆอาจจะเป็นแค่ปัญหาวาทกรรมหรือไม่ จริงๆผมอยากให้มีการถ่วงดุลทุกขั้นตอนกระบวนการยุติธรรม เพราะถ้าเราจะมีอำนานในกระบวนการนี้ก็ต้องมีการตรวจสอบได้ ไม่เช่นนั้นจะมีการใช้อำนาจโดยมิชอบเกิดขึ้น ในส่วนที่มีการเสนอว่าคดีต้องไม่ขาดอายุความนั้นตนก็ว่าเป็นปัญหาได้เช่นกัน ว่าจะมีการเร่งรัดคดีได้หรือไม่ เพราะถ้าคดีนานไป พยานหลักฐานนั้นศาลก็อาจจะไม่รับฟัง

        อาจารย์นิติศาสตร์ ยังกล่าวอีกว่า ทั้งนี้สิ่งที่จะต้องแก้ ปัญหาใหญ่คือ ปริมาณคดีเยอะมากเกินไป ไม่ได้หมายความว่าต้องทิ้งคดีเล็กไปเสีย แต่จะทำอย่างไรไม่ให้เกิดคดีขึ้น จะมีกลไกอะไรช่วยเรื่องเหล่านี้ได้หรือไม่ นอกจากนี้เรือนจำของเราผู้ต้องหาเยอะมาก ซึ่งมีค่าใช้จ่ายที่สูงขึ้นตาม ก็อาจจะมีการพิจารณาเลี่ยงการลงโทษให้จำคุกในความผิดที่ไม่รุนแรง เช่นปรับโทษปรับตามวันซึ่งเยอรมันใช้ในปี 1975 เรือนจำเขาก็จะว่าง ซึ่งที่ผ่านมาเรากำลังจะแก้ปลายเหตุหรือไม่ คนล้นเรือนจำ เราก็อภัยโทษ ซึ่งมี 25% ที่ทำผิดกลับเข้าเรือนจำ ยังไม่นับรวมคนที่เปลี่ยนชื่อด้วย ความผิดเข้าศาล และเรื่องสำคัญสุดท้าย เราไม่เคยพูดถึงเรื่องการปฏิรูปทนายความเลย ซึ่งเป็นสิ่งที่สำคัญ และเราต้องมองว่าระบบความยุติธณรมเป็นการบริการของรัฐเพื่อประชาชน ไม่ใช่ให้ประชาชนมาร้องขอความยุติธรรม รวมถึงต้องมีระบบชี้วัดคอยประเมินการดำเนินงานอยู่เสมอ 

         ด้านนายกิตติศักดิ์ ปรกติ คณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ กล่าวว่า แผนทั้งหมดเน้นไปที่หน่วยงานของรัฐ เน้นไปที่ปฏิรูปประสิทธิภาพหน่วยงานรัฐ และการปฏิรูปกระบวนการของรัฐ มีโจทย์น้อย และคำตอบน้อยเกินไป แม้จะเห็นว่ามาตรา 258 ได้กำหนดเอาไว้เน้นเกี่ยวกับการกำหนดระยะเวลา และสร้างความเชื่อมั่นในการปฏิบัติ ซึ่งการกำหนดระยะเวลาเพื่อให้ประชาชนได้รับความยุติธรรมไม่ล่าช้า

        นายกิตติศักดิ์ กล่าวว่า หัวใจหลักของการทำงานคือ เร็ว เป็นธรรม และคุ้มค่า ส่วนขั้นตอนในแผนจะระบุว่าจะต้องมีแผนทุกขั้นตอนแจ้งให้ประชาชนได้รับทราบและหากเน้นแต่กระบวนการโดยไม่เน้นคำอธิบายผลที่ตามมาจะมีคำร้องเรียนตามมาเป็นจำนวนมาก เกรงว่าจะตึงมือและทำไม่ได้ ดังนั้นสิ่งสำคัญจะต้องมีตัวถ่วงดุลไว้ด้วย และทำอย่างไรกระบวนการยุติธรรมเป็นของประชาชน ซึ่งสอดคล้องกับข้อเสนอของวิทยากรทำอย่างไรกระบวนการยุติธรรมจะมีการปฏิรูป และมีการปฏิรูปตัวเองที่ไม่หยุดยั้งหรือต่อเนื่อง โดยให้มีองค์กรที่ทำหน้าที่ดังกล่าว 

        นายกิตติศักดิ์ ยังกล่าวอีกว่ากระบวนการยุติธรรมหากพิจารณาให้ดีเป็นกระบวนการให้บริการ และหากพิจารณาให้ดีจะพบว่า กระบวนการยุติธรรมเป็นอุตสาหกรรมภาคบริการด้านความยุติธรรม เพียงแต่อุตสาหกรรมนี้รัฐได้ผูกขาดเข้ามาดำเนินการ โดยยอมให้ผู้ทรงคุณวุฒิเข้ามามีส่วนร่วม และรัฐเปิดให้มีความเป็นอิสระมากที่สุด แต่การพัฒนการที่จากกิจการในสังคมมาสู่กิจการของรัฐซึ่งหนีไม่พ้นจะต้องกลับไปสู่สังคมอีก ปัญหาที่เป็นโจทย์ใหญ่คือทำอย่างไรจึงจะทำให้กระบวนการนั้นกลับไปสู่สังคมได้