
จับเข่าคุย "ภูมิอนันต์" เคล็ดลับสู่ความสำเร็จ "คนรุ่นใหม่"
“ลบจุดอ่อน สร้างจุดแข็ง มีเป้าหมายในชีวิต" เคล็ดลับการใช้ชีวิตของ "ผู้อำนวยการหนุ่ม" คนรุ่นใหม่ ที่มักถูกมองว่ามีความอดทนน้อย
“ผมชื่อ โตโต้ครับ เป็นผู้อำนวยการสายปฏิบัติการ ของบริษัทซุปเปอร์บล๊อกฯ” ประโยคแนะนำตัวอย่างเป็นทางการครั้งแรกกับคณะสื่อมวลชน ระหว่างการเดินทางไปเยี่ยมชมโรงไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์ที่ปักกิ่ง ที่ทำเอาหลายคนอึ้ง...!! ยังเด็กอยู่เลย เป็น ผอ.แล้วหรือ ??
“โตโต้” เล่าเกี่ยวกับงานของตัวเองต่อ “ผมดูแลโปรเจกท์นี้ (โรงไฟฟ้าขนาด 20 เมกะวัตต์) มาตั้งแต่เริ่ม...” แต่ดูเหมือนความสนใจของหลายคนบนรถบัส จะอยู่ที่ตัวโตโต้มากกว่า
อายุเท่าไหร่แล้วครับ ?? คำถามที่เป็นข้อสงสัยในใจหลายคนบนรถบัส หลังจากฟัง “โตโต้” คุยเรื่องงานให้ฟังอย่างคล่องแคล่วได้พักหนึ่ง
“อายุ 32 ครับ” โตโต้ตอบเสร็จก็มีเสียงคอมเมนท์ตามมาอีก 32 แล้วหรือ...ยังดูเด็กอยู่เลย... อายุ 32 เป็น ผอ.แล้ว...??? หลังจากนั้นก็มีอีกหลายคำถามจากพี่ๆ นักข่าว ที่ตอนนี้กลายเป็นการซักประวัติ “โตโต้” ไปซะแล้ว
นี่คือจุดเริ่มที่ทำให้ต้องขอนัดเวลาพูดคุยทำความรู้จัก “หนุ่ม” คนนี้ ซึ่งข้อมูลเกี่ยวกับตัวเขาไม่ทำให้ผิดหวังจริงๆ
เด็กชายจากครอบครัวแตกแยก
“โตโต้” หรือ ภูมิอนันต์ สิริธนากร เล่าถึงชีวิตตัวเองว่าโตมาในครอบครัวที่พ่อแม่แยกทางกัน โดยพ่อแม่แยกทางกันตั้งแต่เขาอายุได้ 12 ปี โตโต้อยู่กับพ่อ และปู่ย่า และด้วยความที่เขาเป็นหลานคนโตของตระกูล ทำให้เป็นที่คาดหวังของทุกคน โดยเฉพาะเมื่อปู่ย่าผิดหวังจาก “พ่อ”
“โตโต้” บอกว่า ชีวิตวัยรุ่นของเขาอยู่ในกรอบมากๆ เป็นเด็กเรียน ผลการเรียนอยู่ในระดับท็อป 5 ของโรงเรียนอัสสัมชัญ สมุทรปราการ ซักผ้ารีดผ้าเอง ทำงานพาร์ทไทม์หาเงินใช้เอง ช่วยปู่ย่าทำงานทุกอย่าง ช่วยตั้งร้านขายกับข้าวหน้าบ้าน
“ผมเติบโตมากับปลาร้า ไส้อั่ว ย่าผมเป็นคน จ.แพร่ ย่าทำกับข้าวขายด้วย” และด้วยความที่อยู่ใกล้ชิดผู้ใหญ่ ทำให้โตโต้ได้ซึมซับเรียนรู้เรื่องราวประสบการณ์ และความผิดพลาดต่างๆ จากคนอื่นไปด้วย
“ด้วยความที่โตมาในครอบครัวที่พ่อแม่แยกทางกัน ทำให้ผมตั้งใจไว้เลยว่า วันหนึ่งถ้าผมมีครอบครัว ครอบครัวผมต้องไม่เจอสิ่งที่ผมเจอ” โตโต้เล่าถึงความตั้งใจของตัวเอง
