
กก.ปฏิรูปตำรวจ ชง ปฏิรูปงานสืบสวนสอบสวน เน้น อิสระ-ก้าวหน้า
กก.ปฏิรูปตำรวจ เสนอ โครงสร้างตำแหน่งพนักงานสอบสวน ยึด ความชำนาญ-อิสระ-ก้าวหน้า ขจัดความไม่เท่าเทียม อุดการโอนย้าย
กก.ปฏิรูปตำรวจ เสนอปฏิรูปงานสืบสวนสอบสวนให้มีอิสระ เปิดทางความก้าวหน้าให้สามารถเลื่อนตำแหน่งได้จนถึงผบ.ตร.หวังจะให้ผู้มีความรู้ความสามารถด้านนิติศาสตร์ และการพิจารณาอรรถคดีมาร่วมงาน ขณะที่อัตราพนักงานสอบสวนว่างทั่วประเทศ 1,632 ตำแหน่ง เพราะตำรวจ”เซ็ง” ขอโอนย้ายไปทำงานในตำแหน่งอื่นเรื่อยๆ
5 ธ.ค.60 นายมานิจ สุขสมจิตร ประธานอนุกรรมการด้านการสื่อสารกับสังคม ในคณะกรรมการปฏฺิรูปกระบวนการยุติธรรม(ตำรวจ) กล่าวว่า ตามที่มีข้อสั่งการของพล.อ.ประยุทธ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ให้นายวิษณุ เครืองาม รองนายกรัฐมนตรี ประสานกับคณะกรรมการฯ เพื่อให้พิจารณาทบทวนแนวทางการปฏิรูปตำรวจโดยแยกภารกิจด้านงานสอบสวนออกมาให้ชัดเจน โดยอาจให้บุคคลภายนอกที่ไม่ใช่ เจ้าหน้าที่ตำรวจ แต่มีความรู้ความสามารถทางนิติศาสตร์และการพิจารณาอรรถคดีมาปฏิบัติหน้าที่ในงานสอบสวนได้
นายมานิจ กล่าวว่า คณะอนุกรรมการด้านการบังคับใช้กฎหมายได้ประชุมปรึกษาหารือ และมีมติให้กำหนดโครงสร้างตำแหน่งพนักงานสอบสวนจาก 3 หลักคือ 1. สร้างความชำนาญเฉพาะด้านโดยต้องการให้ทำงานสอบอย่างต่อเนื่องไม่ย้ายไปมา ระหว่างงานที่แปลกแยกไปจากงานสอบสวน ทั้งนี้เพื่อให้เกิดประสบการณ์ที่สั่งสมอย่างต่อเนื่อง และเพื่อให้มีผู้ที่มีประสบการณ์สูงในการสอบสวนคดีที่ยุ่งยากซับซ้อน 2.ให้พนักงานสอบสวนมีอิสระในการทำงานโดยปราศจากการแทรกแซง สั่งการทั้งทางตรงและทางอ้อม จากผู้ที่ไม่มีส่วนเกี่ยวข้อง จึงเน้นการมีความเห็นทางคดี ในส่วนของการสอบสวนคือเป็นพนักงานสอบสวนผู้รับผิดชอบในสายงานเท่านั้น และเพิ่มให้มีอิสระในการรวบรวมพยานหลักฐาน โดยให้มีความคล่องตัว และเป็นพนักงานสืบสวน และสอบสวนในตัวคนเดียวกัน 3.ให้มีความก้าวหน้าในการปฏิบัติงานสายอาชีพ
นายมานิจ กล่าวว่า ทั้งนี้คณะอนุกรรมการฯ เห็นว่าเมื่อมีงานสืบสวนและงานสอบสวนมารวมกัน แล้วให้เรียกว่า “งานสืบสวนสอบสวน” และยังคงอยู่ในสำนักงานตำรวจแห่งชาติ โดยให้ตำแหน่งของพนักงานสืบสวนสอบสวนทั้งที่อยู่ในสถานีตำรวจระดับจังหวัดและระดับภาคสามารถเจริญเติบโตไปได้ถึงตำแหน่งผู้ช่วยผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ รองผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติในสายงานสืบสวนสอบสวน และมีโอกาสที่จะได้รับการคัดเลือกให้เป็นผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติได้