อย่างไรก็ตาม โตโต้ บอกว่า ตอนนี้คนที่สำคัญที่สุดในชีวิตเขามี 3 คน คือ ปู่ย่า ซึ่งเลี้ยงดูเขามาตั้งแต่เด็ก และแม่ ส่วนพ่อนั้นเสียชีวิตไปตั้งแต่ก่อนเขาจบมหาวิทยาลัย ความต้องการของเขาคือดูแลทั้ง 3 คนนี้ให้ดีที่สุด ฉะนั้นผู้หญิงที่จะมาสร้างครอบครัวกับเขาก็ต้องเข้าใจในเรื่องนี้เป็นอย่างดีด้วย
ยิ่งลบ ยิ่งผลัก
หลายครั้งที่เรามักพบว่าการเติบโตมาในครอบครัวที่พ่อแม่แยกทางกัน จะทำให้ลูกกลายเป็นเด็กมีปัญหา และเมื่อถามคำถามตรงๆ กับโตโต้ เขาตอบกลับทันทีว่า “ไม่เป็นปัญหา สำหรับผม ยิ่งลบ ยิ่งผลัก คือผลักให้ผมหลุดจากตรงนั้น”
“ผมก็เคยจมอยู่กับความคิดแย่ๆ นะ ผมว่าทุกคนก็เคยอยู่แล้ว คงไม่มีใครคิดได้ตั้งแต่วันแรก แต่ผมแค่คิดว่าเสียเวลากับการทำตัวอยู่กับความคิดที่ไร้สาระไร้ประโยชน์ และไม่รู้ว่าจะเกิดขึ้นจริงหรือไม่ เพราะฉะนั้นผมจึงต้องสร้างข้อยกเว้นให้ตัวเอง คนทั่วไปบอกมาจากครอบครัวที่แตกแยกแล้วต้องจมกับปัญหา แต่ผมจะไม่จม ไม่เสียเวลา เรื่องนี้จึงมีแต่ฉุดให้ผมดีขึ้น”
แนวคิดนี้ยังคงฝังอยู่ในตัวโตโต้ตลอดมา จนกระทั่งเมื่อเขาเรียนจบวิศวกรรมเครื่องกล จากมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ และเริ่มทำงาน
“ตอนเรียนจบ ผมเกรดไม่ดี ได้แค่ 2.26 เพราะฉะนั้นบริษัทใหญ่ก็จะไม่รับ เพราะจะรับแต่พวกเกียรตินิยม เราก็ต้องไปเริ่มต้นจากการงานที่เงินเดือนต่ำ โดนดูถูก ผมก็คิดตั้งแต่วันนี้เลยว่าภายในอายุ 30 ผมจะต้องมีเงินเดือนแสนให้ได้ ก็เป็นแรงผลักให้ผมตั้งแต่วันที่ผมเรียนจบ เกรดผมไม่ดีใช่ไหม เพราะฉะนั้นผมต้องหาจุดแข็งอย่างอื่น เกรดไม่ดี คะแนนโทอิกผมต้องดี ภาษาอังกฤษต้องดี”
และภาษาอังกฤษที่ดี ก็เป็นปัจจัยสำคัญที่ทำให้เขาได้งานแรกที่ บริษัทชิโน-ไทย เอ็นจิเนียริ่ง แอนด์ คอนสตรัคชั่น จำกัด(มหาชน) สตาร์ทที่เงินเดือน 15,000 บาท
ต้องทำงานให้หนักกว่าคนอื่น 3 เท่า
ความจริงโตโต้อยากทำงานภาคสนาม อยากอยู่หน้างาน แต่เพราะเขาถูกล็อกตัวไว้ตั้งแต่ตอนสอบสัมภาษณ์ที่ภาษาอังกฤษโดดเด่น จึงต้องมานั่งทำงานออฟฟิศ ทำงานหลังบ้าน ซึ่งโตโต้บอกว่าเขาต้องทำงานเอกสารทุกอย่าง ตั้งแต่อ่านสัญญาภาษาอังกฤษ ประสานฝ่ายต่างๆ ไปจนถึงทำบัญชี
“6 เดือนแรกผมโดนฝ่ายบัญชีด่าทุกวัน ผมก็เลยให้เขาสอนงาน ผมบอกผมจบวิศวะทำบัญชีไม่เป็น สอนผมหน่อย เขาก็ช่วยสอนให้จนผมทำเป็น ตอนผมอ่านสัญญาภาษาอังกฤษทีแรก ผมอ่านไม่รู้เรื่องเลย จนผมลืมไปเลยว่าผมเคยเก่งภาษาอังกฤษ ผมจึงล้างสมอง เริ่มต้นใหม่ ต้องเปิดคำศัพท์แทบทุกคำ เอกสารสัญญาหนาๆ ต้องนั่งแปลใหม่หมด”