นายมานิจ กล่าวต่อว่า ดังนั้นพนักงานสืบสวนสอบสวนจะมีความก้าวหน้าในเส้นทางการเจริญเติบโต จนถึงผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ เช่นเดียวกับตำรวจในสายงานอื่นๆ อันจะทำให้เกิดความเสมอภาคและเท่าเทียมกันในสายงานตำรวจทุกสายงาน ทั้งนี้เพราะในปัจจุบันมีความขาดแคลนพนักงานสอบสวนอย่างมาก จากข้อมูล ณ วันที่ 28 ส.ค.2560 ทั่วประเทศ มีตำแหน่งรองสารวัตรถึงตำแหน่งผู้กำกับทั้งสิ้น 12,013 ตำแหน่ง แต่มีจำนวนคนครอง อยู่เพียง 10,381 ตำแหน่ง จึงมีตำแหน่งว่างอยู่ถึง 1,632 ตำแหน่ง ซึ่งมีแนวโน้มจะลดลงเรื่อยๆ เนื่องจากปัญหาความไม่เท่าเทียมกันในการปฏิบัติหน้าที่ ระหว่างสายงานหลักและสายงานสอบสวน ทำให้พนักงานสายสอบสวนพยายามโอนย้าย ไปทำงานในตำแหน่งอื่น และเมื่อได้มีการปฏิรูปด้านอื่นๆรวมทั้งการจัดให้มีเส้นทางการเจริญเติบโตของตำรวจสายสืบสวนเช่นนี้จึงหวังว่าจะมีข้าราชการอื่นที่มีความรู้ความสามารถทางนิติศาสตร์และการพิจารณาอรรถคดี โอนย้ายมาเป็นพนักงานสืบสวนได้ในอนาคต
นายมานิจ กล่าวว่า ในเรื่องความรับผิดชอบของหัวหน้าสถานีตำรวจนั้น คณะอนุกรรมการฯ มีข้อเสนอว่าให้หัวหน้าสถานีตำรวจและหัวหน้างานสืบสวนสอบสวนปฏิบัติหน้าที่ร่วมกันโดยให้หัวหน้าสถานีตำรวจ ยังคงเป็นพนักงานสอบสวนผู้รับผิดชอบในการส่งสำนวนการสอบสวนให้แก่พนักงานอัยการ ทั้งกำหนดให้มีกระบวนการตรวจสอบเพื่อให้มีความรอบคอบในการปฏิบัติหน้าที่ ไม่ให้มีการใช้อำนาจโดยมิชอบโดยหากมีความเห็นแย้งกันเกี่ยวกับความเห็นทางคดี ระหว่างหัวหน้าสถานีตำรวจและหัวหน้างานสืบสวนสอบสวน ในแต่ละสถานีตำรวจ จะกำหนดให้ผู้บังคับบัญชาในตำแหน่ง ผู้บังคับการเป็นผู้ชี้ขาด ทั้งนี้แม้ว่าหัวหน้าสถานีตำรวจจะมีอำนาจหน้าที่ควบคุมกำกับดูแลสายงานสืบสวนสอบสวนแต่ก็ไม่สามารถเข้ามาบงการผลแห่งคดีได้ และมิให้หัวหน้าสถานีเรียกคืนหรือโอนสำนวนคดีไปให้พนักงานสอบสวนคนอื่นทำ เว้นแต่การปฏิบัติหน้าที่ของพนักงานสอบสวนคนนั้นจะล่าช้า หรือมีข้อบกพร่องอย่างมีนัยสำคัญ และผู้บังคับบัญชาระดับสูงในสายงานสืบสนสอบสวนคนนั้นทำบันทึกเห็นชอบและให้ทำได้
“ ข้อเสนอดังกล่าวนี้ คณะกรรมการชุดใหญ่เห็นขอบในหลักการ และเมื่อแก้ไขในรายละเอียดบางประเด็นแล้ว จะได้นำไปถามความเห็นผู้เกี่ยวข้อง ตามที่รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทยมาตรา 77กำหนดไว้ก่อนส่งต่อไปให้รัฐบาลดำเนินการเข้าสู่กระบวนการบัญญัติเป็นกฎหมายต่อไปหากเห็นชอบ”นายมานิจกล่าว