“ตอนนั้นผมก็คิดว่างานที่เขาให้ผมทำ จริงๆ ต้องใช้คนที่มีประสบการณ์มากกว่าผมสัก 3 ปี แต่เขาให้ผมทำ ผมเลยคิดว่าถ้าอย่างนั้นผมก็ต้องทำงานให้หนักกว่าคนอื่น 3 เท่า ผมทำทุกอย่าง ผมไม่เคยเกี่ยงงาน ให้ทำอะไรทำหมด ผมอยู่ชิโน-ไทย 3 ปี ผมได้เรียนรู้ทุกอย่าง"
ที่สำคัญ โตโต้ บอกว่า ที่นี่ เขายังได้เรียนรู้ที่จะดึงเอาจุดแข็งของคนระดับหัวหน้างาน 3 คนที่เขาเคยทำด้วย มารวมไว้ในตัวเองคือ คนหนึ่งเป็นคนคิดเร็ว คนหนึ่งมีความบู๊ ลุย กล้าพูด กล้าลุยงาน และอีกคนมีความใจเย็น ให้โอกาสคน
แน่นอนการทุ่มเททำงานอย่างหนัก ทำให้ผลงานของโตโต้มีความโดดเด่น และเป็นโพรไฟล์ในการทำงานที่ดี
เปลี่ยนงานครั้งแรก
หลังทำงานอยู่ชิโน-ไทยได้ 3 ปี โตโต้ขยับไปทำที่ใหม่ คือที่ บริษัทไทยนิปปอน สตีล แอนด์ ซูมิคิน เอ็นจิเนียริ่ง แอนด์ คอนสตรัคชั่น ด้วยเหตุผล 3 อย่างคือ 1.ได้อยู่บ้าน จากบริษัทแรกที่เขาต้องไปอยู่ไซต์งานที่ศรีราชา ชลบุรี 2.ค่าตอบแทนดีขึ้น ตอนนั้นเขาไปสตาร์ทที่ใหม่ ด้วยเงินเดือน 32,000 บาท และ 3.บริษัทใหม่มีลักษณะงานที่กว้างกว่าเดิม คือ บริษัทเดิมทำแค่รับก่อสร้าง แต่บริษัทใหม่ทำทั้งหมด ตั้งแต่ ออกแบบ ซื้อของ และก่อสร้าง
หลังทำอยู่ที่บริษัทใหม่ได้ปีครึ่ง เขาก็เปลี่ยนงานอีกครั้ง คราวนี้เป็นครั้งแรกที่เขาถูก “Headhunter” คือถูกซื้อตัวไปทำงาน เป็นบริษัทต่างชาติ คือ บริษัทของอังกฤษ แต่ลักษณะงานยังอยู่ในสายที่เรียนมา คือ ทำเกี่ยวกับเรื่องแท่นขุดเจาะน้ำมัน และโรงกลั่นก๊าซธรรมชาติ แต่ที่นี่เขาทำได้แค่ 4 เดือน
“ตามสัญญาเขาจ้างผมไปคุมหน้างาน แต่ช่วงแรกที่ไปเขาขอให้ช่วยดูเรื่องสัญญาก่อน ทำไป 4 เดือน เขาไม่ยอมย้ายแผนกให้ ก็ทะเลาะกันเลย ผมไปต่อว่ากับฝ่ายบุคคลว่า บริษัทคุณเป็นถึงบริษัทต่างชาติ แต่กลับไม่ทำตามสัญญาที่ตกลงไว้” โตโต้เล่า ซึ่งก็แสดงให้เห็นถึงบุคลิก “เป็นคนไม่ยอมคน”ของเขา
10 ปี 7 บริษัท
หลังออกจากบริษัทที่ 3 เพราะไม่ยอมย้ายแผนกให้ตามสัญญา โตโต้กลับไปทำงานที่ไทยนิปปอนฯ อีกครั้ง คราวนี้ไม่ได้เป็นพนักงานประจำ โดยมีสัญญา 6 เดือน เพื่อไปสานต่อโครงการเดิมให้จบเท่านั้น ช่วงนั้นปู่ของเขาซึ่งอายุ 80 กว่าแล้ว เริ่มไม่สบาย โตโต้มีหน้าที่ต้องพาปู่ไปหาหมอด้วย การทำงานของเขาจึงมีเงื่อนไขว่าขอมีวันหยุด 1 วันเพื่อพาปู่ไปหาหมอ
โตโต้เล่าว่า ระหว่างนั้นก็มี “Headhunter” มาติดต่อตลอด ในที่สุดเขาก็ได้ไปทำงานกับบริษัทต่างชาติแห่งหนึ่ง แต่ที่นี่ทำอยู่ได้แค่เดือนเดียว ด้วยเหตุผล “หัวหน้างี่เง่า” !!
“ตอนเข้าไปผมแจ้งไว้แล้วว่าผมต้องมีวันหยุด 1 วัน เพื่อพาปู่ไปหาหมอ วันนั้นเขาด่าผมว่า ต้องรับผิดชอบเรื่องงาน ส่วนเรื่องปู่ก็ให้คนอื่นทำไป ผมลุกขึ้นทุบโต๊ะเลย และบอกงั้นผมลาออก”
ว่างงานอยู่แค่ 2 สัปดาห์ โตโต้ก็ได้งานใหม่ ถือเป็นบริษัทที่ 5 ตอนนั้นเขาอายุ 26 ปี ไปเริ่มงานที่นี่ด้วยเงินเดือน 55,000 บาท
แต่แล้วเขาก็ต้องออกจากงานอีกครั้ง หลังจากทำอยู่ได้แค่ 6 เดือน เพราะ “ไม่กินเส้น” กับเจ้านาย
โตโต้ ยอมรับว่า เขาเป็นคนใจร้อนมาก ซึ่งก็เป็นลักษณะหนึ่งของคนเจนวาย แต่เขาก็พยายามแก้ข้อนี้ของตัวเองด้วยการมองโลกในแง่ดี ทุกอย่างมีความเป็นไปได้ บอกตัวเองให้ใจเย็นๆ ถ้าขึ้นแล้วต้องลงให้เร็วที่สุด ตั้งสติให้เร็วที่สุด
อย่างไรก็ตาม ผู้อำนวยการหนุ่ม บอกว่า เขาพร้อมที่จะก้มหัวให้คนที่คนเห็นว่าน่านับถือ "ประสบการณ์ที่ผ่านมา ผมรู้เลยว่า ยิ่งก้ม ยิ่งสูง”
โตโต้ เล่าต่อว่าช่วงนั้นมี Headhunter มา 4 บริษัท สุดท้ายเขาเลือกไปอยู่ “ซันเอดิสัน เอ็นเนอร์จี (ประเทศไทย) จำกัด” ซึ่งเป็นบริษัทที่ทำเรื่องพลังงานไฟฟ้าแสงอาทิตย์ ซึ่งถือเป็นการเปลี่ยนการทำงานไปจากสายที่เขาเรียนจบและทำงานมาก่อนหน้านี้
“ผมไม่กลัวการเปลี่ยนแปลง ผมพร้อมจะเรียนรู้ตลอด ที่นี่ผมต้องเรียนรู้ใหม่หมด ผมเกลียดไฟฟ้า แต่ผมก็ต้องมาทำ ผมเปลี่ยนมุมมองทุกอย่างใหม่หมด เปิดรับทุกอย่าง ผมไม่กลัวการเปลี่ยนแปลง เพราะเรามีความรู้พื้นฐานหมดทุกด้านอยู่แล้ว”
โตโต้ เริ่มทำงานที่นั่นด้วยเงินเดือน 75,000 บาท และทำอยู่ได้นานถึง 3 ปี ในการทำงานเจ้านายโดยตรงเป็นคนอินเดีย ซึ่งเขาบอกว่าการที่สามารถทำงานกับคนอินเดียที่มีความละเอียดยิบทุกแง่มุม และมีความเป็นตัวของตัวเองสูง การทำให้คนอินเดียยอมรับได้ โตโต้บอกว่า “ถือว่าได้ฝึกวิทยายุทธ์ อย่างสุดยอดแล้ว”
สุดท้าย ด้วยเหตุผลทางธุรกิจ คือ บริษัทได้ขายกิจการโรงไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์ส่วนหนึ่งมาให้แก่บริษัทซุปเปอร์บล๊อก จำกัด (มหาชน) ทำให้โตโต้ตัดสินใจย้ายงานอีกครั้งและมาดูแลโครงการเดิมที่เขาทำมา
ต้องมีเป้าหมายในชีวิต
ภายใน 2 ปี โตโต้เติบโตขึ้นจาก “ผู้จัดการฝ่ายปฏิบัติการและซ่อมบำรุง” มาเป็น “ผู้อำนวยการสายงานปฏิบัติการ” ดูแลเรื่องรายละเอียดทางเทคนิคทั้งหมด เรียกว่าเป็น “ฟันเฟือง” ที่สำคัญของบริษัทนี้
ปัจจุบัน โตโต้อายุ 32 ปี เขาไม่บอกว่าตอนนี้ได้เงินเดือนเท่าไหร่ บอกแค่ว่าทำได้ตามเป้า “เงินเดือนแสน” ภายในอายุ 30 ปี
ถามว่าถือว่าวันนี้ประสบความสำเร็จหรือยัง โตโต้บอกว่า “ยัง”
ด้านหนึ่งที่เขาบอกว่ายังไม่ประสบความสำเร็จ โตโต้ บอกว่า เพราะเป้าหมายในชีวิตเขาอยู่ที่การมีชีวิตครอบครัวที่ดีด้วย ซึ่งตอนนี้เขายังไม่มี ขณะเดียวกันในด้านการงานนั้น โตโต้ บอกว่า อาจจะเรียกได้ว่าประสบความสำเร็จระดับหนึ่ง แต่เป้าหมายของเขาก็ไม่ได้หยุดนิ่งอยู่แค่นี้
“ผมคิดว่าตอนผมอายุ 35 ผมต้องขยับขึ้นไปอีกระดับ อีก 5 ปี ก็ต้องไปอีกระดับ และอีก 5 ปี ก็ต้องขยับไปอีก ผมต้องสร้างคุณค่าให้แก่ตัวเองและให้แก่องค์กร ผมว่าบางคนชอบมาเรียกร้องอยากได้โน่นอยากได้นี่ ผมถามว่าคุณได้สร้างคุณค่าให้แก่ตัวคุณเอง ให้แก่องค์กรหรือยัง ถ้ายังก็ไม่ต้องมาเรียกร้อง”
ตอนนี้โตโต้ กำลังเพิ่มคุณค่าให้ตัวเองด้วยการไปเรียนปริญญาโท หลักสูตรบริหารธุรกิจสำหรับผู้บริหาร ซึ่งเขาก็บอกตรงๆ ว่า เพื่อที่จะก้าวไปในระดับบริหารที่สูงกว่านี้
“ตอนนี้ประสบการณ์อย่างเดียวไม่พอแล้วในการที่เติบโตขึ้นไปให้ได้มากกว่านี้ ทั้งความสามารถ ทักษะ ประสบการณ์ มีแล้ว ผมก็ต้องเพิ่มคุณค่าให้ตัวเองด้วยเรื่องคุณวุฒิ ซึ่งการไปเรียนก็จะทำให้ได้เปิดมุมมองใหม่ๆ ได้คอนเนกชั่น ได้เรียนรู้วัฒนธรรม โครงสร้างองค์กรของที่อื่น เปิดโลกทัศน์ของตัวเอง”
โตโต้ พูดถึงกรณีเด็กรุ่นใหม่มักถูกมองว่า ไม่ค่อยมีความอดทนในการทำงาน ว่า ส่วนหนึ่งน่าจะเป็นเพราะพวกเขาไม่มีเป้าหมายในชีวิต ไม่เคยตั้งธงว่าปีนี้ วันนี้ต้องได้อะไร ต้องเป็นอะไร ไม่เคยทำ career path คือ เส้นทางความก้าวหน้าอาชีพการงาน
“เราต้องมีแรงจูงใจ ต้องมีความกระหาย ทุกคนต้องตั้งเป้าหมาย ถ้าไม่รู้จะทำอะไร เพื่อใคร ก็หันกลับไปข้างหลัง ง่ายๆ ดูที่คนอยู่ข้างหลังคุณ อาจจะเป็นพ่อแม่ ครอบครัว หรือใครก็ได้ สำหรับผม ผมเคยไม่มีเงิน ที่ทำทุกวันนี้ ก็เพื่อคุณภาพชีวิตที่ดีของคนที่ผมรักทั้ง 3 คน”
นี่คือประสบการณ์ชีวิตของคนรุ่นใหม่ที่ถูกมองว่ามีความอดทนน้อย แถมมาจากครอบครัวแตกแยก เคล็ดลับในการใช้ชีวิตของเขาไม่มีอะไรมากเลย... ใช่ไหม ?
แค่...“ลบจุดอ่อน สร้างจุดแข็ง มีเป้าหมายในชีวิต" !!
เรื่องโดย สมฤทัย ทรัพย์สมบูรณ์



